|
โดยคุณ สันตินันท์ วัน
อาทิตย์ ที่ 21 พฤศจิกายน 2542 19:30:03
ผมคิดจะเขียนธรรมะที่อ่านสบายๆ ที่ให้ทั้งธรรมะและความเบิกบานใจ
และอ่านกันเฉพาะวงใน เพราะการเขียนเรื่องในวงกว้าง
บ่อยครั้งที่เกิดวิวาทะ แทนความบันเทิงในธรรม
เมื่อเกิดวิมุตติขึ้นสำหรับคนวงในโดยเฉพาะแล้ว
ผมก็พอจะเขียนธรรมๆ แบบเบาๆ สบายๆ ต่อไปได้
เพราะเหมือนการคุยกันในครอบครัวเดียวกัน
ดังนั้นเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นเรื่องเบาๆ อ่านสบายๆ คลายเครียด
เพราะชีวิตของเราในแต่ละวันมันก็เครียดพอแล้ว
หากอ่านกระทู้ธรรมะแล้วเกิดวิวาทะให้เครียดอีก
ชีวิตนี้ก็ดูจะโหดร้ายเกินไปสักหน่อย
*************************************
เมื่อตอนก่อน ผมได้เล่าถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมของท่านพระอานนท์ไปแล้ว
ในขณะที่เขียนเรื่องพระอานนท์นั้น ยังมีจุดที่ผมนึกไม่ออกอยู่จุดหนึ่ง
คือท่านพระอานนท์บรรลุพระอรหันต์ในขณะที่เอนนอน
โดยเท้าพ้นจากพื้น ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ผมพยายามลองนอนดูว่า
ท่านเอนกายลงท่าไหน ทำไมเท้าจึงพ้นจากพื้น เพราะปกติคนเราที่จะนอนนั้น
จะต้องผ่านอิริยาบถนั่งก่อน คงไม่มีใครนอนโดยผ่านอิริยาบถยืน หรือเดิน
ผมลงทุนนั่งในท่าต่างๆ แล้วเอนนอนในท่าสีหไสยาสน์
ก็ไม่ปรากฏว่ามีท่าใดที่เท้าจะต้องยกพ้นพื้น
มีทางเดียวเท่านั้น ที่เอนนอนแล้วเท้าจะต้องยกพ้นพื้น
นั่นคือท่านจะต้องนอนบนเตียง ก่อนนอนก็นั่งห้อยเท้าลงกับพื้น
พอจะเอนนอน ก็ต้องยกเท้าขึ้นจากพื้น
และเตียงของท่านก็จะต้องแคบๆ ประเภทพอเท้าพ้นพื้น
ศีรษะก็เกือบจะถึงหมอนแล้ว ไม่ใช่เตียงขนาดใหญ่
ที่พอขึ้นเตียงแล้วต้องคลานเข้าไปตรงกลางเพื่อจะนอน ซึ่งการนอนเตียงนั้น
พระศาสดาทรงอนุญาตไว้
แต่เตียงจะต้องไม่สูงจนมีคนเข้าไปแอบอยู่ใต้เตียงได้
พิจารณาต่อไปว่า ถ้าก่อนนอน ท่านพระอานนท์นั่งห้อยเท้าอยู่บนเตียง
แล้วอิริยาบถก่อนหน้านั้น ควรเป็นอิริยาบถใด
ตรงนี้คงพิจารณาไม่ยาก คือท่านอาจจะใช้เวลาของคืนนั้นด้วยการเดินจงกรม
สลับกับการยืนและนั่งเป็นคราวๆ
และเมื่อคิดจะนอนพักก็เดินมานั่งลงบนเตียง
และตามธรรมชาติของผู้เฒ่าวัย 80 ปี ท่านคงไม่เดินๆ อยู่
ก็มานั่งแปะแล้วลงนอนเลย แบบเด็กหรือคนหนุ่มสาว เพราะผู้เฒ่าขนาดนั้น
จะเปลี่ยนอริยาบถรวดเร็วนักคงไม่ได้
จึงน่าจะนั่งพักบนเตียงสักช่วงหนึ่งก่อน จึงค่อยๆ เอนกายลงนอน
เรื่องที่เล่ามานี้ไม่สำคัญอะไรนักหรอกครับ
เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า จริงๆ
แล้วพระสูตรเก็บเรื่องราวที่มีชีวิตจิตใจเอาไว้มาก บุคคลในพระสูตร
ก็คือมนุษย์ธรรมดา ที่เคยมีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับพวกเราขณะนี้มาก่อน
เมื่อท่านทำตัวอย่างไว้ เราเดินตามรอยเท้าของท่าน
เราก็น่าจะตามท่านไปได้เหมือนกัน
และพระสูตรเองก็เก็บรายละเอียดไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ทีเดียว
*******************************
วันนี้ผมจะเล่าถึงการปฏิบัติของพระมหาเถระลูกพี่ลูกน้องกับท่านพระอานนท์
คือท่านพระอนุรุทธ ผู้เป็นเลิศในด้านการมีทิพยจักษุ
เว้นจากพระศาสดาแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะมีทิพยจักษุเสมอด้วยท่านองค์นี้
ท่านพระอนุรุทธ เป็นโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ
ซึ่งเป็นน้องชายของพระเจ้าสุทโธทนะ
ท่านมีพี่ชายร่วมสายโลหิตคือเจ้ามหานามะ
และมีศักดิ์เป็นลูกผู้น้อง(ลูกอา) ของพระศาสดา
เป็นองค์เดียวที่ได้เสวยขนม "ไม่มี"
ซึ่งเป็นขนมที่เทวดาบันดาลขึ้นให้ท่าน เมื่อท่านอยากเสวยขนม
แต่พระมารดาของท่านแกล้งส่งชามเปล่าไปให้
เพื่อสอนให้ท่านรู้จักความไม่มีเสียบ้าง
(พระมารดาของท่านเข้าขั้นแม่ตัวอย่างทีเดียว
ท่านเคยถามแม่ของท่านว่ารักท่านหรือไม่
แม่ของท่านบอกว่ารักมากดังแก้วตาดวงใจ แต่แม่
ก็พยายามสอนความจริงในชีวิตให้ท่าน
ซึ่งคงดีกว่าคุณแม่ในบ้านเศรษฐียุคนี้หลายๆ บ้าน
ที่พยายามปรนเปรอวัตถุให้ลูกแบบไม่ลืมหูลืมตา)
ท่านพระอนุรุทธออกบวชพร้อมๆ กับพระญาติ
เมื่อครั้งพระศาสดาเสร็จกรุงกบิลพัสดุ์คราวแรก
ท่านคิดจะบวชเพราะเจ้ามหานามะพี่ชายของท่านได้มาปรึกษากับท่านว่า
ระหว่างเจ้าชายมหานามะ กับท่านพระอนุรุทธ
ควรมีคนหนึ่งออกบวชตามเสด็จพระศาสดา
ท่านพระอนุรุทธจึงถามพี่ชายว่า บวชแล้วต้องทำอะไรบ้าง
พี่ชายตอบว่า การออกบวชเป็นอย่างไร เจ้าพี่ก็บอกว่า
บวชแล้วต้องสละบ้านเรือน อยู่คนเดียว กินอาหารมื้อเดียวตามที่ขอเขามาได้
นอนคนเดียว โกนผมและหนวด (ไม่ได้โกนคิ้ว) นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาด
อธิบายเพียงเท่านี้ ท่านน้องชายก็รีบบอกว่า ถ้าเช่นนั้นพี่ไปบวชก็แล้วกัน
เจ้ามหานามะท่านก็แสนดี เมื่อน้องไม่อยากบวชท่านก็จะบวชเสียเอง
โดยให้น้องชายมีหน้าที่สืบตระกูลต่อไป
แล้วท่านก็อธิบายถึงการทำนา อันเป็นอาชีพหลักของเจ้าศากยะ
ท่านพระอนุรุทธพอได้ฟังว่าผู้ครองเรือนมีกิจมากขนาดนั้น
ท่านจึงสมัครใจบวช เพราะเห็นด้วยปัญญาว่า ชีวิตฆราวาสนั้น
ซ้ำซากและจำเจเสียน่าเบื่อเต็มประดา
เมื่อท่านบวชแล้ว ผมได้พบร่องรอยการปฏิบัติธรรมของท่านสองเรื่อง
เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ท่านตรึกธรรมของมหาบุรุษ 7 ประการ
แล้วพระศาสดาเสด็จไปแสดงการตรึกธรรมของมหาบุรุษประการที่ 8 ให้ฟัง
หนังสือบางเล่ม (เช่น อสีติมหาสาวก ซึ่งธรรมสภาจัดพิมพ์)
สรุปเอาว่า ท่านบรรลุพระอรหันต์เพราะธรรมบทนี้
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง
เป็นเรื่องที่ท่านเข้าไปปรึกษาการปฏิบัติกับท่านพระสารีบุตร
พระสูตรทั้งสองสูตรนี้ลงท้ายว่า
ท่านปฏิบัติตามธรรมนั้นแล้วบรรลุพระอรหันต์
แต่ธรรมสภาไม่ได้กล่าวถึงพระสูตรอันหลังนี้
นักการศึกษาเขาก็ย่อมมีแง่มุมในการศึกษาของเขา
ส่วนพวกเรานักปฏิบัติ ลองเอาความรู้จากการปฏิบัติมาช่วยกันพิจารณาดูบ้าง
ว่าที่จริงแล้ว ท่านบรรลุธรรม เพราะพระสูตรใดกันแน่
ทั้งสองสูตรนี้ สูตรใดควรเกิดก่อน สูตรใดเกิดในภายหลัง
เพราะนักการศึกษาคงตอบลำบากสักหน่อย แต่สำหรับผู้ปฏิบัติแล้ว
พอจะวินิจฉัยได้ไม่ลำบากเลย
ก่อนอื่น เราลองมาอ่านทั้งสองพระสูตรกันดูก่อน
๑๐. อนุรุทธสูตร พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย
[๑๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลามิคทายวัน
แขวงเมืองสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคชนบท ก็โดยสมัยนั้น
ท่านพระอนุรุทธะอยู่ที่วิหารปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจดีย์ ครั้งนั้น
ท่านพระอนุรุทธะหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกทางใจอย่างนี้ว่า
1. ธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย
มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก 2. ของบุคคลผู้สันโดษ
มิใช่ของบุคคลผู้ไม่สันโดษ 3. ของบุคคลผู้สงัด
มิใช่ของบุคคลผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ 4.
ของบุคคลผู้ปรารภความเพียร มิใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน 5.
ของบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น มิใช่ของบุคคลผู้มีสติหลงลืม 6.
ของบุคคลผู้มีจิตมั่นคง มิใช่ของบุคคลผู้มีจิตไม่มั่นคง 7.
ของบุคคลผู้มีปัญญา มิใช่ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม ฯ
ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกทางใจของท่านพระอนุรุทธะแล้ว
เสด็จจากเภสกลามิคทายวัน แขวงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคชนบท
ไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านอนุรุทธะที่วิหารปาจีนวังสทายวัน
เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้ถวายแล้ว
แม้ท่านพระอนุรุทธะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอนุรุทธะว่า
ดีแล้วๆ อนุรุทธะ ถูกละ ที่เธอตรึกมหาปุริสวิตก
ว่าธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้มีความปรารถนาน้อย
มิใช่ของบุคคลผู้มีความปรารถนามาก ... ของบุคคลผู้มีปัญญา
มิใช่ของบุคคลผู้มีปัญญาทราม ดูกรอนุรุทธะ ถ้าอย่างนั้น
เธอจงตรึกมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ นี้ว่า
ธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่ไม่ทำให้เนิ่นช้า
ผู้ยินดีในธรรมที่ไม่ทำให้เนิ่นช้า
มิใช่ของบุคคลผู้ชอบใจในธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า
ผู้ยินดีในธรรมที่ทำให้เนิ่นช้า
ดูกรอนุรุทธะ ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้
ในกาลนั้น เธอจักหวังได้ทีเดียวว่า จักสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้ ในกาลนั้น
เธอจักหวังได้ทีเดียวว่า จักบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘
ประการนี้ ในการนั้น เธอจักหวังได้ทีเดียวว่า จักมีอุเบกขา
มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘
ประการนี้ ในกาลนั้น เธอจักหวังได้ทีเดียวว่า จักบรรลุ จตุตถฌาน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ในกาลใดแล
เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้
และจักเป็นผู้มีปรกติได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ในกาลนั้น ผ้าบังสุกุลจีวรจักปรากฏแก่เธอ ผู้สันโดษ
อยู่ด้วยความยินดี ด้วยความไม่หวาดเสียว ด้วยความอยู่เป็นสุข
ด้วยการก้าวลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนหีบใส่ผ้าของคฤหบดี
หรือบุตรแห่งคฤหบดี อันเต็มไปด้วยผ้าสีต่างๆ ฉะนั้น
ดูกรอนุรุทธะ ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้
และจักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน
๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้น โภชนะ
คือ คำข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง จักปรากฏแก่เธอผู้สันโดษ ... ด้วยการก้าวลงสู่นิพพาน
เปรียบเหมือนข้าวสุก (หุงจาก) ข้าวสาลี คัดเอาดำออกแล้ว
มีแกงและกับหลายอย่าง ของคฤหบดีและบุตรแห่งคฤหบดี ฉะนั้น
ดูกรอนุรุทธะ ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้ ...
ในกาลนั้น เสนาสนะ คือ โคนไม้ จักปรากฏแก่เธอผู้สันโดษ ...
ด้วยการก้าวลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนเรือนยอดของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี
ฉาบทาไว้ดีแล้ว ปราศจากลม ลงลิ่มสลักมิดชิด ปิดหน้าต่างสนิท ฉะนั้น
ดูกรอนุรุทธะ ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้
ในกาลนั้น ที่นอนที่นั่งอันลาดด้วยหญ้า จักปรากฏแก่เธอผู้สันโดษ ...
ด้วยการก้าวลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนบัลลังก์ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี
อันลาดด้วยผ้าโกเชาว์ขนยาว ลาดด้วยขนแกะสีขาว
ลาดด้วยผ้าสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ มีเครื่องลาดอย่างดี
ทำด้วยหนังชะมด มีเครื่องลาดเพดานแดง มีหมอนข้างแดงสองข้าง ฉะนั้น
ดูกร อนุรุทธะ ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้
ในกาลนั้น ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า จักปรากฏแก่เธอผู้สันโดษ ...
ด้วยการก้าวลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนเภสัชต่างๆ คือ เนยใส เนยข้น
น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ของคฤหบดีหรือบุตรของคฤหบดี ฉะนั้น ฯ
ดูกรอนุรุทธะ ถ้าอย่างนั้น
เธอพึงอยู่จำพรรษาที่วิหารปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจดีย์นี้แหละ
ต่อไปอีกเถิด ท่านพระอนุรุทธะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสอนท่านพระอนุรุทธะด้วยพระโอวาทนี้แล้ว
เสด็จจากวิหารปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจดีย์นคร
ไปปรากฏที่ป่าเภสกลามิคทายวัน แขวงเมืองสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ
เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด
ฉะนั้น
ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะอยู่จำพรรษา
ที่วิหารปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจดีย์นครนั้นนั่นแล ต่อไปอีก
ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว
ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก
ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม
ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
ก็ท่านพระอนุรุทธะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย
ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะบรรลุอรหัตแล้ว
ได้กล่าวคาถานี้ไว้ในเวลานั้นว่า
พระศาสดาผู้เป็นเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว
ได้เข้ามาหาเราด้วยฤทธิ์ทางพระกายอันสำเร็จแต่พระหฤทัย
พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันยิ่งกว่าความดำริของเราเท่าที่ดำริไว้
พระพุทธเจ้าผู้ยินดีแล้วในธรรมอันไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า
ได้ทรงแสดงซึ่งธรรมอันไม่เป็นเหตุให้เนิ่นช้า
เราได้รู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีในศาสนาอยู่
เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้วโดยลำดับ
คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำแล้ว ฯ
ลองดูพระสูตรอีกสูตรหนึ่งประกอบกันนะครับ
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย อนุรุทธสูตรที่ ๒
[๕๗๐] ครั้งนั้นแล
ท่านพระอนุรุทธะได้เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่
ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว
จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า
ขอโอกาสเถิดท่านสารีบุตร
ผมตรวจดูตลอดพันโลกด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
ก็ผมปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไม่หลงลืม
กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา
เออก็ไฉนเล่า จิตของผมจึงยังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านอนุรุทธะ
การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า เราตรวจดูตลอดพันโลก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ดังนี้
เป็นเพราะมานะของท่าน การที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า
ก็เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม
กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา ดังนี้
เป็นเพราะอุทธัจจะของท่าน ถึงการที่ท่านคิดอย่างนี้ว่า
เออก็ไฉนเล่า จิตของเรายังไม่พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้
ก็เป็นเพราะกุกกุจจะของท่าน เป็นความดีหนอ
ท่านพระอนุรุทธะจงละธรรม ๓ อย่างนี้ ไม่ใส่ใจธรรม ๓ อย่างนี้
แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะต่อมาได้ละธรรม ๓ อย่างนี้
ไม่ใส่ใจถึงธรรม ๓ อย่างนี้ น้อมจิตไปในอมตธาตุ ครั้งนั้นแล
ท่านพระอนุรุทธะ หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท
มีตนอันส่งไปอยู่ ไม่นานนัก
ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม
ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องกันนั้น
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละ ท่านพระอนุรุทธะ
ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
************************************
ในมุมมองของนักปฏิบัติ ผมเห็นชัดว่า
พระสูตรทั้งสองนี้ถูกต้องไม่มีที่ผิดทั้งคู่
คือต่างก็เป็นธรรมที่ส่งให้ท่านพระอนุรุทธบรรลุพระอรหันต์ทั้งคู่
แต่เนื้อธรรมของทั้งสองพระสูตรนี้ ไม่เสมอกัน
พระสูตรแรกที่ยกมานั้น เป็นธรรมเบื้องต้น ส่วนพระสูตรหลัง
เป็นธรรมเบื้องปลาย ถ้าปราศจากพระสูตรแรก
ท่านพระอนุรุทธก็จะไม่บรรลุพระอรหันต์ และถ้าปราศจากพระสูตรหลัง
ท่านก็ยังไม่บรรลุพระอรหันต์เช่นกัน
หากอ่านด้วยความไตร่ตรองจะพบว่า
พระศาสดาเสด็จไปโปรดพระอนุรุทธด้วยพระกาย แต่ไม่ได้เดินไปหรือเหาะไป
แต่เป็นการย้ายวัตถุ(พระกาย)จากที่หนึ่ง ไปยังอีกที่หนึ่ง
(บางกรณีพระองค์ไปโดยพระจิต)
วัตถุประสงค์ที่เสด็จไปก็เพื่อปลอบท่านพระอนุรุทธ
ให้อยู่ปฏิบัติธรรมที่วิหารปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจดีย์ ต่อไป
เพราะที่นั่น เหมาะจะเป็นชัยภูมิทำสงครามล้างชาติของท่านพระอนุรุทธ
เราต้องไม่ลืมว่าท่านพระอนุรุทธเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง
ท่านไม่เคยอด ไม่เคยลำบากด้วยประการทั้งปวง
เมื่อต้องไปอยู่ในวัดป่าที่ลำบากขาดแคลน
ท่านก็คงท้อพระทัยตามวิสัยของคนที่ยังมีกิเลส จนจิตของท่านไม่สงบระงับ
พระศาสดาจึงเสด็จไปชี้ชวนให้ท่านตรึกถึงธรรมของมหาบุรุษ 8 ประการ
แทนที่จะคิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องความลำบากยากแค้น
เป็นการปลอบเตือนตนเองให้เข้าใจและยอมรับความจริงว่า
ธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นธรรมของคนมักน้อย สันโดษ
ไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น
มีจิตมั่นคง มีปัญญา และชอบใจในธรรมที่ไม่ทำให้เนิ่นช้า
การที่ท่านหมั่นตรึกนึกทบทวน
จนยอมรับสถานะที่ควรจะเป็นของนักบวชในพุทธศาสนาแล้ว
จิตใจของท่านก็เข้าถึงความสงบ ดังที่พระศาสดาทรงรับรองว่า
ในกาลใดแล เธอจักตรึกมหาปุริสวิตก ๘ ประการนี้
และจักเป็นผู้มีปรกติได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
ซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
เมื่อได้ฌาน 4 อันเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันแล้ว
ปัญหาความขาดแคลนเรื่องปัจจัย 4
อันเป็นเหตุให้ท่านพระอนุรุทธไม่อยากอยู่ปฏิบัติธรรม
ที่วิหารปาจีนวังสทายวัน ก็จะหมดไป เพราะผ้าบังสุกุลจีวร
คำข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง(บิณฑบาต) เสนาสนะคือโคนไม้
ที่นอนที่นั่งอันลาดด้วยหญ้า และยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า(น้ำปัสสาวะ)
จะเป็นของน่ายินดีสำหรับท่านผู้มุ่งต่อพระนิพพาน
สรุปแล้ว พระศาสดาทรงสอนให้ท่านพระอนุรุทธตรึกธรรม 8 ประการนั้น
เพื่อให้จิตสงบระงับ จนเข้าถึงฌานที่ 4 คือจิตสงบ
มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เมื่อถึงจุดนั้น
ความรู้สึกลำบากขาดแคลนปัจจัย 4 ก็จะหมดไป แล้วท่านก็จะอยู่ปฏิบัติ ณ
วิหารปาจีนวังสทายวัน ด้วยความผาสุกต่อไป
ท่านพระอนุรุทธทำอย่างที่พระศาสดาทรงสอน
เป็นเหตุให้ท่านได้บรรลุพระอรหันต์ในเวลาต่อมา
สำหรับพระสูตรที่ 2 ที่ผมยกมานั้น สะท้อนให้เห็นชัดแล้วว่า
ขณะที่ท่านพระอนุรุทธ ไปปรึกษาการปฏิบัติกับท่านพระสารีบุตรนั้น
ท่านพระอนุรุทธชำนาญในฌาน 4 แล้ว
ท่านจึงสามารถตรวจดูตลอดพันโลก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
เมื่อท่านพระอนุรุทธได้ฌาน 4 จนชำนาญ และได้ทิพยจักษุแล้ว
ท่านปฏิบัติธรรมด้วยการตรวจดูโลกตั้งพัน เห็นความจุติ - อุบัติ
ของสัตว์ทั้งปวงอยู่ตลอดเวลา แต่ท่านก็ไม่บรรลุพระอรหันต์
จึงไปขอคำแนะนำจากท่านพระสารีบุตร
ท่านพระสารีบุตร แนะนำให้ท่านดูจิตตนเอง
คือดูให้รู้ทันกิเลสที่แฝงอยู่กับจิตใจของท่าน ได้แก่
ความถือตัว ว่ามีทิพยจักษุเหนือคนอื่น ความฟุ้งซ่าน ไปกับความคิดว่า
เรามีความเพียร มีสติ มีกายสงบ มีจิตตั้งมั่น และความรำคาญใจ ว่า
ทำไมหนอจิตของเราไม่หลุดพ้นเสียที
เมื่อรู้ทันและจิตพ้นการครอบงำของกิเลสแล้ว
ท่านพระสารีบุตรก็แนะนำธรรมเพื่อการปฏิบัติที่สำคัญประการหนึ่งคือ
จงละธรรม ๓ อย่างนี้ ไม่ใส่ใจธรรม ๓ อย่างนี้
แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ
ท่านพระอนุรุทธปฏิบัติตามที่ท่านพระสารีบุตรแนะนำ
จึงบรรลุพระอรหันต์ ก็จะไม่บรรลุได้อย่างไร
เมื่อท่านสามารถรู้ทันกิเลสอย่างละเอียด
แล้วเข้าไปรู้ถึงธรรมชาติที่เหนือเกิดเหนือตายได้
วันนี้อ่านกันมาคงเหนื่อยมากแล้ว ขอจบเท่านี้ก่อนนะครับ
ไว้มีโอกาสแล้ว เราค่อยมาคุยกันถึงการปฏิบัติในส่วนหลังนี้เพิ่มเติม
รวมทั้งเรื่องราวที่น่าสนใจของท่านพระอนุรุทธ ต่อไปด้วย
ความเห็นที่ 23 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2542 10:08:07
ธรรมที่ยังท่านพระอนุรุทธให้บรรลุพระอรหันต์(2)
คราวก่อนคุยกันมาถึงเรื่องธรรมที่ท่านพระสารีบุตร
สอนให้ท่านพระอนุรุทธละ และไม่ใส่ใจ 3 ประการ
และให้น้อมจิตไปในอมตธาตุ
ธรรม 3 ประการนั้นคือ มานะ อุทธัจจะ และกุกกุจจะ
อมตธาตุคือนิพพาน
ธรรม 3 ประการนี้ดูเป็นของตื้น เพราะพวกเราย่อมรู้กันดีว่า
มานะและอุทธัจจะนั้น เป็นสังโยชน์เบื้องสูง
ส่วนอุทธัจจะกุกกุจจะนั้น เป็นนิวรณ์ตัวหนึ่ง และในแต่ละวัน
เราก็มักจะพบกิเลสเหล่านี้เกิดดับอยู่ในจิตใจของเราเสมอ แต่ที่จริงแล้ว
กิเลสของท่าน กับกิเลสที่เรารู้จักนั้น มันเหมือนกันเฉพาะชื่อเท่านั้น
ส่วนความหยาบละเอียดต่างกันมากทีเดียว
มานะหรือความถือตัวของท่าน เป็นความอิ่มใจ ภูมิใจเล็กๆ
ในทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ทั้งที่ท่านเอง
หมดความเห็นผิดแล้วว่า ท่านและมนุษย์ทั้งหลายเป็นคน แต่ความยึดมั่นว่า
จิตเป็นเรา ของท่านยังอยู่ ขณะที่หลงเพลิดเพลินไปนั้น
ความอิ่มใจ ภูมิใจในคุณวิเศษเหนือคนปกติ ก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา
ส่วนอุทธัจจะหรือความฟุ้งซ่านของท่านนั้น
ไม่ใช่ความฟุ้งซ่านแบบนิวรณ์อย่างของพวกเรา
เพราะจิตท่านทรงฌานอยู่สม่ำเสมอแล้ว
ที่นิวรณ์จะครอบงำได้จึงเป็นเรื่องเหลือวิสัย
ความฟุ้งซ่านอันเป็นสังโยชน์นั้น เป็นความฟุ้งเล็กๆ ไปในธรรม
คือกระแสความคิดยังทำงานอยู่ จิตยังไม่หยุดอยู่กับรู้อย่างแท้จริง
จุดตรงนี้อธิบายยากมาก แต่จะลองพยายาม เท่าที่ทำได้นะครับ
ตามธรรมดาพวกเราเคยชินกับกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้คือ
เมื่อมีผัสสะ เช่นตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ... ใจรู้ความคิดนึก
เราจะต้องเอาสติจดจ่อลงไปในสิ่งที่ถูกรู้
จากนั้นจึงคิดใคร่ครวญใช้เหตุผล
โดยอาศัยความจำหรือประสบการณ์เป็นเครื่องมือสนับสนุน
ในที่สุดก็จะสรุปความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
แล้วบรรจุเก็บเป็นความจำไว้ในสมอง
เราทุกคนเคยชินกับกระบวนการเรียนรู้อย่างนี้ ดังนั้น
พอจิตไปรู้สิ่งใดเข้า เราก็อดไม่ได้ที่จะคิดพิจารณาทบทวนใช้เหตุผล
เพื่อจะหาข้อสรุปเก็บเป็นความรู้(ที่จริงคือความจำ) เอาไว้
เราทนไม่ได้ ที่จะรู้เฉยๆ เห็นความเกิดดับเฉยๆ
โดยไม่คิดใคร่ครวญสำทับลงไป ทั้งในสิ่งที่กำลังรู้นั้น
ทั้งในวิธีการที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ทั้งนี้
เพราะเรากลัวจะไม่มีความรู้
ท่านพระอนุรุทธ ท่านปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน
ตั้งสติมั่นไม่หลงลืม กายสงบระงับไม่ระส่ำระสาย
จิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา การปฏิบัติอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องในขั้นต้น
แต่ในขั้นที่จะข้ามภพข้ามชาตินั้น การกำหนดจิตอย่างนี้
ยังเป็นการหางานให้จิตทำ ทำให้จิตกระเพื่อม ฟุ้งซ่านไปในธรรมไม่ยอมหยุด
ครั้นท่านจะไม่กำหนด ไม่จงใจ ท่านก็เกรงว่าการปฏิบัติจะขาดสาย
เกรงจะไม่รู้ ไม่เห็นธรรม ไม่เกิดองค์ความรู้ในอริยสัจจ์
ที่อธิบายตรงนี้อย่าถือเป็นจริงจังนะครับ
เพราะยังไม่พบตำราขั้นพระไตรปิฎกมารองรับ
เพียงแต่ผมปฏิบัติอยู่ตรงนี้ ก็เลยเอาประสบการณ์เฉพาะตัวมาเล่า
คือผมรู้ดีว่า จิตยังมีเชื้อเกิดเหลืออยู่
เพราะจิตไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจ์
จิตจึงยังพอใจที่จะส่งทะยานออกไปยึดโน่นยึดนี่อยู่เรื่อยๆ
คราวนี้พอสังเกตเห็นว่า จิตมันยังเคลื่อนไหวอยู่ จิตก็เริ่มหยุดอยู่กับรู้
ในขณะที่จิตทรงตัวอยู่กับรู้นั้นเอง จิตเกิดปริวิตกขึ้นว่า
ที่ปฏิบัติอยู่นี้กำลังปฏิบัติอะไร ปฏิบัติแล้วถูกหรือผิด
และจะมีผลให้จิตเกิดความรู้หรือไม่
แล้วจิตก็เกิดความอยากพิจารณาธรรมที่ปฏิบัติอยู่ขึ้นมาทันที
คือมันน้อมจะไปเกิดในภพของผู้ปฏิบัติธรรม ผู้กำหนด ผู้เจริญสติ
สติก็แรงขึ้นนิดหนึ่ง จิตก็ตั้งมั่นทรงตัวเด่นขึ้นนิดหนึ่ง
รู้กายรู้จิตชัดขึ้นนิดหนึ่ง อาการที่จิตไหวเล็กๆ นี้แหละครับ
เคยฟังครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าเป็นอุทธัจจะสังโยชน์
มันเข้ามาผูกมัดจิตไว้ในภพของนักปฏิบัติธรรม
เมื่อรู้เท่าทันกิเลสอย่างนี้แล้ว จิตก็คลายตัวออก หยุดอยู่กับรู้
ในสภาวะนั้น จิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้กลายเป็นธรรมอันเดียวกัน
ไม่มีภายนอกภายใน ไม่มีช่องว่างระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
จึงไม่มีการเคลื่อนไป ไหลไป มีแต่หยุดอยู่กับรู้ โดยไม่มีการกำหนดหมายใดๆ
ที่ผมฝึกอยู่ตอนนี้เป็นอย่างนี้ครับ แต่จิตยังไม่อิ่ม ยังไม่พอ
พอเผลอเข้ามันก็ไหวแยกตัวออกเป็นผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
เจริญปัญญาต่อไปอีกเพราะมันกลัวไม่มีความรู้
และในระหว่างนั้น นานๆ จะเกิดกุกกุจจะแทรกขึ้นมาเป็นระยะๆ แผ่วๆ
เป็นความกระหายและกระวนกระวายของจิตที่ปรารถนาจะถึงความหลุดพ้น
ตัวนี้ก็เป็นแรงขับให้จิตฟุ้งไปในธรรมอีกด้วย
ท่านพระสารีบุตรท่านแนะนำให้ละธรรม 3 ประการนี้ อย่าใส่ใจกับมัน
อย่าหลงตาม และอย่าต่อสู้กับมัน จิตก็จะหยุด รู้อยู่ที่จิต
พ้นจากความปรุงแต่งทั้งปวง พ้นจากตัณหา จิตน้อมไปในอมตธาตุ
คือธรรมชาติที่หมดรูปหมดนามทั้งปวง
วันที่ไปทำบุญเปิดลานธรรมนั้น ผมปฏิบัติอยู่ต่อหน้าหลวงปู่เหรียญ
ท่านพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็หันมายิ้มๆ บอกว่า
ปฏิบัติอย่างนี้ก็เห็นเงาของพระนิพพานอันเป็นอมตธรรมแล้ว
ซึ่งก็จริงของท่าน คือยังเห็นแค่เงาๆ เท่านั้น
อันที่จริงการปฏิบัติในขั้นละเอียดก็ไม่มีอะไรมาก
อย่าไปพยายามสร้างภาระให้จิตก็แล้วกัน
******************************
เรื่องของท่านพระอนุรุทธยังมีอีกนิดหน่อย แล้วค่อยนำมาเล่าต่อนะครับ
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบคุณ คุณพัลวัน ที่สร้าง วิมุตติ ขึ้นมา
มิฉะนั้น ผมไม่กล้าจะนำเรื่องการปฏิบัติเหล่านี้ มาเล่าหรอกครับ
โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2542 10:08:07
ความเห็นที่ 36 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2542 15:25:00
ปฏิปทาและการนิพพานของท่านพระอนุรุทธ
ท่านพระอนุรุทธเป็นกำลังสำคัญรูปหนึ่งในการเผยแผ่พระศาสนา
มีความสามารถในการอบรมสั่งสอนศิษย์ เช่นท่านพระสุมนเถระ
ซึ่งบรรลุพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ท่านเป็นผู้เลิศในทิพยจักษุ
จึงรอบรู้ในการจุติและอุบัติของสัตว์ต่างๆ เป็นอันมาก
และมีเรื่องราวที่ท่านพบปะสนทนากับเทพ อยู่มากมายหลายเรื่อง
สำหรับปฏิปทาของท่านก็น่าสนใจ ดังปรากฏใน อนุรุทธเถรคาถา
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา
ความว่า (พระสูตรนี้มีร่องรอยชัดเจนว่า
เกิดขึ้นภายหลังการสังคายนาครั้งที่ 1)
[๓๙๓] พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า
ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้าแก่เรา
เรารู้ทั่วถึงพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว
เป็นผู้ยินดีในพระศาสนา ปฏิบัติตามคำพร่ำสอนอยู่ เราบรรลุวิชชา
๓ โดยลำดับ ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว
เราถือการไม่นอนเป็นวัตรมาเป็นเวลา ๕๕ ปี
เรากำจัดความง่วงเหงาหาวนอนมาแล้วเป็นเวลา ๒๕ ปี
ดูกรเทวดา บัดนี้ การอยู่อีกต่อไปด้วยอำนาจการอุบัติในเทพนิกาย
ย่อมไม่มี ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่มิได้มี
ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลก เทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลกอันมีประเภทตั้งพัน
ได้ในเวลาครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คือ อิทธิฤทธิ์
และในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย
ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์
เมื่อก่อนเรามีนามว่าอันนภาระเป็นคนยากจน เที่ยวหารับจ้างเลี้ยงชีพ
ได้ถวายอาหารแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะเรืองยศ
เพราะบุญกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เราจึงได้มาเกิดในศากยตระกูล
พระประยูรญาติขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ
เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยการฟ้อนรำและขับร้อง
มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมา
เราได้เห็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีภัย แต่ที่ไหนๆ
ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต
เราระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้
เราได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์เทวราชอยู่ในดาวดึงส์เทพพิภพมาแล้ว
เราได้ปราบปรามไพรีพ่ายแพ้แล้ว
ขึ้นผ่านสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมมนุษย์นิกร
ในชมพูทวีปมีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง
ได้ปกครองปวงประชานิกรโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาตราใดๆ
เราระลึกชาติหนหลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้ดังนี้ คือ
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์ ๗ ชาติ
รวมการท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน
ในเมื่อสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นธรรมอันเอกปรากฏขึ้น
ที่เราได้เพราะความสงบระงับกิเลส
ทิพยจักษุของเราจึงบริสุทธิ์เราดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ
รู้จุติและอุบัติ การมา การไป ความเป็นอย่างนี้
และความเป็นอย่างอื่น ของสัตว์ทั้งหลาย
เรามีความคุ้นเคยกับพระบรมศาสดามาแล้วเป็นอย่างดี
เราได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว
ปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ภายใต้พุ่มกอไม้ไผ่ใกล้บ้านเวฬุวคามแห่งแคว้นวัชชี.
พระมหาเถระผู้ทรงคุณอันประเสริฐองค์นี้
ได้ดำเนินล่วงหน้าพวกเราไปก่อนแล้ว _/|\_ _/|\_
_/|\_
******************************
โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 24 พฤศจิกายน 2542 15:25:00
|