header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow ของจริงนิ่งเป็นใบ้
ของจริงนิ่งเป็นใบ้

พระคุณเจ้าธัมมวิตักโกภิกขุ (อดีต)พระยานรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส
เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ระดับเพชรน้ำหนึ่งในจังหวัดพระนคร
ท่านเป็นพระธุดงค์ขนานแท้ ที่ไม่เคยออกจากวัดเทพศิรินทร์ไปไหนเลย
ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ ทำความเพียรของท่านเงียบๆ อยู่องค์เดียวในกุฏิ
จะออกจากกุฏิเฉพาะในเวลาทำวัตรสวดมนต์เท่านั้น
และหากผู้ใดประสงค์จะนมัสการท่าน
ก็ต้องรอพบท่านเวลาลงทำวัตรในพระอุโบสถเท่านั้น
ไม่มีข้อยกเว้น
แม้แต่กับคนใหญ่คนโตระดับนายกรัฐมนตรีที่สั่งประหารใครก็ได้

ธรรมะที่ท่านแสดงไว้มีไม่มากนัก
แต่ทุกบท ล้วนคมคายน่าประทับใจอย่างยิ่ง
สะท้อนถึงความไม่ธรรมดา ในความธรรมดาของท่านอย่างโดดเด่นทีเดียว
ดังบทที่ยกมากล่าวในวันนี้ที่ว่า
"ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง"

หากมองในทางโลก คำสอนนี้คงตรงข้ามกับสำนวนที่ว่า "ปี๊บเปล่าตีดัง"
แต่ในทางธรรมแล้ว ประโยคนี้มีความสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง

ในแง่ของการเจริญวิปัสสนาแล้ว
การที่จิตจะเจริญวิปัสสนาในขั้นละเอียดจริงๆ จิตจะต้องรู้อารมณ์ในลักษณะ
"สักว่ารู้"
ไม่มีความคิดนึกปรุงแต่งไปตามสัญญาอารมณ์ว่า สิ่งที่จิตไปรู้เข้านี้คืออะไร
เช่นลิ้นกระทบรส ก็รู้รสนั้น อันเป็นสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ
จิตจะรู้ความเข้มของรสที่เปลี่ยนระดับไป ตั้งแต่มีความเข้มสูง
จนกระทั่งกลืนอาหารนั้น และรสเดิมนั้นดับหายไป
ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องทำตัวเป็นนักพากษ์หนัง
ที่จะเอาบัญญัติเข้าไปกำกับรสนั้น ว่า นี่คือรสเปรี้ยว นี่คือรสหวาน
จุดที่รู้สภาวะนั้นแหละคือวิปัสสนา ส่วนบัญญัติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนเกิน

กระทั่งธัมมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตก็เหมือนกัน
จิตที่เดินวิปัสสนาละเอียด จะรู้เพียงว่า
มีสิ่งบางสิ่งปรากฏยิบยับหรือไหวตัวขึ้นมาเท่านั้น
โดยสังขารขันธ์ไม่ต้องเข้าไปแทรก
หรือตามอธิบายว่าสิ่งนั้นคือราคะ โทสะ โมหะ หรืออะไร
ผู้ปฏิบัติรู้สภาวะก็พอแล้ว ส่วนบัญญัติเป็นส่วนเกินในขณะนั้น

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พระเถระผู้เพิ่งล่วงลับไปท่านจึงกล่าวว่า
"วิปัสสนาแท้ๆ นั้น เริ่มตรงที่หมดความคิด"
ท่านย้ำว่า หลวงตามหาบัวก็กล่าวบ่อยครั้งว่า
"ปฏิบัติไปแล้วไม่มีอะไรมาก มีแต่ความยิบยับเล็กน้อยเท่านั้น"
หมายความว่า "มีสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แต่จิตไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งนั้นคืออะไร
จิตรู้เพียงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จะต้องดับไปทั้งหมด"

พวกเราจำนวนมากในที่นี้ ก็เริ่มรู้ด้วยตนเองแล้วว่า
อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาให้จิตรู้นั้น เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับไป
อารมณ์บางอย่าง เรารู้สมมุติว่าคืออะไร
แต่อารมณ์บางอย่างไหวยิบยับขึ้นมา พอถูกรู้ก็ดับไปแล้ว
เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟฉะนั้น

เพียงฟังคำว่า "ของจริงนิ่งเป็นใบ้ ของพูดได้ไม่ใช่ของจริง"
ก็สมควรลงกราบ "ท่านเจ้าคุณนร" ผู้ทรงคุณธรรมที่หาได้ยากยิ่ง
ธรรมะที่แท้นั้น ท่านผู้ปฏิบัติถูกตรงย่อมเข้าถึงธรรมอันเดียวกันนั้นเอง
ไม่จำกัดว่าสายไหน พูดกันเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจกันได้แล้ว

อนึ่ง ธรรมที่เหนือคำพูดนั้น
ดูดดื่ม ร่มเย็น แช่มชื่น
และน่าฟังกว่าธรรมที่พูดได้แจ้วๆ อย่างเทียบกันไม่ได้เลย

จากคุณ : สันตินันท์ [ 13 ก.ค. 2542 / 13:11:43 น. ]

ความคิดเห็นที่ 21 : (สันตินันท์)

ผมตอบ Acura ไม่ได้ครับ ไม่เคยมีประสบการณ์อย่างนี้
ธรรมะภาคปฏิบัตินั้นไม่เหมือนการเรียนตามตำรา
หรือการคาดคะเนเอาทางทฤษฎี
ถ้าไม่เคยพบเคยเห็น ก็ตอบให้เด็ดขาดแน่นอนไม่ได้
ท่านใดทราบก็ช่วยเอื้อเฟื้อบอกกันด้วยครับ

เท่าที่ผมสังเกตมา อาการทางกายมี 2 ส่วน
คือส่วนที่อยู่ในความควบคุมของจิต เช่นการเคลื่อนไหวอิริยาบถอย่างจงใจ
กับส่วนที่มันเป็นเองนอกการควบคุมของจิต เช่นการสะอึก การสำลัก ฯลฯ
แต่อาการร้องไห้เศร้าโศกโดยจิตไม่เศร้าหมองนี่ ไม่เคยเห็นครับ

เท่าที่ Acura เล่ามาสังเกตได้อย่างหนึ่งว่า
ในขณะนั้นจิตไม่ได้รู้ตัวจริง
แต่จิตกำลังแสวงหาเหตุผลว่า อาการดังกล่าวมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้ารู้ทันอาการของจิตตรงนี้ จิตจึงจะเป็นกลางจริงๆ
แล้วจึงจะทราบได้ด้วยตนเองว่า เมื่อจิตเป็นกลางจริงแล้ว
อาการเศร้าโศกทางกายจะยังคงอยู่หรือไม่

จากคุณ : สันตินันท์ [ 14 ก.ค. 2542 / 07:36:10 น. ]

ความคิดเห็นที่ 28 : (สันตินันท์)

ที่จริงในเบื้องต้นที่หัดนั้น จิตมันอดพากษ์ไม่ได้หรอกครับ
แม้ไม่จงใจจะคิดจะพากษ์ มันก็อดวินิจฉัยไม่ได้ว่า
"สิ่งนี้ชื่อนี้ เมื่อรู้สิ่งนี้แล้ว ควรทำอย่างนี้ๆ"

เพียงแต่เราควรทราบไว้ว่า
ความรู้ที่เกิดจากการพากษ์และการสรุปประเด็น
ไม่ใช่จุดมุ่งหมายที่เราปฏิบัติ เพราะสิ่งที่ได้คือ "องค์ความรู้"
ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นสัญญา คอยรบกวนการปฏิบัติในขั้นละเอียด

เมื่อปฏิบัติชำนิชำนาญไป เราจะเห็นเพียงสภาวะที่เกิดแล้วก็ดับ
จิตไม่สนใจพากษ์ เพราะการพากษ์นั้นก็เป็นการทำงานของจิต
เป็นภาระ เป็นทุกข์ ยืดยาวออกไปอีก

ถึงจุดที่รู้สักว่ารู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏนั้น
บางคราวเราจะเกิดความลังเลใจขึ้นมา เพราะเกรงว่าจะสรุปความรู้ไม่ได้
หรือกลัวว่าจิตจะไม่มีองค์ความรู้นั่นเอง
อันนี้เป็นธรรมชาติของปัญญาชนทั้งหลาย ผมเองบางทีก็เป็นอย่างนั้น

ที่จริงเราปฏิบัติไม่ใช่เพื่อเอาความรู้ แต่ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ของจิต
โดย จิต มีปัญญา ไม่ไปยึดอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ไม่ใช่โดย เรา มีความรู้

จากคุณ : สันตินันท์ [ 16 ก.ค. 2542 / 08:04:11 น. ]

<Previous   Next>