header image
Home arrow มุมมอง arrow ทั่วไป arrow ธรรมกาย6 : วิพากษ์ธรรมกาย
ธรรมกาย6 : วิพากษ์ธรรมกาย
ขอบคุณ คุณดังตฤณ เป็นอย่างสูงครับ
ที่อุตส่าห์ช่วยเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ชาวพุทธส่วนหนึ่ง และชาวธรรมกาย ไม่ค่อยได้ศึกษาคำสอนเหล่านี้
ก็ เกลียด หรือ ชอบ วิชชาธรรมกาย เอาอย่างอัตโนมัติ
โดยเฉพาะชาวธรรมกายนั้น ไม่ได้ศึกษากระทั่งคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา
วิชชาธรรมกายจริงๆ ก็ไม่ทราบอีก
แต่สรุปอย่างกล้าหาญว่า วิชชาธรรมกายคือพระพุทธศาสนาที่แท้จริง
บ้างก็แยกไม่ออกว่า คุณไชยบูลย์เขาสอนให้ทำทาน รักษาศีล ให้มีระเบียบวินัย ให้ทำสมาธิ
แล้วคำสอนของเขาเสียหายตรงไหน
ที่จริงการสอนให้คนทำดีนั้น ดี
แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้ตื้นเขินเพียงแค่นั้น
คุณไชยบูลย์หรือวิชชาธรรมกาย บิดเบือนหลักธรรมชั้นสูงของพระพุทธศาสนาเสียแล้ว
ก็คือการปิดกั้นชาวพุทธที่มีศักยภาพจะได้สิ่งที่สูงกว่าความดีทางจริยธรรม
ให้หมดโอกาส เพราะพระศาสนาที่แท้จริงฟั่นเฟือนไปแล้ว

ถ้าเปรียบพระพุทธศาสนาเหมือนต้นมะม่วง มีผลหอมหวาน
หลวงพ่อสดท่านกลับสนใจกาฝากที่เกาะบนต้นมะม่วง
เพราะคิดว่าต้นกาฝากเป็นส่วนสำคัญของต้นมะม่วง
แต่พอมาถึงยุคคุณไชยบูลย์ กาฝากโตจนคลุมต้นมะม่วงเสียแล้ว
คุณไชยบูลย์ก็ประกาศว่า ยอดและใบมะม่วงเดิมนั้นเป็นของปลอม
ต้องตัดออก เพื่อให้ "มะม่วง(กาฝาก)" เติบโตได้เต็มที่
สาวกก็เชียร์กันใหญ่ เพราะใบกาฝากมันให้ร่มเงาได้เหมือนกัน
แต่คนที่อยากจะกินผลมะม่วง หามะม่วงกินไม่ได้เสียแล้ว

ผมเรียนด้วยความจริงใจเลยว่า
ผมนั้นได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาไปแล้ว
ถึงพระพุทธศาสนาจะสูญไปในวันนี้ ผมก็ไม่เสียประโยชน์ส่วนตัวใดๆ เลย
แต่ที่ต้องพยายามพูดแล้วพูดอีกนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นทั้งสิ้น

พวกเราส่วนมากอายุน้อย ไม่ทราบว่าวิชชาธรรมกายเติบโตมาได้อย่างไร
ผมก็ขอเรียนให้ทราบในช่วงนี้เสียเลย
อันนี้ผมเพิ่งรับฟังมาจากพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง
ที่เคยเรียนวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ในชั้นแรกที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนวิชชาธรรมกายนั้น
ผู้คนเริ่มแตกตื่นไปฟังธรรมและทำบุญกับท่าน
ท่านได้เงินทองมาก็เอามาทำบุญ ทำดี
เช่นส่งเสริมการศึกษาของพระ และเลี้ยงเด็กกำพร้า
แล้วก็สอนธรรมะที่ท่านค้นพบไปเรื่อยๆ

คราวนี้คณะสงฆ์ชักจะเอะใจ ว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้น มันแปลกๆ
คณะสงฆ์จึงส่งพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) วัดเขาสวนกวาง
(ศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) ไปสอบสวนวิชชาธรรมกาย
เจ้าคุณเส็งท่านตรวจสอบวิชชาธรรมกายเบื้องต้น เห็นว่าเป็นวิชชากสิณ
(ท่านไม่ทราบว่ามีวิชชาชั้นสูง เพราะเป็นสิ่งปกปิดที่สอนกันเฉพาะชาวธรรมกายวงใน)
คณะสงฆ์จึงยุติการสอนสวนหลวงพ่อวัดปากน้ำ
แต่วิชชาธรรมกายก็ยังไม่เจริญรุ่งเรืองอะไรนัก

มีภิกษุรูปหนึ่งชาวสุพรรณบุรี ชื่อท่านปุ่น คลับคล้ายว่าเป็นหลานหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านเคยมาเยี่ยมหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ
ได้ยินโยมถามหลวงพ่อว่า วันนี้จะมีคนมาทำบุญสร้างกุฏิกี่หลัง
หลวงพ่อก็ตอบว่า จะมีคนมาทำบุญเท่านั้นเท่านี้หลัง
พระปุ่น (กราบขออภัย ผมจำสมณศักดิ์ท่านในขณะนั้นไม่ได้) ได้ยินก็ไม่สบายใจ
ได้แอบทักท้วงหลวงพ่อว่า ถ้าทายผิดจะเสียหาย
หลวงพ่อก็ยืนยันว่าท่านเชื่อมั่นในวิชชาของท่าน
ปรากฏว่าวันนั้น มีคนมาบริจาคเงินสร้างกุฏิได้จำนวนหลังตามที่หลวงพ่อบอกไว้
พระปุ่นก็เลยนับถือวิชชาธรรมกายและหลวงพ่อมาก

ต่อมาพระปุ่นเจริญในสมณเพศ ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชวัดพระเชตุพน
ท่านเล่าเรื่องนี้ขึ้นมา และยกย่องทั้งหลวงพ่อและวิชชาธรรมกาย
นับแต่นั้นมา คณะสงฆ์ก็ไม่กล้าแตะต้องวิชชาธรรมกายอีก
เพราะสมเด็จพระสังฆราชทรงยอมรับเสียแล้ว
และในวงการพระเครื่องนั้น พระของขวัญทั้ง 3 รุ่นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก
คนก็ยิ่งยอมรับวิชชาธรรมกายมากขึ้นเรื่อยๆ มาตามลำดับ
(เพราะรักษาโรคได้ ทายแม่น และพระขลัง)
ยิ่งวัดพระธรรมกายเจาะเข้ามหาวิทยาลัยได้
วิชชาธรรมกายก็ยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักศึกษานั้นเป็นวัยที่ปลูกฝังง่าย

พระเถระที่เล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง เล่าอีกว่า ท่านเคยอ่านข้อเขียนของ
พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาของวัดปากน้ำในขณะนี้ คือพระภาวนาโกศลเถร ระบุว่า
"วิชชาธรรมกายยังไม่ใช่มรรคผล ต้องละสังโยชน์ได้ จึงเป็นมรรคผล
และต้องเจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้องจึงละสังโยชน์ได้"
ชาวธรรมกายวงในเองก็ไม่สบายใจกับคำกล่าวนี้เหมือนกัน
(ตรงประเด็นที่อ้างถึงเจ้าคุณภาวนาโกศลนี้
ใครอยู่ใกล้วัดปากน้ำ ลองเข้าไปกราบเรียนถามท่านดูสิครับ
ผมเองเมื่อวานไปวัดประดู่ฉิมพลี แต่ไม่มีโอกาสข้ามคลองไปถามท่านที่วัดปากน้ำ)
[30 พ.ค. 2542]

เป็นโอกาสดีทีเดียวที่ศิษย์ที่เข้าใจวิชชาธรรมกายจะมาอธิบายวิชชาธรรมกาย
เพราะกระทู้นี้เป็นการทู้วิเคราะห์วิชชาธรรมกายโดยตรง
หากผู้รู้วิชชาจะชี้แจงได้เป็นที่สบายใจของชาวพุทธ
ก็อาจจะทำให้กระแสต่อต้านธรรมกายลดลงได้ส่วนหนึ่ง
ซึ่งก็เป็นผลดีกับสังคมและพระศาสนา

ผมเองก็มีหลายจุดที่ฟังคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้วตะขิดตะขวงใจ
เช่นท่านกล่าวว่าตั้งแต่เบื้องต้นจนถึงกายอรูปพรหมละเอียดเป็นสมถะ
ถัดขึ้นไปเป็นการทำวิปัสสนา
ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมเห็นว่า วิชชาธรรมกายผิดพลาดในสาระสำคัญ

การที่ท่านอธิบายธรรมที่เห็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
เช่นองค์ธรรมของอริยสัจจ์ และปฏิจจสมุปบาทเป็นลูกกลมๆ ขนาดนั้น สีนั้น
เป็นการแปลง นาม ให้เป็น รูป เอาอย่างอัตโนมัติ
เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ผมเห็นว่าวิชชาธรรมกายคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ

การอธิบายเรื่องการเข้านิพพานเป็นด้วยกายมนุษย์
การอธิบายวิธีเข้านิพพานด้วยการเข้าทางเนวสัญญานาสัญญายตนะ
การอธิบายสภาวะนิพพานที่มีทั้งรูปทั้งนาม
และมีกิจที่จะต้องทำคือการเข้านิพพานในนิพพาน
การอธิบายสภาวะของฌาน 8 โดยสร้างเป็นรูปอาสนะที่รองนั่ง
สิ่งเหล่านี้มาจากไหน อธิบายได้อย่างไรเพราะขัดแย้งกับพระไตรปิฎก

ยังมีคำถามในใจอีกมากนะครับ แล้วจะขอทะยอยถาม
สิ่งเหล่านี้แหละครับ ที่คาใจชาวพุทธทั่วไป
ถึงวัดพระธรรมกายจะบอกว่าไม่เปลี่ยนแปลงปลอมปนพระไตรปิฎก
แต่รากฐานวิชชาธรรมกายเองนั่นแหละ ที่ขัดแย้งกับพระไตรปิฎก
ถ้าจะช่วยได้ กรุณาช่วยคลี่คลายจุดหลักๆ ที่ผมถามหน่อยนะครับ
ถ้าอธิบายได้ ถูกต้องตามหลักธรรม และพิสูจน์ได้ว่าเป็นการต่างกันที่คำพูดเท่านั้น
ผมก็จะได้ยอมรับวิชชาธรรมกายได้เสียที
เพราะที่ต้องมานั่งตรวจสอบวิชชาธรรมกาย ก็เป็นความเหนื่อยยากมากเหมือนกัน
จะปล่อยไว้เฉยๆ ทั้งที่ยังมีปัญหาคาใจ ก็เกรงว่าพระศาสนาจะเสียหาย
จุดยืนนี้ก็อยากให้ชาวธรรมกายได้รับทราบไว้ด้วยครับ
ม่ายยั้งงั้นจะเห็นว่า ชาวพุทธกลุ่มอื่นไปแกล้งหาเรื่องธรรมกาย
เรียนตามตรงว่าอ่านจากที่หลวงพ่อสดเขียนไว้แล้ว
นึกไม่ออกว่าเป็นพระพุทธศาสนาตรงไหนเลย
[31 พฤษภาคม 2542]

ที่ผ่านมานั้น ชาวพุทธกลุ่มอื่นก็พยายามตั้งคำถามต่อชาวธรรมกายเสมอมา
แต่ไม่เคยได้รับคำตอบที่น่าพอใจเลยครับ
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราผู้รักพระศาสนาจะนั่งลงจับเข่าคุยกันดีๆ เสียที
ใช้ความจริงใจที่จะแก้ปัญหาอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา
อย่าพลิกพลิ้ว เลี่ยงการตอบ ประเภทว่า วิชชาดีแน่ขอให้มาทำดูเถอะ
แบบนั้นมันหาจุดบรรจบไม่ได้ครับ
เพราะพระปริยัติธรรมของพระพุทธเจ้า กับปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน
ที่ชาวพุทธกลุ่มอื่นๆ เขาทำอยู่นั้น ลงกันได้เป็นอย่างดี
ในขณะที่ปริยัติธรรมของธรรมกายคือคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำต่างจากพระปริยัติธรรม
และทางธรรมกายเองก็มุ่งไปเป็นพระโพธิสัตว์กัน
ปฏิบัติธรรมของธรรมกายจึงยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อได้ว่า
จะพาให้สิ้นชาติสิ้นภพจบพรหมจรรย์ได้จริง
ยิ่งกล่าวถึงนิพพานในนิพพานด้วยแล้ว ยิ่งบอกถึงงานที่ยังไม่จบทีเดียว

ดังนั้นการจะชักชวนให้ผู้หวังความสิ้นทุกข์ไปปฏิบัติวิชชาธรรมกายแล้วจะรู้เองนั้น
มันจึงเป็นข้อเสนอที่ชาวพุทธกลุ่มอื่นรู้สึกว่ากำปั้นทุบดิน
เพราะกระทั่งชาวธรรมกายเอง จะทำให้ถึงที่สุดได้หรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ
ในขณะที่ธรรมของพระพุทธเจ้านั้น พิสูจน์กันได้เรื่อยมา
ว่าถูกตรงทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

ผมอยากให้ชาวพุทธเข้าใจกัน ที่ตั้งประเด็นต่างๆ นี้
อย่าคิดว่าเป็นการหาเรื่องชวนเถียงนะครับ
ใจจริงผมไม่ชอบการถกเถียงเลย

อีกประเด็นหนึ่งที่ชาวธรรมกายใช้เป็นเหตุผลกันมาก
ก็คือว่า ใครปฏิบัติก็จะเห็นผลตรงกันหมด คือเห็นธรรมกาย
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ชาวธรรมกายเห็นนั้น เห็นจริง
แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้น ถูกแปรด้วยทิฏฐิ(ทฤษฎี) ที่ผิด

ผมขอพูดตรงไปตรงมา เพราะเราเป็นชาวพุทธด้วยกัน
รูปธรรมกายนั้น ไม่เพียงชาวธรรมกายเห็น คนกลุ่มอื่นก็เห็นเหมือนกัน
เมื่อ 2 - 3 วันมานี้ผมพบพระเถระสายหลวงปู่มั่นรูปหนึ่ง
ท่านก็เล่าว่า แรกๆ ที่หลวงปู่มั่นภาวนานั้น ก็เห็นธรรมกายเหมือนกัน
แต่ท่านเกิดเฉลียวใจได้ว่า นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ แต่เป็นทางสร้างภพต่อไปอีก
ท่านจึงทิ้งรูปนั้น แล้วเจริญสติปัฏฐานต่อไป

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไมเมื่อใครทำก็เห็นสิ่งเดียวกัน
แต่พระเถระหรือผู้ปฏิบัติบางคนกลับกล่าวว่า
"เห็นนั้นเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง"

ประเด็นนี้เดี๋ยวผมจะโพสต์ต่อนะครับ
ช่วงนี้เครื่องคอผมรวนๆ เขียนยาวๆ แล้วมักจะแฮ้งค์
[31 พฤษภาคม 2542]

ผมเองภาวนามาแล้วสารพัดรูปแบบ
เวลากำหนดจิตระลึกรู้รูปกายที่นั่งสมาธิอยู่นั้น
บางคราวเห็นรูปนั่งทั้งรูป บางคราวเห็นโครงกระดูกนั่งทั้งโครง
บางคราวพิจารณาลงไปในกายบางส่วน
..แต่ถ้ากำหนดให้นิ่งอยู่กลางกาย ก็จะเห็นตัวเองนั่งซ้อนอยู่ภายใน
แล้วตัวที่ซ้อนอยู่นี้ ครองไตรจีวรเรียบร้อย
กายทิพย์นี้ ถ้าจดจ่อต่อไปก็จะใสสว่างขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันถูกรู้ในลักษณะของดวงนิมิต

ในเวลาที่ผมแผ่เมตตาให้ผู้คนที่เขาเจ็บหนักใกล้ตาย
หลายคนเห็นว่า ผมไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ในรูปแบบที่เป็นพระไปเยี่ยม
บางคราวร่างกายผมนอนหลับ แต่จิตทำสมาธิอยู่
คนที่นอนให้ห้องเดียวกัน เคยเห็นร่างของผมอีกร่างหนึ่ง นั่งสมาธิอยู่ข้างร่างที่นอน

ผมเคยเลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งเกิดนึกสนุกขึ้นมา
ได้แผ่ความรู้สึกตัวใส่มันอย่างรุนแรง
แล้วกายทิพย์ของแมว ซึ่งเป็นรูปคนก็โผล่ออกมาจากแมว
สามารถติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจกันได้

ผมจึงทราบว่า เอาเข้าจริงกายทิพย์ของเรา กับกายทิพย์สัตว์ หรือกายทิพย์เทวดา
คือการแปลงสัญญาณให้ความถี่ตรงกัน เพื่อจะสื่อสารถึงกันได้
ในขณะนั้น แมวอาจจะเห็นผมเป็นแมวตัวหนึ่ง ในขณะที่ผมเห็นแมวเป็นคนๆ หนึ่ง

คุณดังตฤณเคยถามผมว่าเทพพรหมที่ผมพบนั้น รูปร่างอย่างไร
ผมตอบว่า รูปร่างของเทพพรหมจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ
แต่จิตของผมเห็นเทพพรหมเหล่านั้น ในรูปมนุษย์ที่เหนือมนุษย์เท่านั้นเอง
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เทพพรหมอายุยืนมาก อาจจะกำเนิดจากดาวหลายดวง
รูปร่างตอนเป็นคนก็แตกต่างกัน อาจจะมี 8 ขาก็ได้
แต่ที่เราเห็นกายทิพย์ทั้งปวงเหมือนคน ใครเห็นก็เห็นเหมือนกัน
ก็เพราะจิตของเราเองเคยชินอย่างนั้นเอง
กายทิพย์ที่จิตของแต่ละคนสร้างขึ้น จึงเป็นรูปคนหรือรูปพระเหมือนๆ กัน
ถ้าแมวสร้างกายทิพย์ได้ กายทิพย์ก็คงเป็นแมว
และเห็นกายทิพย์ของคนและเทวดาเป็นแมวด้วย

สิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกันนั้น เห็นจากประสบการณ์ในความเป็นคนของตัวเองนั่นเอง

คราวหนึ่งมีพระลูกศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ จะลาสิกขา
ได้ไปขออนุญาตถ่ายภาพท่านเป็นที่ระลึก
โดยขอร้องท่านว่า ขอให้ได้ภาพที่แปลกๆ หน่อยนะครับหลวงปู่
ท่านกำลังนั่งห้อยขาอยู่บนเก้าอี้
แต่รูปที่ถ่ายออกมาซึ่งไม่มีการตัดต่อใดๆ นั้น
มีภาพกายทิพย์ของท่านซ้อนนั่งสมาธิอยู่อย่างชัดเจน

เมื่อศิษย์ไปถามท่านว่า สิ่งนี้ที่ถ่ายรูปติดได้ คืออะไร เป็นกายทิพย์ของหลวงปู่หรือ
ท่านตอบว่า จิตที่มีสมาธินั้น จะสร้างรูปอะไรก็ได้

ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นทำลายสักกายทิฏฐิแล้วนั้น
ย่อมรู้ดีว่า จิตไม่ใช่ตัวตน แต่จิตจะสร้างรูปนิมิตอย่างไรก็ได้
ในขณะที่ปุถุชนนั้น มีสักกายทิฏฐิ และมีอัตวาทุปาทานเหนียวแน่น
พอพบเห็นรูปที่จิตสร้างขึ้น ก็สำคัญมั่นหมายเอาเป็นจริงเป็นจัง
ความเข้าใจที่ต่างกันมันอยู่ตรงนี้ครับ

ดังนั้นคำกล่าวที่ว่า ใครปฏิบัติก็เห็นเหมือนกัน
อันนั้นผมเห็นด้วย ดังที่เล่ามานี้
แต่สิ่งที่ถูกเห็นนั้น คือรูปที่จิตสร้างขึ้น ยังเอาเป็นที่พึ่งอาศัยไม่ได้
ยิ่งไปสำคัญว่า รูปนั้น เป็นอัตตาตัวตน พาเช้านิพพานไปได้ด้วย
มันสะท้อนถึงความไม่เข้าใจสาระสำคัญทางพระพุทธศาสนา
และไม่เข้าใจกลไกการปรุงแต่งของจิต ที่ทางอภิธรรมกล่าวว่า วิจิตร

คำอธิบายที่ว่า ใครทำก็เห็นเหมือนกัน
จึงยังไม่มีน้ำหนักเป็นเครื่องพิสูจน์วิชชาธรรมกาย

คงต้องขอคำอธิบายคำสอนขององค์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ตามที่ผมตั้งคำถามไว้
ถ้าอธิบายลงกันได้กับพระพุทธศาสนา
ปัญหาความไม่ลงกันทางความเห็น จะได้หมดไปเสียทีครับ
เพราะผมหรือชาวพุทธอื่นๆ ก็เกรงว่าวิชชาธรรมกายจะทำให้พระพุทธศาสนาเสียหาย
หวังว่าชาวธรรมกายจะเห็นใจ ไม่โกรธไม่เกลียดกันนะครับ
[31 พฤษภาคม 2542]

อีกจุดหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ san ก็คือคำที่ว่า
"การเข้าถึงพระนิพพานก็เช่นเดียวกัน ต้องหยุดใจให้นิ่งสนิทสมบูรณ์มากๆ
จึงจะเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมอรหัต แล้วใช้ธรรมกาย
อรหัตเข้าไปในพระนิพพานได้
นี้เป็นแค่วิธีที่เข้าไปชั่วคราว คือเข้าไปเยี่ยม แต่ไม่ได้เข้าไปอยู่"

ตรงนี้ก็อธิบายไม่ได้ด้วยพระพุทธศาสนาครับ

ประการแรก นิพพานไม่ใช่ของสาธารณะแก่ปุถุชน ที่คิดจะไปก็ไป คิดจะมาก็มา
ปุถุชนรู้จักแต่ภพ ไม่รู้จักนิพพานครับ
ประการที่ 2 การจะเข้าไปรู้อารมณ์นิพพานของผู้ยังมีขันธ์
รู้ได้ในขณะที่เกิดอริยมรรค อริยผล
สำหรับการจะเข้าไปรู้นิพพานเป็นคราวๆ นั้น มีแต่การเข้านิโรธสมาบัติ
ซึ่งผู้จะเข้าได้มีแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์ที่ทรงฌาน 8 อย่างชำนาญเท่านั้น
ปุถุชนทำไม่ได้หรอกครับ
ที่สำคัญนั้น นิโรธสมาบัติเป็นสมาบัติซึ่งดับสัญญาและเวทนาสิ้นเชิง
แต่ในรูปธรรมกายนั้น ยังมีความรู้สึกนึกคิดพร้อม
ยังมีการเห็น มีการได้ยินได้ฟัง เรียกว่ามีพร้อมทั้งสัญญาและเวทนา
การจะรู้นิพพานด้วยวิธีนำกายพระอรหัตเข้านิพพาน
จึงเป็นไปไม่ได้เลยในทางพุทธศาสนา ที่จะเป็นการเข้านิพพานจริง
ประการที่ 3 นิพพานพ้นจากรูปนามแล้ว
การจะนำกายละเอียดเข้านิพพาน ถึงอย่างไรก็ยังเป็นรูปนาม
ผู้เคยเห็นนิพพานในฝ่ายปฏิบัติก็ดี
ผู้ศึกษาธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนในฝ่ายปริยัติก็ดี
ต่างก็ประจักษ์ชัดว่า ภาวะเช่นนั้นไม่ใช่นิพพานครับ
ถ้าจะเรียกว่านิพพาน ก็คือการยืมบัญญัติของพระพุทธเจ้าไปเรียกสภาวะอื่นเท่านั้นเอง
เพราะนิพพานของพระพุทธเจ้าพ้นจาก จิต เจตสิก และรูป
ส่วนนิพพานธรรมกายมีจิต เจตสิก รูป

อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งนะครับของความเข้าใจที่ต่างกันมาก
เพราะสิ่งที่วิชชาธรรมกายแสดงไว้นั้น ไม่ตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน
และไม่ตรงกับนักปฏิบัติสายอื่นๆ เลยครับ
[31 พฤษภาคม 2542]

แทนที่คุณ san จะเรียกให้ผู้อื่นไปฝึกวิชชาธรรมกาย
ทำไมคุณ san ไม่ฝึกเจริญสติปัฏฐานบ้างละครับ
เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน และมีผู้เดินตามได้ผลเป็นอันมาก
กลับพยายามเชิญผู้อื่นให้ไปเดินทางที่พระโพธิสัตว์คาดเดา
และไม่มีพยานแห่งความสำเร็จใดๆ เลย

สำหรับที่ว่าธรรมกายมีการเจริญ กายานุปัสสนา นั้น
ผมเคยตอบในกระทู้เมื่อไม่นานนี้แล้ว ในที่นี้เลยขอตอบย่อๆ ว่า
กายานุปัสสนาเป็นการมีสติระลึกรู้ กายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่
อันเป็นตัวทำลายสักกายทิฏฐิโดยตรง
เช่นการรู้ลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกาย
การมองกายในมุมมองของความเป็นธาตุ ไม่ใช่สัตว์ คน ตัวตน
การรู้อิริยาบถ รู้ความเคลื่อนไหวของกาย ซึ่งจะเห็นกายจริงๆ นี้ไม่ใช่ตัวเรา
สิ่งต่างๆ นั้นเป็นการรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงทั้งนั้น

ส่วนการเข้ากลางกาย จนเห็นกายซ้อนกาย
ไม่ใช่กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่จิตสร้างขึ้น ไม่ใช่กายจริงๆ
หลักวิปัสสนานั้น ท่านให้ "รู้" สภาพธรรมที่ปรากฏ "ตามความเป็นจริง"
ไม่ใช่ "หลง" เข้าไป "สร้าง" กายละเอียดขึ้นมา
เพราะมันจะยิ่งส่งเสริมอัตตาตัวตนให้หนักกว่าเก่า

เพื่อนธรรมกาย(ชั้นสูง) บอกผมว่า
วิชชาธรรมกายเชื่อว่า คนเรามีความเกิดแก่เจ็บตาย เพราะมารส่งผลมาให้
ท่านจึงต้องการกลับไปที่จุดกำเนิดธาตุธรรมนั้น เพื่อทำลายเสีย
สรรพสัตว์จะได้เข้าถึงธรรมโดยง่าย และพ้นความเกิดแก่เจ็บตาย

นั่นเป็นทฤษฎีใหม่ทางศาสนาเลยครับ
เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทานทำให้เกิดทุกข์

เมื่อเห็นเหตุแห่งทุกข์ผิดไป มรรคก็ย่อมผิดไปด้วย
คือในขณะที่พระพุทธเจ้าท่านมุ่งล้าง อวิชชา ภายในจิตตนเอง
ส่วนวิชชาธรรมกาย คิดปรุงไปอีกไกลเลยครับ

เพราะคิดปรุงมากอย่างนี้แหละครับ
พระโพธิสัตว์จึงต้องเดินทางไกลแสนไกล
จนวันหนึ่งเมื่อบารมีพร้อมแล้ว (ถ้าไม่ลาพุทธภูมิเสียก่อน)
ก็จะกลับมาตรัสรู้และสอนธรรมอันเดียวกับพระพุทธเจ้าของเรานี่เอง

ถ้าถึงวันนั้น ท่าน(หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ก็จะสอนว่า
กายในกาย ไม่ใช่กายซ้อนกาย
นิพพานในนิพพาน ไม่มี
[1 มิ.ย. 2542]

<Previous   Next>