เวลานี้เป็นบุญของพวกเราชาวพุทธอย่างมาก ที่เรามีพระไตรปิฎกฉบับที่ค้นคว้าได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หากสงสัยในธรรมเรื่องใด ก็สามารถค้นคว้าออกมาได้ภายในไม่กี่นาที ต่างกับสมัยที่ผมเริ่มศึกษาพระพุทธศาสนา ต้องนั่งอ่านพระไตรปิฎกทีละเล่ม แล้วจดบันทึกประเด็นสำคัญไว้ เวลาจะค้นคว้าแต่ละที เป็นงานหนักและยากลำบากเหลือเกิน และก็ขาดความมั่นใจด้วยว่า สามารถศึกษาค้นคว้าได้ครบสมบูรณ์แล้วหรือไม่
การที่พระไตรปิฎกเป็นของเปิดเผย และค้นคว้าง่ายนี้เอง จะช่วยให้การศึกษาพระพุทธศาสนาก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญที่สุด จะได้ลบล้างความเชื่อผิดๆที่ว่า ธรรมเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งที่เป็นของแต่งเติม หรือคำสอนอันนี้ๆ ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
สำหรับเรื่องโสฬสญาณนั้น มีการศึกษาและนำมากล่าวถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผมพยายามศึกษาเรื่องนี้จากหนังสือของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ก็ได้พบในหนังสือพจนานุกรมของท่าน หน้าที่ 312 - 313 ระบุชัดว่า โสฬสญาณไม่ปรากฏในคำสอนชั้นเดิม แต่เป็นเรื่องที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ ซึ่งประมวลมาจากคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ในพระไตรปิฎกอีกทอดหนึ่ง ผมก็ทรงจำไว้อย่างนี้ แต่ก็ยังเฉลียวใจว่า แล้วสิ่งที่ท่านประมวลนั้นตรงตามพระไตรปิฎกจริงหรือเปล่า ความสงสัยชนิดนี้เข้าขั้นกบฎ ในความรู้สึกของนักอนุรักษ์นิยม แต่มันเป็นจิตสำนึกของคนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังเพิ่มมากขึ้น ที่จะต้องแยกแยะระหว่างความเชื่อ กับความเป็นจริง ออกจากกันให้ได้
ปกติเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครอยากกล่าวกัน ด้วยความเคารพในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ ซึ่งชาวเถรวาทใช้เป็นหลักสำคัญในการศึกษาพระพุทธศาสนา และเคารพในท่านพระพุทธโฆษาจารย์ผู้รจนาคัมภีร์อันสูงค่านี้ และวงการศึกษาศาสนาของเราเป็นระบบปิดตัวเองมานานแล้ว คือคำตอบทุกคำถาม จะต้องยึดตำราที่เคยยึดมาแล้วเป็นแบบอย่างเท่านั้น ความสงสัยในตำรา กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันไม่ได้ ประกอบกับเมื่อหลายปีมาแล้ว ท่านพุทธทาสได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องบางประเด็นของวิสุทธิมัคค์ แล้วท่านก็ถูกนักการศึกษาศาสนาโจมตีท่านอย่างหนัก หลังจากนั้นจึงไม่ค่อยมีใครอยากจะค้นหาความจริงมากนัก ซึ่งสิ่งนี้ผมเห็นว่า เป็นอันตรายในระยะยาวแก่พระพุทธศาสนา เพราะมันคล้ายกับสถานการณ์ที่ผู้นำชาวคริสต์เคยพบมาก่อน เมื่อพบความจริงว่า โลกกลมและไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล อย่างที่เชื่อ หรือบังคับให้คนอื่นต้องเชื่อตาม
ด้วยความสงสัยที่ฝังใจมานาน ประกอบกับการที่สามารถค้นคว้าพระไตรปิฎกได้สะดวก ผมจึงลองค้นคว้าดูว่า โสฬสญาณที่ท่านรจนามาจากพระไตรปิฎกนั้น ตรงตามพระไตรปิฎกอย่างสมบูรณ์หรือไม่ เริ่มจากการเลือกญาณที่ไม่ค่อยได้ยินชื่อมา 1 ญาณ เพื่อใช้เป็นตัวแทนที่จะทำการศึกษา คือ มุญจิตุกัมยตญาณ แล้วลอง search พระไตรปิฎกดู ก็พบว่า ปรากฏอยู่ในปฏิสัมภิทามัคค์ อันเป็นพระสูตร อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 31 ซึ่งก็ตรงกับที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ท่านระบุไว้ว่า เรื่องโสฬสญาณประมวลมาจากปฏิสัมภิทามัคค์
แต่พระสูตรที่ค้นพบนั้น ทำให้ได้ทราบอะไรเพิ่มขึ้นอีกบางอย่าง นั่นคือตำราเรื่องโสฬสญาณนั้น บางส่วนไม่สอดคล้องกับพระไตรปิฎก กล่าวคือโสฬสญาณระบุลักษณะแต่ละญาณ ดังนี้
ญาณ ๑๖ ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมายคือมรรคผลนิพพาน ๑๖ อย่างคือ ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณกำหนดแยกนามรูป ๒. (นามรูป)ปัจจัยปริคคหญาณ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป ๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป ๕. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา ๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ ๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย ๙. มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย ๑0. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง ๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดย ความเป็นกลางต่อสังขาร ๑๒. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๑๓. โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตรคือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน ๑๔. มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค ๑๕. ผลญาณ ญาณในอริยผล ๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณที่พิจารณาทบทวน (คัดลอกจากพจนานุกรมของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกเพราะไม่ต้องพิมพ์เอง แต่ผมได้อ่านวิสุทธิมัคค์ และหนังสือวิปัสสนาทีปนีของพระพรหมโมลีแล้ว เนื้อหาก็สอดคล้องกับที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกท่านสรุปมา)
ส่วนที่ปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น มีดังนี้ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถา บริบูรณ์นิทาน
[๕๐๖] เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ ธรรมทั้งปวง เป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ (ปัญญาเครื่องข้ามความสงสัย) มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
[๕๐๗] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา อะไรย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ
เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง นิมิตย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว (ภยตูปัฏฐานญาณ) อาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว (ภยตูปัฏฐานญาณ) อาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
***พระไตรปิฎกท่านระบุชัดอย่างนี้ แต่โสฬสญาณไปจำแนกอรรถคือเนื้อหาของญาณ 3 ชื่อนี้ ออกเป็น 3 ญาณ ซึ่งต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ***
เชิญอ่านพระไตรปิฎกกันต่อครับ
ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
[๕๐๘] เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น ฯ
เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ คือ การพิจารณานิมิตย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณ คือ การพิจารณาความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาทั้งนิมิต และความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
***พระไตรปิฎกท่านระบุชัดอย่างนี้ แต่โสฬสญาณไปจำแนกอรรถคือเนื้อหาของญาณ 3 ชื่อนี้ ออกเป็น 3 ญาณ ซึ่งต่างกันทั้งอรรถและพยัญชนะ***
เชิญอ่านพระไตรปิฎกกันต่อครับ
เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากอะไร ย่อมแล่นไปในที่ไหน ฯ
เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมออกไปจากนิมิต ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตย่อมออกไปจากความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเป็นไป เมื่อมนสิการ โดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากนิมิตและความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ ซึ่งไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไป ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไป และความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไป และความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรม มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
***ตรงนี้ผมเสียดายว่าไม่มีพระไตรปิฎกบาลีอยู่ในมือ จึงได้แต่สันนิษฐานว่าตรงคำว่า ปัญญาในความออกไป และความหลีกไปภายนอก น่าจะใกล้เคียงกับสัจจานุโลมิกญาณ ซึ่งในโสฬสญาณไปแยกไว้ต่างหากจากโคตรภูญาณ ข้อสันนิษฐานนี้อาจจะผิดนะครับ ถ้ามีโอกาสผมจะตรวจสอบกับพระไตรปิฎกฉบับบาลีอีกทีหนึ่ง***
เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยวิโมกข์อะไร ฯ
เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยสุญญตวิโมกข์ ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไป และความหลีกไปจากส่วนทั้งสอง และมรรคญาณ มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไป และความหลีกไปจากส่วนทั้งสอง และมรรคญาณ มีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ
***ตรงนี้ก็ยังวิเคราะห์ไม่ได้ครับ จะต้องไปศึกษาพระไตรปิฎกฉบับบาลีเสียก่อน เพื่อทราบที่มาและความหมายของคำว่า ปัญญาในความออกไป และความหลีกไปจากส่วนทั้งสอง***
*************************************
จากการสอบทานโสฬสญาณด้วยพระไตรปิฎก ก็จะพบว่า โสฬสญาณไม่ตรงกับพระไตรปิฎกเสียทีเดียว ตรงนี้ผมไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปลบล้างโสฬสญาณ เพียงแต่เราต้องระมัดระวัง จำแนกให้ออก ว่า 1. พระไตรปิฎกกล่าวอย่างไร 2. โสฬสญาณปรับปรุงออกไปใหม่อย่างไร และ 3. ควรทราบว่า ปัจจุบันมีการตีความโสฬสญาณ ต่างจากวิสุทธิมัคค์ออกไปอีกอย่างไร
และจุดนี้ก็เป็นอุทธาหรณ์ให้เราต้องระวังต่อไปอีก ว่าตำราชั้นหลัง ที่พวกเราส่วนหนึ่งยึดถือแบบใครแตะต้องไม่ได้นั้น (เพราะถ้าแตะต้อง ถือว่าลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า) ในความเป็นจริงแล้ว เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่
ผมเห็นว่า พวกเราชาวพุทธ ควรหันมาให้ความสำคัญ กับการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจังยิ่งขึ้น นำ กระบวนการศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นศาสตร์ มาใช้ให้มากขึ้น แทน การศึกษาตามระบบจารีตนิยม ที่จะต้องเชื่อไว้ก่อน อันเป็นระบบการศึกษาที่ผมเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับโลกยุคนี้เสียแล้ว
ที่กล่าวทั้งหมดนี้ผมไม่ประสงค์จะวิวาทะกับท่านผู้ใดทั้งสิ้น และไม่ต้องการลบล้างตำราใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตำราทั้งหลายนั้น ถ้าศึกษาให้ดี ก็อาจพบสิ่งที่มีประโยชน์อยู่ด้วย เพียงแต่เสนอความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับกระบวนการศึกษาพุทธศาสนาเท่านั้น ว่าควรจะปรับปรุงได้แล้ว ทั้งวิธีการและท่วงทำนอง ซึ่งก็สอดคล้องกับกลุ่มชาวพุทธส่วนหนึ่งที่เห็นว่า ถึงเวลาต้องปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ (ซึ่งผมก็เห็นด้วย โดยเฉพาะถ้าคณะสงฆ์จะมีหลักนิยมในการปกครองกันว่า แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน) และควรปรับปรุงระบบการศึกษาพุทธศาสนาเสียที ทั้งนี้ก็เพื่อความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง (19 ตุลาคม 2542) |