|
โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 3
ธันวาคม 2542 04:11:54
ท่านพระอชิตะ เป็นหนึ่งในพระอสีติมหาสาวก
คือพระสาวกชั้นแนวหน้าของพระพุทธเจ้า
ที่เป็นกำลังหลักในการเผยแผ่พระศาสนาองค์หนึ่ง
เดิมท่านเป็นหนึ่งใน 16 ศิษย์เอกของพราหมณ์พาวรี
(พราหมณ์พาวรีเป็นอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าปเสนทิ
ได้ลาออกจากราชการ ไปตั้งสำนักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรี
ใกล้พรมแดนแห่งแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ)
เรื่องราวของท่านองค์นี้ ชาวไทยเราไม่ค่อยรู้จัก
เรื่องราวของท่านน่าอัศจรรย์
นับตั้งแต่มูลเหตุของการเดินทางไปกราบพระศาสดา
การทดสอบพระศาสดา การทูลถามปัญหา
ตลอดจนการที่บริขารฤาษีที่ครองอยู่หายไป
และเกิดผ้ากาสายะพร้อมบริขารขึ้นแทน พร้อมๆ
กับการบรรลุพระอรหันต์
เชิญพวกเรามาทำความรู้จักกับท่านได้เลยครับ
***************************************
เรียบเรียงจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗
ขุททกนิกาย ปรายนวรรคที่ ๕
ท่านพระอชิตะพร้อมด้วยศิษย์น้องของท่านรวม 16 รูป
ไปพบพระศาสดาตามคำสั่งของพราหมณ์พาวรี
และเหตุที่พราหมณ์พาวรีสั่งให้ศิษย์ไปพบพระศาสดา
ก็สืบเนื่องจากมีพราหมณ์โสโครกผู้หนึ่ง
สาปแช่งให้พราหมณ์พาวรีศีรษะแตกตาย ท่านผู้เฒ่าซึ่งมีวัยถึง
120 ปี ท่านกลัวอายุสั้น จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
จนเทวดาต้องมาแนะนำให้พราหมณ์พาวรี ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
ศีรษะคืออะไร และธรรมใดจะทำให้ศีรษะตกไป
พราหมณ์พาวรีได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้าก็เกิดปีติอย่างแรงกล้า
แต่แทนที่จะรีบไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยตนเอง ท่านกลับสั่งศิษย์ทั้ง
16 คนให้รีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน
ในพระไตรปิฎกไม่ได้ระบุเหตุผลที่ท่านไม่ไปเอง
แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่า เพราะท่านชราภาพมาก
เกินกว่าจะเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาด้วยตนเองได้
ก่อนออกเดินทาง กลุ่มสานุศิษย์อันมีท่านอชิตะเป็นผู้นำ
ได้แสดงความรอบคอบโดยถามอาจารย์ว่า
แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าใครเป็นพระพุทธเจ้าที่แท้จริง
อาจารย์ก็แนะให้ดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และที่แสบกว่านั้น
พาวรีพราหมณ์สอนศิษย์ว่า
ท่านทั้งหลายจงถามถึงชาติ โคตร ลักษณะ มนต์
และศิษย์เหล่าอื่นอีก(ของพราหมณ์พาวรี)
และถามถึงศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไปด้วยใจเทียว
ถ้าว่าท่านนั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า
ผู้ทรงเห็นธรรมอันหาเครื่องกางกั้นมิได้ไซร้
จักวิสัชนาปัญหาอันท่านทั้งหลาย ถามด้วยใจ
คณะศิษย์ทั้ง 16 คนของพราหมณ์พาวรี เดินทางรอนแรมเที่ยวแสวงหาพระพุทธเจ้า
มีคำบรรยายอย่างเห็นภาพพจน์ในพระไตรปิฎกว่า
มุ่งไปยังที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมุฬกะ เมืองมาหิสสติ ในคราวนั้น
เมืองอุชเชนี
เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ เมืองวนนคร เมืองโกสัมพี
เมืองสาเกต
เมืองสาวัตถีอันเป็นเมืองอุดม เมืองเสตพยะ เมืองกบิลพัสดุ์
เมืองกุสินารามันทิรสถาน (เมืองมันทิระ) เมืองปาวาโภคนคร
เมืองเวสาลี
เมืองราชคฤห์ และปาสาณกเจดียอันเป็นรมณียสถานที่น่ารื่นรมย์ใจ
พราหมณ์มาณพทั้งหลายพากัน ยินดีได้รีบด่วนขึ้นสู่เจติยบรรพต
เหมือนบุคคลผู้กระหายน้ำ ยินดีน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ายินดีลาภใหญ่
และเหมือนบุคคล
ถูกความร้อนแผดเผายินดีร่มเงา ฉะนั้น
เป็นใครก็ต้องยินดีละครับ
หากต้องเดินทางตระเวนหาพระพุทธเจ้ายืดเยื้อยาวนานขนาดนั้น
****************************************
ท่านอชิตะเมื่อเห็นพระพุทธเจ้า พิจารณามหาปุริสลักษณะแล้ว
ทูลถามปัญหาในใจเกี่ยวกับตัวพราหมณ์พาวรี
พระศาสดาก็ทรงอธิบายชาติกำเนิด ความรู้ความสามารถ
และเรื่องเกี่ยวกับพราหมณ์พาวรีออกมา อชิตมาณพจึงทูลถามในใจ
ต่อไปว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ท่านพราหมณ์พาวรีถามถึง
ธรรมเป็นศีรษะ
และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป
ขอพระองค์ตรัสพยากรณ์ข้อนั้นกำจัดความสงสัย
ของพวกข้าพระองค์ผู้เป็นฤาษี เสียเถิด ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า
ท่านจงรู้เถิดว่า
อวิชชาชื่อว่าธรรมเป็นศีรษะ
วิชชาประกอบด้วยศรัทธา
สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ
ชื่อว่าเป็นธรรมเครื่องให้ศีรษะตกไป
ท่านอชิตตะได้ฟังแล้วก็สิ้นสงสัย และหมดภาระที่อาจารย์มอบหมาย
จึงลงกราบพระศาสดา ทูลว่า อาจารย์พาวรีและศิษย์ขอถวายอภิวาทพระศาสดา
จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ประทานวโรกาสให้คณะศิษย์ทั้ง 16 คน ทูลถามปัญหาต่างๆ
ได้
ธรรมที่ศิษย์ท่านพาวรีทูลถาม และพระพุทธเจ้าทรงตอบนั้น
ในพระไตรปิฎกยืนยันว่า
เพียงธรรมที่พระศาสดาประทานแก่ท่านใดท่านหนึ่ง ใน 16 ท่าน
ก็เพียงพอแล้วสำหรับการปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตตผล
ดังข้อความในพระสูตรระบุว่า [๔๔๑]
เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาสาณเจดีย์ในมคธชนบท
ได้ตรัสปารายนสูตรนี้ อันพราหมณ์มาณพ ๑๖ คน
ผู้เป็นบริวารของพราหมณ์พาวรี ทูลอาราธนาแล้ว
ได้ตรัสพยากรณ์ปัญหา
แม้หากว่าการกบุคคลรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแห่งปัญหาหนึ่งๆ
แล้วพึงปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมไซร้
การกบุคคลนั้น
ก็พึงถึงฝั่งโน้นแห่งชราและมรณะได้แน่แท้
ดังนั้น หากมีโอกาส พวกเราก็น่าจะลองศึกษาธรรมเหล่านี้ดูบ้าง
แล้วจะตอบตนเองได้ว่า เหตุใด ธรรมเพียงบทเดียวจึงนำทางข้ามภพข้ามชาติได้
ในที่นี้ ผมจะยกตัวอย่างธรรมที่ทรงสอนท่านอชิตะ มาให้พวกเราชื่นชมกัน
***************************************
คำถามที่ 1 [๔๒๕] อชิตมาณพทูลถามปัญหาว่า
โลกคือหมู่สัตว์อันอะไรหุ้มห่อไว้
โลกย่อมไม่แจ่มแจ้งเพราะอะไร
พระองค์ตรัสอะไรว่า เป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้
อะไรเป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า
ดูกรอชิตะโลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้
โลกไม่แจ่มแจ้งเพราะความตระหนี่(เพราะความประมาท)
เรากล่าวตัณหา
ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้
ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น ฯ
เพียงเริ่มถาม ท่านอชิตะก็ชกเข้าเป้าเลย
คือท่านถามถึงสิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายติดข้องอยู่ในโลก
และถามถึงผลที่สัตว์ติดข้องอยู่ในโลก
คำถามนี้แสดงความเป็นปราชญ์ของท่านโดยแท้ เพียงคำถามแรก
ก็ครอบคลุมอริยสัจจ์ไป 2 ข้อแล้ว
คำว่าโลกในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงหมู่สัตว์ในทุกภพภูมิ
สัตว์ทั้งหลายล้วนแต่ถูกอวิชชาห่อหุ้มแทรกซึมอยู่เป็นเนื้อเดียวกับจิต
หมู่สัตว์ไม่สามารถทำให้แจ้งในสัจจธรรมได้
ก็เพราะความหวงแหนยึดถือในสิ่งทั้งปวง เช่นหวงแหนในกามสุข
หวงแหนในขันธ์ 5 อัตตาตัวตน
และนอนใจอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วยความประมาทว่า ไม่เห็นจะเป็นพิษภัยใดๆ
เลย สัตว์ตายเพราะเหยื่อ คนเราก็ตายเพราะเหยื่อเหมือนกัน
และสิ่งที่ย้อม หรือฉาบทา เคลือบคลุมเหยื่อให้หอมหวาน
ก็คือตัณหาหรือความทะยานอยากของจิต
คำถามที่ 2 อ.
กระแสทั้งหลายย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง อะไรเป็น
เครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสบอกเครื่องกั้น
กระแสทั้งหลาย
กระแสทั้งหลายอันบัณฑิตย่อมปิดได้ด้วย
ธรรมอะไร ฯ
พ. ดูกรอชิตะ
สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า
เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้นอันบัณฑิต
ย่อมปิดได้ด้วยปัญญา ฯ
เมื่อท่านทูลถามถึงทุกข์และสมุทัยแล้ว
ท่านก็ไม่กล่าวถึงทุกข์และสมุทัยอีก แต่มากล่าวถึงกระแส
นักดูจิตทั้งหลายนึกภาพ กระแส ออกไหมครับ
ในที่นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสตอบแล้วว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแส
ก็แล้วตัวกระแสล่ะ คืออะไร
คำถามที่ 3
อ.
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์
ปัญญา สติ
และนามรูป ธรรมทั้งหมดนี้ย่อมดับไป ณ ที่ไหน
พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว
ขอจงตรัสบอกปัญหาข้อนี้แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
พ. ดูกรอชิตะ
เราจะบอกปัญหาที่ท่านได้ถามแล้วแก่ท่าน
นามและรูปย่อมดับไปไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด
สติและปัญญาย่อมดับไป
ณ ที่นั้น
เพราะความดับแห่งวิญญาณ ฯ
ตรงนี้ นักปฏิบัติลองพิจารณาดูนะครับ ฝากเป็นการบ้านไว้อีกจุดหนึ่ง
บอกใบ้ก็ได้ว่า เป็นเรื่องในส่วนของนิโรธแล้วครับ
คำถามที่ 4 อ.
ชนเหล่าใดผู้มีธรรมอันพิจารณาเห็นแล้ว
และชนเหล่าใดผู้ยังต้องศึกษาอยู่เป็นอันมากมีอยู่ในโลกนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ผู้มีปัญญารักษาตน อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว
ขอจงตรัสบอกความเป็นไปของชนเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ
พ. ภิกษุไม่กำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย
มีใจไม่ขุ่นมัว
ฉลาดในธรรมทั้งปวง
มีสติ พึงเว้นรอบ ฯ
คำถามสุดท้าย ท่านถามถึงความเป็นไปของผู้เห็นธรรมแล้ว
และผู้ยังต้องศึกษาอยู่อีก บุคคล 2 ประเภทนี้ก็คือภิกษุทั้งหลายนั่นเอง
บางท่านก็เห็นแล้ว บางท่านกำลังศึกษาอยู่ ความเป็นไป
หรือทางดำเนินของท่านเหล่านี้ก็คือ ความไม่ยินดีในกาม ละบาป
ทำกุศลให้ถึงพร้อม มีสติ และก้าวพ้นโดยสิ้นเชิงจากอุปาทานขันธ์
คำถามสุดท้ายนี้ มีลักษณะเป็นการถามถึง มรรค นั่นเอง
และผลของการถามปัญหา 4 ข้อนี้ก็คือ
[๙๙] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค)
ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่เทวดาและมนุษย์หลายพัน
(ผู้มีฉันทะร่วมกัน มีประโยคร่วมกัน มีความประสงค์ร่วมกัน
มีความอบรมวาสนาร่วมกัน กับอชิตพราหมณ์) นั้นว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา.
และจิตของอชิตพราหมณ์ นั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย
เพราะไม่ถือมั่น. หนังเสือ ชฎา ผ้าคากรอง ไม้เท้า ลักจั่นน้ำ ผม
และหนวดของอชิตพราหมณ์หายไปแล้ว พร้อมด้วยการบรรลุอรหัต.
อชิตพราหมณ์นั้น เป็นภิกษุครองผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ
บาตรและจีวร เพราะการปฏิบัติตามประโยชน์
นั่งประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาค ประกาศว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์
ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้.
เรื่องของพระอชิตะยังมีอีกบ้างครับ
และการวิเคราะห์วิจัยธรรมในเรื่องนี้
ผมก็ทำไว้น้อยกว่าเรื่องพระอนุรุทธะและพระอานนท์
เพราะไม่มีเวลาพอครับ ประเดี๋ยวก็จะต้องไปต่างจังหวัดแล้ว
ก็ฝากให้พวกเราลองพิจารณาธรรมกันเอาเองครับ
เพราะพวกเราที่มีความรู้ความเข้าใจธรรมลึกซึ้ง
ก็มีอยู่หลายท่านด้วยกัน
|