header image
Home arrow มุมมอง arrow ทั่วไป arrow ธรรมกาย5 : ตอบคำถามชาวธรรมกาย
ธรรมกาย5 : ตอบคำถามชาวธรรมกาย
ขอบคุณหลายท่านที่ช่วยตอบให้แล้วครับ
ที่จริงเรื่องนี้ไม่ควรถามผมหรอกครับ
เพราะคำอธิบายเรื่องนิพพาน-อนัตตา-สุญญัง-ปรมังสุขัง
มีเขียนกันไว้แล้วมากมายในกระทู้เก่า
ทั้งยกพระไตรปิฎกมาอ้างอิงอยู่มากมาย
นิพพานเป็นอนัตตา เพราะนิพพานไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร
มีใครสั่งได้ไหมครับว่า นิพพานจงปรากฏ นิพพานจงดับไป
นิพพานจงมีแก่ผู้นี้ๆ ที่ให้สตางค์ฉันมากๆ :)

นิพพานเป็นปรมังสุญญัง เพราะปราศจากสังขตธรรมทั้งปวง
ว่างจากธาตุขันธ์อัตตาตัวตนโดยสิ้นเชิง

นิพพานเป็นปรมังสุขัง เพราะปราศจากความเสียดแทงของความไม่เที่ยงเป็นทุกข์
และถ้าไม่มีผู้ทุกข์ ความทุกข์มันจะไปตั้งที่ไหนได้

ส่วนที่ว่าถ้าไม่มีอัตตาตัวตนแล้ว ใครเป็นผู้รับผลของกรรม
เป็นคำถามที่ดีครับ เหมือนที่พระรูปหนึ่งเคยนึกเรื่องนี้ต่อหน้าพระพุทธเจ้า
(ลองอ่าน มหาปุณณมสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14)
และพระพุทธเจ้าท่านทรงอธิบายให้ฟังไว้ชัดเจนดีแล้ว
สรุปสาระให้พวกเราฟังง่ายๆก็คือ
"ตัวตน" ไม่มี มีแต่ขันธ์ 5 ประชุมกันเป็นคราวๆ
แล้วก็เกิดดับสืบเนื่องกันไป
เมื่อทำกรรม วิบากก็เกิดขึ้น กระทบต่อขันธ์ 5 นั่นเอง

นิพพานที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น เป็นอนัตตา เป็นสุญญัง เป็นปรมังสุขัง
แต่นิพพานที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนนั้นเป็นอัตตา
เพราะเต็มไปด้วยรูปนามขันธ์ 5
(กระทั่งมารก็มีนิพพานของตนเหมือนกัน และมารก็สำเร็จวิชชาธรรมกายเหมือนกัน)

นิพพานไม่เป็นสุญญัง เพราะมีรูปพระธรรมกายเต็มไปหมด
บางทีก็มีพวกที่ได้ธรรมกาย เข้าไปป้วนเปี้ยนในนิพพานด้วยการเข้านิพพานเป็นด้วยกายธรรม

นิพพานไม่เป็นสุขัง เพราะยังมีสงครามกับมารอยู่ตลอดเวลา
และถ้ามารไม่มารุกราน ผู้เข้านิพพานก็ต้องเข้านิพพานในนิพพานเรื่อยๆไป
เรียกว่านิพพานแล้วก็ยังไม่สิ้นภพจบชาติ
พรหมจรรย์ยังไม่จบ ต้องไปนั่งเข้านิพพานในนิพพานไปเรื่อยๆ
ฟังแล้วไม่เห็นว่านิพพานแบบนั้นจะดีเด่นอะไรเลยครับ
เหมือนคนที่ทำงานยังไม่เสร็จและต้องระวังตัวกลัวมารจะมาโจมตี
มันเป็นปรมังสุขังตรงไหนก็นึกไม่ออกเหมือนกันครับ
[28 พ.ค. 2542 08:41:14]
(จบคำตอบครั้งที่ 1)

วิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนมาตั้งแต่ปี 2481 มีอยู่กว้างขวางหลายสิบเรื่อง
อย่างการเข้านิพพานเป็นด้วยกายมนุษย์ซึ่งเป็นการนิพพานของต้นธาตุนั้น
หลวงพ่อท่านก็สอนว่าเป็นการเอาธาตุขันธ์เข้านิพพาน
เดิมพระพุทธเจ้าท่านก็เข้านิพพานแบบนี้
แต่ต่อมามารไม่ยินยอมเพราะการเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์นั้นมีฤทธิ์มาก
พระพุทธเจ้าจึงต้องทิ้งขันธ์ไว้แล้วเข้านิพพานด้วยกายธรรม

ความจริงคำว่ารูปนั้น ไม่ใช่ต้องมีกายเป็นธาตุ 4 เสมอไป
รูปของเทวดาและพรหม แม้ไม่ประกอบด้วยธาตุ 4 ก็จัดเป็นรูปชนิดอุปาทายรูป
รูปของธรรมกายก็คือรูป ความรู้สึกนึกคิดของธรรมกายก็คือนาม
แล้วจะกล่าวว่าธรรมกายในนิพพานไม่มีรูปนามได้อย่างไรครับ
เอาเข้าจริงมีทั้งรูปที่เป็นธาตุและอุปาทายรูป
และเมื่อมีรูปนามอันเป็นสังขตธรรม ความไม่เที่ยง วิบัติแปรปรวนก็ต้องมีอยู่

เรื่องวิชชาธรรมกายชั้นสูงนั้น
ผมจะขอให้คุณดังตฤณค่อยๆนำคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเล่าต่อไป
ในที่นี้อยากกล่าวถึงธรรมของพระพุทธเจ้ามากกว่า
ในทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีอัตตา มีแต่อัตวาทุปาทาน
คือความยึดมั่นในวาทะว่าอัตตา(มีอยู่)

ธรรมนั้นจำแนกเป็น 2 อย่าง คือสมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ
ในทางสมมุตินั้น เราเรียกธาตุขันธ์ที่รวมตัวกัน มีสัญญาและวิญญาณครอบครอง
ว่าคน สัตว์ นาย ก. นาย ข. มีตัวมีตน
แต่ในทางปรมัตถสัจจะ คนไม่ใช่คน สัตว์ไม่ใช่สัตว์
เพราะท่านจำแนกคนและสัตว์ว่าประกอบด้วยขันธ์ 5
เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านยกตัวอย่าง รถ
คนทั่วไปว่ารถมีตัวตนอยู่จริงๆ
ท่านกลับบอกว่า นั่นเพราะคนหมายรู้รถด้วยความเป็นกลุ่ม
คือมองภาพรวมของล้อ เพลา แอก งอน ฯลฯ ว่ารวมๆ เรียกว่ารถ
แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า รถเป็นสิ่งที่ปรากฏชั่วขณะเพราะมีอุปกรณ์มาประกอบกัน
วันใดที่ล้อหลุด เพลาหัก รถก็ไม่เป็นรถอีกแล้ว
ความเป็นรถหรือตัวตนนั้นจึงไม่มีอยู่จริง เป็นภาพลวงตาเท่านั้น

ตัวตนก็เหมือนรถทั้งคัน ท่านผู้รู้ชี้ว่าไม่มีอยู่จริง
เป็นเหมือนภาพลวงตา เหมือนพยับแดด
อันนี้เป็นธรรมที่ละเอียดอ่อน คุณผู้สงสัย สงสัยก็ควรอยู่ครับ
แต่อยากให้ลืมความรู้เก่าๆเสียก่อน
แล้วค่อยๆศึกษาอ่านทำความเข้าใจธรรมของพระพุทธเจ้าอีกสักครั้งเถอะครับ
โดยเฉพาะบรรดานิยามศัพท์ทั้งหลายนั้นมีความหมายเฉพาะทั้งนั้น
ลืมความเข้าใจเก่าเสียก่อนนะครับ
ไม่ยังงั้นไม่สามารถเข้าใจสิ่งใหม่ได้เลย
[28 พ.ค. 2542 19:28:26]
(จบคำตอบครั้งที่ 2)

กลับมาอ่านพบว่ายังตอบคุณผู้สนใจไม่ครบครับ
ที่ว่า "ถ้าหมดกิเลสแล้ว เราจะมีตัวตนอยู่หรือไม่ หรือว่างเปล่าไปเลย
ถ้าว่างเปล่าก็คือสูญ จะไปตรงกับทิฐิอันหนึ่งที่บอกว่าตายแล้วสูญสิครับ
แล้วที่บอกว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานจะเป็นสุขได้อย่างไร
เมื่อมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีใครมารับความสุข"

ขอเรียนว่าถึงไม่หมดกิเลสก็ไม่มีตัวตนอยู่แล้วครับ
(อย่าติดคำว่าตัวตนที่เป็น body นะครับ)
เมื่อไม่มีตัวตนก็มีแต่ธาตุขันธ์ที่เกิดดับหมุนเวียนไป
ไม่มีใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย ไม่มีผู้เข้านิพพาน
พูดสั้นๆแค่นี้ แต่เวลาทำจริงยากมากครับ
การจะปฏิบัติจนจิตหมดความยึดมั่นในตัวตนนั้น ทำด้วยการเจริญสติปัฏฐาน
ผมเองทำไม่ได้ถึงขั้นหมดความยึดมั่นสิ้นเชิง
แต่คราวใดที่จิตวางความยึดมั่นในขันธ์ลงชั่วคราว
จิตที่เป็นอิสระจะว่างและเบิกบานโดยไม่อิงอาศัยอารมณ์ภายนอก
แล้วหมดสงสัยว่าถ้าไม่ยึดขันธ์แล้วมันจะสุขได้อย่างไร
มันเป็นภาวะจิตที่เหมือนกับเราวางของหนักลงจากบ่า
เป็นอิสระอย่างแท้จริง ไม่ปนด้วยความปรุงแต่ง แล้วมันจะไม่สุขได้อย่างไร

อีกอย่างหนึ่งเมื่อจิตวางขันธ์ลงแล้ว
คำว่า มีถาวร หรือสูญ ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว
เพราะจิตไม่ได้ยึดถือว่าขันธ์เป็นตัวตนอยู่แล้ว
คำว่ามีถาวร(สัสตทิฏฐิ) และสูญ(อุทเฉททิฏฐิ) มีได้ก็เพราะความยึดว่า
เดิมมีตัวตนและตัวตนนั้นถาวร หรือตายแล้วตัวตนสูญไป

ส่วนที่กล่าวว่านิพพานเป็นความว่างเปล่านั้น
ก็มีที่มาจากความรู้สึกว่าเคยมีตัวตนอีกเช่นกัน
พอหมดตัวตนเสียแล้ว ที่เหลือก็คือความว่างเปล่าขาดสูญ
นิพพานจริงๆ ไม่ได้เป็นความว่างเปล่าหยาบๆ อย่างนั้นหรอกครับ
แต่เป็นสภาพธรรมอีกชนิดหนึ่ง ที่พ้นจากสิ่งที่เป็นความปรุงแต่ง
ถ้าปฏิบัติจนจิตวางขันธ์ชั่วคราว ก็จะรู้จักนิพพานอันนี้แล้วครับ

ที่จริงเรื่องนี้ก็มีการเขียนกระทู้อธิบายกันไว้มากมายแล้วครับ
ที่ผมกล่าวมานี้ก็ซ้ำกับที่เคยคุยกันไว้แล้วนั่นเอง
แต่ผมก็เห็นใจครับว่า ธรรมขั้นละเอียดนั้น เข้าใจยากจริงๆ
เพราะเราเคยชินกับกรอบการคิดแบบมีตัวตน
อยากให้คุณผู้สนใจ ลองอ่านพระสูตรชื่อมหาปุณณมสูตร ในพระไตรปิฏกเล่มที่ 14
พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องขันธ์กับอัตตาไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งมากครับ
ดีกว่ามานั่งอ่านคำตอบของผมเหมือนฟ้ากับดินเลยครับ
[28 พ.ค. 2542 21:35:43]
(จบคำตอบครั้งที่ 3)

คุณผู้สนใจตั้งคำถามว่า
1. ถึงแม้ว่า เราจะไม่มีตัวตน คือ ตัวของเราเกิดจากการ
รวมกันของขันธ์ 5 แต่ ตอนนี้เรายังอยู่ในมนุษย์โลก
มีการทำกรรมทั้งดี และชั่วนะครับ ต่อมาเมื่อเราละจากโลกนี้ไป
ถ้าเราหมั่นประกอบกุศลกรรมในขณะมีชีวิต
อยู่ ละจากโลกไปแล้วก็ไปเสวยผลในสุขคติภูมิ
อาจจะเป็นเทวดาอยู่ชั้นดาวดึงส์ ถ้าเราประกอบกุศลกรรม
ในขณะมีชีวิตอยู่ ละจากโลกนี้ไปก็ไปเกิดในทุคติภูมิ
- ขอเรียนว่าความเชื่อเรื่องการตายแล้วเกิดนั้น มี 2 ลักษณะครับ
คือแบบนอกพระพุทธศาสนา จะเชื่อว่าคนเรามีจิตวิญญาณที่อมตะ(เป็นอัตตา)
เมื่อร่างกายตายลง จิตดวงเดิมก็ไปเกิดใหม่
เหมือนคนที่บ้านหลังเก่าพัง ก็ออกจากบ้านเดิมไปอยู่บ้านใหม่
ถ้ามีเงินสะสมมาก(บุญมาก) ก็ไปซื้อบ้านที่ดี
ถ้าเงินน้อยก็ไปอยู่บ้านซอมซ่อ
อันนี้เป็นแนวทางของฮินดูครับ แต่คนไทยเชื่อแนวนี้มากเพราะมันเข้าใจง่าย
และสนองอัตตา เพราะคนกลัวความไม่มีอยู่ของตัวเอง
กระทั่งตายแล้ว ตัวเองยังอยู่นี่ ชอบมากเลยครับ

อีกแบบหนึ่งคือแบบพุทธศาสนา
แบบนี้คนที่เจริญสติปัฏฐาน รู้ความเกิดดับของรูปนามได้จริงๆ จึงจะเข้าใจได้
คือกายนั้นก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามการหมุนเวียนของธาตุ
เช่นมีลมหายใจเข้า แล้วก็หายใจออก เป็นต้น
ส่วนฝ่ายนามคือจิตและเจตสิก ก็เกิดดับต่อเนื่องกันยิบๆ ยับๆ อย่างรวดเร็ว
ยามใดกุศลวิบากให้ผล เจตสิกฝ่ายกุศลก็เกิดขึ้นมาประกอบจิต
ยามใดอกุศลวิบากให้ผล เจตสิกฝ่ายอกุศลก็เกิดขึ้นมาประกอบจิต

ในยามที่ร่างกายนี้จะแตกดับ จิตจะตกภวังค์
แล้วจะเกิดนิมิตตามกรรมที่ให้ผลในขณะนั้น แล้วตกภวังค์อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อจิตดวงเดิมดับลง จิตดวงใหม่ในภพใหม่ก็เกิดขึ้น แล้วตกภวังค์อีก
กลไกการทำงานของจิตนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้คุณผู้สนใจฟัง
ก็เหมือนเราจุดไม้ขีดไฟ แล้วเอาไฟต่อเข้ากับเทียน
ไฟจากไม้ขีดไม่ได้ย้ายไปอยู่ที่เทียน
มันเพียงแต่ถ่ายทอดพลังงานการสันดาปไปเท่านั้น
จิตสุดท้ายในภพนี้ ก็ถ่ายทอดวิบากไปยังจิตดวงแรกในภพใหม่
ถ้าเทียบก็เหมือนกับว่าจิตดวงสุดท้ายในภพนี้เหมือนพ่อแม่ของจิดดวงแรกในภพใหม่
ถ้าพ่อแม่มีมรดก(บุญ)มาก ลูกก็ร่ำรวย
ถ้าพ่อแม่มีหนี้สิน(บาป)มาก ลูกก็ลำบากยากจน
ลูกไม่ใช่ตัวพ่อแม่ แต่ก็ไม่ใช่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับพ่อแม่

ถ้าคุณผู้สนใจ หันมาเจริญสติปัฏฐานสักพักหนึ่ง
ความสงสัยในเรื่องนี้ก็จะหมดไปเมื่อเห็นความเกิดดับของรูปนามต่อหน้าต่อตา
แต่ถ้าเอาแต่นั่งคิดๆ เอา ด้วยตรรกะ คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
ถ้าจะเข้าใจ ก็เข้าใจได้เฉพาะแบบแรก
เพราะมันสอดคล้องกับความยึดมั่นในอัตตา ซึ่งเป็นฐานเดิมของสัตว์ทั้งปวง

2. ถึงอย่างนั้นพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าก็มีกาย
มนุษย์อยู่ ถ้าท่านปรินิพพานแล้ว กายมนุษย์ตายไป แล้วจะเป็นอย่างไรต่อครับ
สูญไปเลยหรือครับ ??
-มีคำตอบในกระทู้เก่าข้างบนแล้วครับ

ถ้าเมื่อใดคุณผู้สนใจ เห็นความเกิดดับของรูปนามมากเข้า
และเข้าใจได้อย่างถึงจิตถึงใจตนเองว่า ขันธ์(ตัวเรา)นั้นเป็นทุกข์ล้วนๆ
จะไม่หวงแหนหรือเสียดาย กังวลว่านิพพานแล้วจะไม่มีขันธ์ ไม่มีตัวตน
พระพุทธเจ้าก็ดี พระมหาสาวกทั้งหลายเช่นพระมหากัสสปะ เป็นต้น
ท่านเปรียบเทียบขันธ์เหมือนซากศพเน่าๆ
ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านต้องแบกหามเอาขึ้นบ่าไปไหนต่อไหนด้วย
ถ้านิพพานแล้วท่านยังต้องเอาขันธ์ไปนิพพานด้วย
ก็คงเหมือนท่านต้องแบกซากศพเอาไปนิพพานด้วย
"นิพพาน" ชนิดที่มีขันธ์นั้น ย่อมเป็นความน่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระอริยเจ้าครับ

ส่วนพวกเรายังรักขันธ์นี้นักหนา ก็เลยอยากให้มันคงอยู่แม้แต่ในนิพพาน
พอได้ยินว่านิพพานไม่มีขันธ์ ก็สะดุ้งใจเสียแล้ว
เหมือนกามนิต ที่รับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในโรงปั้นหม้อไม่ได้
เพราะคิดว่า ธรรมจะส่งผลให้ "มี" และมีความสุข(กาม)มากๆด้วย
พอได้ยินถึงความไม่มีอัตตาตัวตน จึงรับไม่ได้เลย
[วันวิสาขบูชา 21:12:13]
(จบคำตอบครั้งที่ 4)

จากคำตอบที่ผมตอบไว้นั้น คุณผู้สนใจ ไม่ควรสรุปว่า
ผมไม่เชื่อเรื่องภพชาติ แบบข้ามภพข้ามชาติ
เพราะผมกล่าวถึงภพภูมิต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ในคำตอบที่ 2 ก็กล่าวไว้
และในคำตอบที่ 4 ผมก็กล่าวชัดถึงการข้ามภพข้ามชาติในแบบที่พระพุทธเจ้าสอน
คือเมื่อจุติจิตในภพเก่าดับลง ปฏิสนธิจิตในภพใหม่ก็เกิดขึ้น

สิ่งที่ผมปฏิเสธคือการข้ามภพแบบฮินดู ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านปฏิเสธไว้แล้ว
อันนั้นถือว่าพอร่างกายนี้ตายลง จิตตัวเก่านั่นแหละออกจากร่างไปเกิดใหม่
เหมือนคนย้ายบ้าน โดยคนหรือจิตนั้น เป็นอัตตาตัวตนถาวร

ทำไมผมจะไม่เชื่อว่าภพภูมิอื่นๆ มีอยู่
ไม่ใช่ผู้ฝึกวิชชาธรรมกายเท่านั้นนะครับ ที่มีจักษุที่รู้ภพภูมิอื่นๆ ได้
เรียนตามตรงว่า ผมก็เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่ 7 ขวบแล้ว
จำได้ถึงภพภูมิเก่าที่ผ่านๆ มาด้วย
รวมทั้งเคยตามรู้ตามเห็นการจุติ-อุบัติของญาติผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิด
ก็รู้ชัดว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น จริงแบบไม่มีข้อสงสัยเลย

แต่โลกียวิชชานั้นไม่ใช่สิ่งที่จะต้องสนใจ
ขืนหลงไปจะยิ่งกิเลสหนาปัญญาหยาบยิ่งขึ้น
สิ่งที่ควรสนใจคือการเจริญสติปัฏฐานตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้
คือการเฝ้ารู้ความเกิดดับของรูปนามอย่างเป็นปัจจุบัน
จนจิตตัดกระแส ดับความคิดนึกปรุงแต่ง
จึงรู้ชัดว่า อัตตา หรือความเป็นตัวตนนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น
แต่เกิดจากจิตที่หลงอยู่ด้วยอำนาจของสังขารขันธ์เท่านั้น

ถ้าปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมตามที่ท่านสอนแล้ว
จะไม่มีข้อสงสัยว่า จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมาได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นจิต เจตสิก รูป หรือนิพพาน
[30 พ.ค. 2542 19:45:06]
จบคำตอบครั้งที่ 5

<Previous   Next>