header image
Home arrow มุมมอง arrow ทั่วไป arrow ธรรมกาย3 : วิวาทะธรรมกาย
ธรรมกาย3 : วิวาทะธรรมกาย
คงพูดกันลอยๆ ด้วยความรู้สึกไม่ได้หรอกครับ
น่าจะต้องกล่าวตั้งแต่ว่า หลักวิชชาธรรมกายที่ดวง เห็น จำ คิด รู้
ซ้อนเข้าที่ศูนย์กลางกาย แล้วเกิดดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เกิดรูปนิมิตไปตามลำดับจนถึงกายพระอรหัตละเอียดนั้น
คืออะไรกันแน่
หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านแยกสมถะกับวิปัสสนาด้วยระดับของรูปนิมิต
ถือว่าตั้งแต่ดวงปฐมมรรค เริ่มกายมนุษย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม พวกนี้เป็นสมถะ
แต่เริ่มตั้งแต่กายโคตรภูไปถึงกายพระอรหัตละเอียด เป็นวิปัสสนา
แล้วระบุตอนท้ายด้วยว่า ถึงความสิ้นกิเลสที่ตรงนั้น

ในขั้นต้นจะเป็นอย่างที่คุณธุลีดินกล่าว คือเป็นสมถะประเภทอาโลกกสิณ
แต่นับแต่กายโคตรภู ก็ไม่เห็นว่าจะต่างจากกายเบื้องต้นอย่างไร
นอกจากใหญ่มากขึ้น ใสมากขึ้น
ไม่มีส่วนใดเกี่ยวกับการเจริญมหาสติปัฏฐานเลยครับ

วิชชาธรรมกายเป็นสมถะ
หากวางนิมิต เอาจิตที่สงบแล้วนั้นมาเจริญสติปัฏฐาน
อย่างนี้ถึงมรรคผลนิพพานได้ครับ
แต่ถึงเพราะสติปัฏฐานของพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่ถึงเพราะวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
แต่หากเดินจนครบ 18 กายแล้วคิดว่าบรรลุพระอรหันต์โดยไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน
หรือคิดว่าการเดินกายโคตรภูจนถึงกายพระอรหัต คือการเจริญสติปัฏฐาน
อันนั้นไม่มีทางถึงมรรคผลนิพพานครับ

เครื่องยืนยันอันหนึ่งที่ว่าผู้ฝึกวิชชานี้ไปไม่ถึงมรรคผลนิพพาน
ก็คือทิฏฐิที่ว่า นิพพานเป็นอัตตา น่ะครับ
ถ้าทำถูก เดินถูก ความเห็นจะผิดไปขนาดนั้นได้อย่างไรกัน
[20 พ.ค. 2542]

วิชชาธรรมกายนั้นต้องจำแนกเป็น 2 ส่วนนะครับ
คือวิชชาพื้นฐานซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน กับวิชชาชั้นสูง
ประเภทวิชชาปราบมารนั้น ไม่ใช่วิชชาเพื่อมรรคผลนิพพานอะไรเลย

สำหรับคำอธิบายวิชชาธรรมกายที่คุณ stellar 7 เคยนำมาเล่านั้น
ไม่ทราบว่าอยู่ในคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือเปล่า
เพราะเวลานี้ถ้าพูดถึงวิชชาธรรมกาย
คงต้องถามให้ละเอียดว่า กล่าวถึงวิชชาของต้นธาตุพระองค์ใด
เพราะมีหลายองค์เหลือเกินครับ :)
( อันที่จริงคนที่ทำให้ผมหมดความเชื่อถือวิชชาธรรมกาย
และเห็นว่าเป็นภัยต่อพระรัตนตรัย ก็คือคุณ stellar7 นี่แหละครับ :) )
[20 พ.ค. 2542]

วิชชาธรรมกายนั้น ยืมศัพท์บัญญัติทางพระพุทธศาสนามาใช้มากมายครับ
เช่น ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อินทรีย์ อริยสัจจ์ ปฏิจจสมุปบาท นิพพาน
ราคะ โทสะ โมหะ อาสวะ อนุสัย ภพ สติปัฏฐาน ฯลฯ
ถ้าอ่านผิวเผินจะหลงเข้าใจว่า มีเนื้อหาของพระพุทธศาสนาอยู่ในวิชชาธรรมกายด้วย

แต่ถ้าเราเรียนให้ลึกซึ้งถึง วิเสสลักษณะ หรือลักษณะเฉพาะของศัพท์บัญญัติแต่ละคำ
จะพบว่า ธรรมกายแค่ยืมคำทางพระพุทธศาสนาไปใช้เท่านั้น
หากชาวธรรมกายไม่ดื้อรั้นเกินไป
ลองเรียนเปรียบเทียบวิเสสลักษณะที่อาจารย์ทางธรรมกายสอนไว้
กับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
จะพบว่าเป็นคนละเรื่องกันเลยครับ

สำหรับคุณ stellar7 นั้น ผมนึกเสมอว่าเป็นเพื่อนครับ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีเพื่อนธรรมกายมากทีเดียว
เพราะชาวธรรมกายที่เป็นคนดีมีอยู่มาก รวมทั้งคุณ stellar7 ด้วย
เพียงแต่มาถึงจุดที่ผมยอมรับไม่ได้กับการปลอมปนพุทธศาสนาน่ะครับ
ถ้าท่านจะตั้งศาสนาธรรมกาย ผมจะไม่ติติงสักคำเลย
จะอนุโมทนาด้วยซ้ำไป
เพราะวิชชาธรรมกายอาจสนองความต้องการของคนบางกลุ่มได้
[21 พ.ค. 2542]

กระทู้นี้เป็นกระทู้ว่าด้วยเรื่อง
วิชชาธรรมกายช่วยผู้ปฏิบัติเข้าถึงมรรคผลได้จริง(หรือไม่)
แต่ชาวธรรมกายก็ไม่ออกมายืนยันตรงๆ
ผมเพิ่งไปได้คัมภีร์ธรรมกายมาหลายเล่ม
มีชุดหนึ่งเป็นความรู้ขององค์หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ที่ทางวัดปากน้ำรวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2481
และท่านเจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถร อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาของวัดปากน้ำ
ท่านพิมพ์แจกจำนวนจำกัดแค่ 500 เล่มครับ

ในตำรากล่าวถึงการเข้านิพพานไว้ 3 แบบคือ
1. การเข้านิพพานในกายมนุษย์ ด้วยกายธรรม
2. การเข้านิพพานเป็น ด้วยกายมนุษย์
3. การเข้านิพพานตาย
แต่ละอย่างมีคำอธิบายยืดยาวครับ
ลองฟังตัวอย่างสักเล็กน้อยถึงวิธีเข้านิพพานแบบแรกดูนะครับ

"วิธีเข้านิพพานในกายมนุษย์ของเรานี้คือ
เอากายธรรมเดินฌานสมาบัติไป 7 เที่ยว
เมื่อครบแล้วกายธรรมตกศูนย์
ถ้าจะดูอย่างหยาบก็โตเท่าฟองไข่ไก่ ถ้าจะดูอย่างละเอียด ก็เท่ากำเนิดธาตุธรรมเดิม
หรือเท่าหยาดน้ำมันงาอันใสติดปลายขนจามรี
ที่บุรุษผู้มีกำลังสลัดแล้ว 7 ครั้ง
สัณฐานกลมสีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ดังเพชรน้ำค้าง
ศูนย์ธรรมกายนี้เกาะติดอยู่กับเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานสมาบัติ

ทันใดนั้นศูนย์นิพพานที่อยู่ในกำเนิดธาตุธรรมเดิมกลางกายมนุษย์
มีสัณฐานกลมสีขาวใสสะอาดบริสุทธิ์ ดุจเพชรน้ำค้างเช่นเดียวกัน
ก็ดึงดูดศูนย์ธรรมกายที่เกาะติดอยู่กับเนวสัญญานาสัญญายตนะสมาบัตินั้น
เข้าไปซ้อนในกลางศูนย์ของนิพพาน
วิธีซ้อนนั้น ซ้อนบนลงมาในกลางศูนย์
หรือจะซ้อนเข้าไปทางซ้าย ทางขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ก็ได้ทั้งสิ้น
เพราะศูนย์ธรรมกายและศูนย์นิพพานนั้น มีสัณฐานกลมเช่นเดียวกัน
ของกลมๆ จะเอาทางไหนซ้อนกันก็ได้ทั้งสิ้น

ขณะเมื่อศูนย์ธรรมกายกับศูนย์นิพพานเข้าไปซ้อนจรดกันนั้นแล
ธรรมกายก็เกิดขึ้นทันที ไม่ก่อนไม่หลัง แลไม่ช้าไม่เร็วกว่ากัน
เมื่อธรรมกายเกิดขึ้นแล้ว ก็เอาตาธรรมกายมองดูให้รอบๆ
ก็เห็นว่า ในศูนย์นิพพาน ในกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นแล
เป็นภาพกว้างขวางใหญ่โต ไม่มีอะไรเลย
เป็นที่กว้าง เป็นอากาศว่างๆ แต่ว่าอากาศในนั้น ละเอียดสะอาดบริสุทธิ์สว่างโล่งไปหมด
จิตใจจะรู้สึกแช่มชื่นเย็นสุขุม มีนิพพานเป็นอารมณ์
ผิดกว่าเมื่อยังไม่เข้าไปอยู่ในนิพพาน
องค์ธรรมกายก็สุกใสสะอาดบริสุทธิ์ดียิ่งกว่าเก่า

นิพพานนั้นมีสุดหยาบสุดละเอียดไม่มีสิ้นสุดเหมือนกัน
ในกลางนิพพานนั้น มีศูนย์นิพพานอยู่กลางทุกๆ นิพพาน
(หลังจากนี้ก็พูดถึงวิธีเข้านิพพานที่ศูนย์นิพพานเข้าไปเรื่อยๆ
มีนิพพานที่ 2, 3, 4, ...โกฎิ และเกิดธรรมกายในนิพพานเป็นลำดับไปถึงโกฏิ และนับไม่ถ้วน
นิพพานเช่นนี้เรียกว่า นิพพานเป็น มีอยู่ในกายมนุษย์"

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ แต่อยากจะให้ข้อสังเกตว่า
นิพพานชนิดนี้คล้ายกับการเข้านิโรธสมาบัติ คือผู้เข้ายังมีชีวิตอยู่
แต่จุดที่คลาดเคลื่อนจากธรรมของพระพุทธเจ้านั้น
มากจนต้องใช้เวลาอธิบายมากครับ ถ้าจะแจกแจงอย่างละเอียด

เช่นศูนย์ธรรมกายไปเกาะกับเนวสัญญาฯ แล้วยังคิดนึกได้อีก ยังมีรูปใสสะอาดอีก
ทั้งที่เนวสัญญาฯ เป็นอรูปที่ละเอียดถึงขั้นมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่
จะเที่ยวคิดนึกที่จะปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ได้อีกอย่างไร
และเนวสัญญา เป็นอรูป ตรงนี้ก็ยังอุตส่าห์มีรูป เสียอีก

การเข้านิพพานก็เอานิมิต 2 อันซ้อนกันเข้าไปเฉยๆ
รูปก็ยังอยู่ นามก็ยังอยู่ เป็นสังขตธรรมล้วนๆ
ไม่ใช่อารมณ์นิพพานทางพระพุทธศาสนาที่ดับสังขตธรรม

นิพพานแล้ว จิตก็ยังอยู่ เสวยความสุขอยู่อีก
ก็คือความเกิดขึ้นยังมีอยู่ การเสวยอารมณ์ยังมีอยู่
ไม่ใช่นิพพานในทางพระพุทธศาสนาครับ

นิพพานยังมีศูนย์นิพพานซ้อนๆ เข้าไปอีกนับไม่ถ้วน
แสดงถึงว่านิพพานยังมีหยาบมีละเอียด นิพพานมีหลายเกรด
แสดงออกถึงความเป็นภพซึ่งซับซ้อนอยู่ภายในเท่านั้น

หลักฐานตำสอนวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีมากครับ
เจ้าคุณภาวนาโกศลเถร รูปปัจจุบันท่านเคยพิมพ์ไว้
ลองหยิบมาเทียบกับคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องๆ ไป
จะพบว่าวิชชาธรรมกายไม่ใช่พระพุทธศาสนาครับ
ที่ผ่านมา ชื่อเสียงเกียรติคุณวิชชาธรรมกายสูงมาก
จนคนไม่กล้าสงสัย ไม่กล้าตรวจสอบ
แต่วันนี้คงถึงเวลาที่คณะสงฆ์ควรเข้าไปตรวจสอบเสียทีแล้วครับ
จะตรวจสอบแค่หนังสือพระแท้ ซึ่งเป็นชั้นปลายแถวมากๆ นั้น
ไม่พอที่จะรักษาพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์หรอกครับ
[21 พ.ค. 2542]

เมื่อวานนำคำสอนวิชชาธรรมกาย
ว่าด้วยเรื่อง "การเข้านิพพานในกายมนุษย์ ด้วยกายธรรม" มาเล่าสู่กันฟังแล้ว
เช้านี้ผมขอนำเรื่อง "การเข้านิพพานเป็นด้วยกายมนุษย์"
ท่านสอนว่า

"วิธีเอากายมนุษย์คือตัวของเราที่นั่งอยู่นี้ เข้านิพพานเป็นของตัวเรานั้น
ก็เหมือนวิธีเข้านิพพานด้วยกายธรรม
ต่างแต่วิธีแรกเอากายธรรมเข้า ส่วนวิธีนี้เอากายมนุษย์เข้านิพพาน
เพราะกายมนุษย์มีฤทธิ์มีเดชมาก มีอำนาจมากกว่ากายธรรม ระเบิดไม่แตก
เหมือนพระพุทธเจ้าแต่ครั้งก่อนดึกดำบรรพ์โน้น
ท่านเข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ทั้งนั้น
คือกายมนุษย์แก่หนักเข้าทุกทีๆ ก็ใสสะอาดเข้าทุกที
แล้วก็เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ที่สุกใสสะอาดเป็นเพชรนั้น

แลกาลต่อมา พญามารไม่ยอมให้เขานิพพานทั้งกายมนุษย์
เพราะเห็นว่ากายมนุษย์มีฤทธิ์มีเดชมากนัก
พระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้หลังๆ ต่อมา
จึงต้องถอดกายมนุษย์เสียก่อน แล้วจึงเข้านิพพานได้
พระพุทธเจ้าที่ถอดายมนุษย์เข้านิพพาน ท่านเปรียบเหมือนดังปูนิ่ม
เวลาอยู่ในนิพพานไม่ค่อยมีฤทธิ์มีเดช
ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์
มีฤทธิ์มีเดชมากนัก เพราะกายมนุษย์แข็งแรง

วิธีเอากายมนุษย์คือตัวของเราที่นั่งอยู่นี้เข้านิพพานนั้น
ให้ตั้งดวงปฐมมรรคขึ้นก่อน แล้วเพ่งทำให้เกิดกายสิทธิ์
กายปฐมวิญญาณหยาบ กายปฐมวิญญาณละเอียด
กายธรรม และกายละเอียดๆๆๆๆๆ เข้าไปทุกที จนสุดหยาบสุดละเอียด
แล้วก็ย่อกายสุดหยาบสุดละเอียดนั้นเข้าในกายมนุษย์กายเดียว
ทำให้ใสดีแล้ว เดินฌานสมาบัติ 7 เที่ยว จนกายมนุษย์ใสสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว
กายมนุษย์ก็ตกศูนย์กำเนิดมนุษย์อยู่กลางตัว
แล้วศูนย์นิพพานที่อยู่ในกำเนิดเดิมนั้น
ก็ดึงดูดเอาศูนย์กำเนิดมนุษย์นั้น เข้าไปในศูนย์นิพพาน

ขณะเมื่อศูนย์กำเนิดมนุษย์กับศูนย์นิพพานเข้าไปซ้อนจดกัน
กายมนุษย์ก็เกิดขึ้นในนิพพานทันที
ไม่ช้า ไม่เร็ว ไม่ก่อน ไม่หลังกว่ากัน
ในกลางนิพพานทุกๆ นิพพานนั้น มีศูนย์นิพพานอยู่กลาง
เหมือนที่กล่าวมาแล้วในเรื่องธรรมกายเข้านิพพาน

เพราะฉะนั้น เมื่อกายมนุษย์เข้านิพพานแล้ว
ก็เดินฌานสมาบัติในนิพพานนั้นไปอีก 7 เที่ยว
เมื่อครบ 7 เที่ยวแล้ว กายมนุษย์พิเศษใสเป็นแก้วนั้น ก็ตกศูนย์กำเนิดมนุษย์อีก
แล้วศูนย์นิพพานในนิพพานที่ 2 จักดึงดูดศูนย์กายมนุษย์เข้าไปในศูนย์นิพพานที่ 2
เกิดเป็นกายมนุษย์ขึ้นในนิพพานที่ 2 นั้น

ครั้นแล้ว ก็เอากายมนุษย์พิเศษใสเป็นแก้วเข้านิพพานที่ 2 นั้น
เดินฌานสมาบัติไปอีกครบ 7 เที่ยว
แล้วกายมนุษย์พิเศษก็ตกศูนย์กำเนิดมนุษย์
(...ข้อความเหมือนกันคือศูนย์นิพพานดูดเข้าไป...)
แล้วเอากายมนุษย์ที่ใสเป็นแก้วนั้น
เดินฌานสมาบัติเข้านิพพานในนิพพาน
นิพพานในนิพพานๆๆๆๆ เป็นลำดับเข้าไปเช่นนี้ทุกที ไม่มีที่สุด
เหมือนดังที่กล่าวแล้วในเรื่องธรรมกายเข้านิพพานนั้น ทุกประการ"

คราวนี้ลองมาสังเกตคำสอนนี้เป็นส่วนๆ ไปครับ
นิพพานชนิดนี้คือการนิพพานของต้นธาตุต้นธรรมนั่นเอง
คือเอากายมนุษย์ไปเข้านิพพาน
และผู้เข้านิพพานด้วยวิธีนี้มีฤทธิ์เดชมาก
ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าโคดมที่เป็นประเภทปูนิ่มไม่มีฤทธิ์เดช
และที่พระพุทธเจ้ารุ่นหลังๆ เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ไม่ได้
ก็เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากมาร
ซึ่งนับว่าแปลกดีครับ ที่การเข้านิพพานต้องอาศัยความยินยอมของมาร

ถ้าใครเคยอ่านมหากาพย์มหาภารตยุทธ คงจำกันได้ว่า
ในตอนสุดท้ายของชีวิต กษัตริย์ 5 พี่น้องพร้อมด้วยนางเทราปตี
พากันขึ้นไปอยู่กับพระเป็นเจ้าโดยน้องๆ และนางเทราปตีต้องทิ้งร่างมนุษย์ไว้กลางทาง
มีเพียงพี่ใหญ่คือ ยุธิษฐิระ เท่านั้นที่บุญมาก ขึ้นไปได้ทั้งกายมนุษย์
ไม่ทราบว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เคยอ่าน เคยฟัง
หรือเกิดจินตนาการพ้องกันในเรื่องนี้

ประเด็นเรื่องเอากายมนุษย์เข้านิพพานนั้น
ผมคงไม่ต้องกล่าวว่าต่างจากคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างไร
เพราะพวกเราและท่านผู้รู้อื่นๆ เคยกล่าววิจารณ์มามากแล้ว
แต่สรุปแล้วก็คือว่า
ในนิพพานมีทั้งรูป ทั้งนาม
มีกระทั่งมหาภูตรูปเพราะพระพุทธเจ้าบางประเภทพาเข้านิพพานไปด้วย
และในนิพพานก็มีกิจที่จะต้องทำไม่สิ้นสุด
คือการเข้านิพพานในนิพพานไปเรื่อยๆ
คำว่า "สิ้นชาติ สิ้นภพ จบพรหมจรรย์ กิจที่ทำทำแล้ว กิจอื่นจะต้องทำอีก ไม่มี"
อันเป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวถึงพระอรหันต์ นั้น
ไม่มีความหมายในวิชชาธรรมกาย
ที่ผู้เข้านิพพานแล้ว ยังต้องเข้านิพพานในนิพพานไปเรื่อยๆ

อ่านแล้วตัดสินเอาเองเถอะครับว่า
พระพุทธศาสนากับวิชชาธรรมกายเหมือนกันหรือเปล่า
เพราะบางคนมักจะพยายามประนีประนอมว่า วิชชาธรรมกายเป็นพุทธเหมือนกัน
เพราะเป็นการทำอาโลกกสิณ
ทั้งที่กสิณนั้น ไม่ใช่วิชชาในพระพุทธศาสนา แต่มีมาก่อนแล้ว
เพียงแต่พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้ได้ในฐานะเป็นการทำสมถะ
เพื่อเอามาต่อยอดด้วยวิปัสสนา
แต่วิชชาธรรมกายนั้น มีต้น มียอดเป็นของตนเอง
แล้วกดพระพุทธเจ้าลงไปเป็นเพียงพระพุทธเจ้ามนุษย์ที่มีบารมีน้อย
กระทั่งจะสอนใครให้รู้ธรรมเองก็ทำไม่ได้
ถ้าขาดการสนับสนุนของพระพุทธเจ้าต้นธาตุ

ถ้าชาวธรรมกายยังยืนกรานว่าวิชชาธรรมกายเป็นพระพุทธศาสนาอีก
ก็จนปัญญาจะอธิบายแล้วครับ
เพราะมันเข้าลักษณะเดียวกับที่ว่า
เครื่องบินกับเกวียน คือสิ่งเดียวกัน เพราะมีลูกล้อเหมือนๆ กัน
(พระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกาย คือสิ่งเดียวกัน เพราะมีการทำสมถะเหมือนกัน)

สำหรับนิพพานประเภทที่ 3 จะนำมาเล่าต่อไปครับ
[22 พ.ค. 2542]

นิพพานยังเล่าไม่จบ ต่อมาเรื่องฌานอีกแล้วหรือครับ
ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องฌานของธรรมกาย
ขอเล่าเรื่องนิพพานชนิดที่ 3 ให้จบเสียก่อนก็แล้วกัน

อันที่ 3 คือการเข้านิพพานตาย ท่านว่าดังนี้ครับ

"นิพพานตาย คือนิพพานที่เป็นที่ประทับของพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น

นิพพานในตัวเราเรียกว่า "นิพพานเป็น"
ส่วนที่ประทับของพระอรหันต์ขีณาสพ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้น
อยู่สูงกว่าภพ 3 ขึ้นไป เรียกว่า "นิพพานตาย"

วิธีเข้าก็มีนัยเหมือนนิพพานเป็น
ให้ธรรมกายเข้าก็ได้ กายมนุษย์พิเศษเข้าก็ได้
(เหมือนนิพพาน 2 อย่างแรกที่กล่าวมาแล้ว) จงพิจารณาดูเถิด

ถ้าจะเข้านิพพานตายด้วยกายมนุษย์พิเศษนี้
ก็จงตั้งดวงปฐมมรรคขึ้นแล้ว ทำให้เกิดกายทิพย์
กายปฐมวิญญาณหยาบ กายปฐมวิญญาณละเอียด
กายธรรม และการละเอียดๆๆ ยิ่งขึ้นไปทุกที จนสุดหยาบสุดละเอียด
แล้วก็ย่อกายสุดหยาบสุดละเอียดทั้งหมดนั้น
เข้าในกายมนุษย์กายเดียว
ทำให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว เดินฌานสมาบัติไป 7 เที่ยว
ครั้นกายมนุษย์ใสสะอาดดีแล้ว ก็ตกศูนย์กำเนิดมนุษย์อยู่กลางตัว
แล้วศูนย์นิพพานที่อยู่กลางกำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้น
ก็ดึงดูดเอาศูนย์กำเนิดมนุษย์นั้นเข้าไปในศูนย์นิพพาน
เกิดเป็นมนุษย์พิเศษขึ้นในนิพพานทันที

ครั้นแล้วก็เอากายมนุษย์พิเศษใสเป็นแก้วที่เกิดในนิพพานเป็นนั้น
เดินฌานสมาบัติในพระนิพพานนั้นต่อไปอีก 7 เที่ยว
ครบ 7 เที่ยวแล้ว ก็ตกศูนย์กำเนิดมนุษย์ในกลางกายอีก
แล้วศูนย์นิพพานตายก็ดึงดูดขึ้นไปเกิดในนิพพานตาย

ครั้นแล้วก็เดินฌานสมาบัติอีก 7 เที่ยว
ตกศูนย์เข้านิพพานเป็นไปอีก
เมื่อเข้านิพพานเป็นแล้ว ก็เดินฌานสมาบัติอีก 7 เที่ยว
ตกศูนย์เข้านิพพานตายต่อไปอีก
(ย่อหน้านี้ทำหลายครั้ง)
เข้านิพพานเป็นในกลางกายมนุษย์ไปอีกทีหนึ่ง แล้วก็เข้านิพพานตายไปอีกทีหนึ่ง
เข้าสลับกันไปมา ทำติดต่อเนื่องกันไป ไม่ถอยหลังกลับจนสุดหยาบสุดละเอียด
ยิ่งทำได้มาก ละเอียดเข้าไปเท่าไรยิ่งดี แต่ให้เป็นคู่กันไป
เข้านิพพานเป็นแล้วก็เข้านิพพานตายในพระนิพพานเป็นนั้น
เข้านิพพานตายแล้วก็เข้านิพพานเป็นไปใหม่อีก
เข้านิพพานเป็นไปแล้ว ก็เข้านิพพานตายต่อไปอีก
เป็นคู่ๆ เช่นนี้เรื่อยไป
ทับทวีให้มากขึ้นไปไม่ถอยหลังกลับ

นิพพานทุกๆ นิพพานนั้น มีศูนย์นิพพานอยู่ทุกนิพพาน
ทั้งนิพพานเป็นและนิพพานตาย
สำหรับดึงดูดศูนย์กำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้น ให้เข้าไปเกิดในนิพพาน
เหมือนศูนย์ในมดลูก เป็นที่ดึงดูดกำเนิดธาตุธรรมเดิมเข้าไปเกิด"

สรุปแล้วนิพพานก็เหมือนมดลูก เป็นที่เกิดตายซับซ้อนอยู่ในนั้นเอง
ถ้าศึกษาวิถีจิตของพระอรหันต์ตอนเข้านิพพาน
ก็จะทราบได้เลยว่า สิ่งที่เรียกว่านิพพานในวิชชาธรรมกายนี้
เป็นนิพพานทางพระพุทธศาสนาหรือไม่

คราวนี้มาดูเรื่องฌานบ้างครับ ว่าสอนกันว่าอย่างไร

"ที่เรียกว่าฌานนั้น มีลักษณะใสเหมือนกระจกส่องหน้า
มีปริมณฑลกลม วัดตัดตรงกว้าง 2 วา หนา 1 คืบ วัดวงกลม 6 วา
วงกลมนี้รองรับอยู่ใต้ที่นั่ง(ก้น)ของกายธรรม
ดังเช่นอาสนะเป็นที่รองรับของผู้นั่ง ฉะนั้น
แต่ว่าเปลี่ยนวาระกัน ละเอียดกว่ากันเข้าไปทุกที คือ

ปฐมฌาน คือฌานที่ 1 เข้ามารองรับ
มีลักษณะเป็นแผ่นกระจกใส กว้าง 2 วา หนา 1 คืบ วัดวงกลมได้ 6 วา ก็ใสยิ่งขึ้น

ทุติยฌาน ครั้นแล้วก็เกิดเปลี่ยนฌานที่ใสและละเอียดขึ้นไปอีก
ฌานที่ละเอียดกว่านี้ ใสกว่านี้คงมีอีก
แล้วก็รำพึงละฌานเก่า ใคร่ได้ฌานใหม่
แผ่นกระจกใสฌาน 1 ก็หายไป
แผ่นกระจกใสเล็กเท่าเดิมใสสะอาดกว่าเดิมคือทุติยฌาน
ก็เข้ามารองรับแทนปฐมฌาน
กายธรรมก็ใสยิ่งกว่าปฐมฌาน

(ฌานที่ 3 - 4 ก็กล่าวแบบเดียวกันครับขอข้ามไปอรูปฌานเลย)
อากาสานัญจายตนะฌาน
เมื่อละจตุตถฌานแล้ว
แผ่นกระจกใสสะอาดที่รองรับน้นก็หายไป
คงเหลือแต่อากาศที่ว่าง เป็นวงกลม
เล็กใหญ่เท่ากับกระจกที่หายไปนั้น เข้ามารองรับกายธรรมทันที
แล้วพิจารณาอากาสที่ว่างเปล่าเป็นอารมณ์

วิญญาณัญจายตนฌาน
ครั้นแล้วก็พิจารณาถือเอาอากาศเป็นอารมณ์อีกว่า
อากาศที่ว่างเปล่าอยู่นี้ จะมีวิญญาณอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีวิญญาณก็ไม่เชิง
เป็นของละเอียดสุขุมยิ่งนัก
เมื่อเพ่งพิจารณาไปเช่นนี้ อากาศที่รองรับส่วนหยาบก็ดับไป
อากาศส่วนละเอียดก็เข้ามารองรับแทน
กายธรรมใสละเอียดยิ่งนัก

อากิญจัญจายตนฌาน
ครั้นแล้วก็เพ่งพิจารณาเอาความไม่มีอะไรในฌานที่ 6 นั้นเป็นอารมณ์ว่า
ไม่มีอะไรเหลืออยู่สักหน่อยหนึ่งเลย
นิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มี
เมื่อเพ่งพิจารณาเช่นนี้ ฌานเครื่องรองรับส่วนหยาบก็ดับไป
ส่วนละเอียดก็เข้ามารองรับแทน
กายธรรมก็ยิ่งละเอียดหนักขึ้น

เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
ครั้นแล้วเพ่งพิจารณาต่อไปอีกว่า
อารมณ์ที่ไม่มีอะไร ว่างเปล่านี้ จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาก็ไม่เชิง
(ขอแทรกตรงนี้เลยครับว่า
สัญญามีลักษณะสันฐานกลม ใสสะอาดกว่าเวทนาขันธ์ แต่เล็กกว่า
ซ้อนอยู่ชั้นที่ 3 ของรูปขันธ์)
เมื่อเพ่งพิจารณาไปเช่นนี้ ฌานเครื่องรองรับส่วนหยาบก็ดับไป
ฌานส่วนละเอียดก็เข้ามารองรับแทนที่
กายธรรมก็ยิ่งละเอียดหนักขึ้น

ฌานสมาบัติ 8 นี้ ครั้นได้แล้ว
ก็เดินฌานเป็นปฏิโลม คือย้อนปลายไปหาต้น ตั้งแต่ฌานที่ 8 ย้อนเข้าไปถึงฌานที่ 1
แล้วเดินฌานเป็นอนุโลมตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึงฌานที่ 8
ย้อนไปย้อนมาเป็นอนุโลมปฏิโลมได้ครบ 7 เที่ยว
ครั้นครบ 7 เที่ยวแล้วก็ให้นิ่งแน่นดับกายธรรมวูบลง
พระนิพพานก็จะสูบเอากายธรรมขึ้นไปนิพพานเอง

ถ้าปรารถนาจะไปสวรรค์ นรก
เมื่อเดินฌานสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลมครบ 7 เที่ยวแล้ว
ก็น้อมเอากายธรรมไป แต่ระหว่างที่ไปนั้น ก็เดินฌานสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลม
เข้าฌานไปคล้ายๆฌานเป็นยานพาหนะสำหรับขับขี่ไปฉะนั้น
ก็จะถึงสวรรค์ นรก ที่ปรารถนาจะไปนั้นสมดังเจตนา"

นึกภาพ "ฌาน" ตามวิชชาธรรมกายออกหรือยังครับ
ฌานอันนี้ท่านคงเลียนมาจากเสียง "ชาน"
เช่นชานบ้าน ชานเรือน นอกชาน
เป็นที่นั่งเล่นนั่งพักแบบเสื่อ และเป็นพาหนะทำนองเดียวกับพรมวิเศษ
แถมเมื่อถึงฌาน 8 แล้วอาจจะถูกดูดไปนิพพานได้ด้วย
รวมความแล้ว ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับฌานสมาบัติในทางพระพุทธศาสนาเลยครับ
แต่ในที่นี้ขออนุญาติไม่กล่าวถึงฌานทางพระพุทธศาสนา
เพราะกล่าวบ่อยแล้วในกระทู้เก่าๆ ครับ

ผมเข้าใจว่าเรื่องวิถีจิตพระอรหันต์ในเวลาเข้านิพพาน
และเรื่องสมาบัติ 9 (ฌาน 8 + สัญญาเวทยิตนิโรธ)
หาอ่านได้จากโฮมเพจของ คุณผู้คัดลอก
ลองอ่านดู แล้วเปรียบเทียบเอาเองเถิดครับ
[22 พ.ค. 2542]

พระไตรปิฎกนั้น กล่าวถึงการเข้านิพพานไว้ชัดเจนครับ
อันที่จริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านไม่ได้นิพพานในฌานสมาบัติใดๆ เลย
แต่ท่านดับจิตลงในระหว่างรูปกับอรูป
ไม่ใช่ว่าท่านเข้าไปนั่งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วรอให้นิพพานมาดูดท่านไป
ถ้าเข้าเนวสัญญาแล้วถูกนิพพานดูดไปเกิดได้ ท่านอุทกดาบสก็นิพพานแล้วสิครับ

และต้องขอบคุณ คุณ WhiteSpirit
ที่ช่วยให้ข้อมูลเรื่องการนิพพานของพระอรหันต์สุกขวิปัสสกะ

ถ้าเราคิดว่าเราเป็นชาวพุทธ ก็ไม่ควรศึกษาเฉพาะวิชชาธรรมกายเท่านั้น
แล้วก็ยืนกรานอยู่แต่ว่า วิชชาธรรมกายคือพุทธศาสนาที่ถูกต้อง มีอะไรดีๆ อยู่มาก
ซึ่งผมก็ไม่เถียงเลยว่า วิชชาธรรมกายจะดีหรือไม่ดี
เพราะไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม
แต่ถ้ากล่าวคลุมเคลือว่าวิชชาธรรมกายเป็นอันเดียวกับพระพุทธศาสนา
อันนี้แหละครับที่จำเป็นต้องโต้แย้ง

การยกข้อเปรียบเทียบ ไม่ใช่ต้องการเอาชนะคะคานหรือเย้ยหยันอะไรกัน
(กระทั่งการเปรียบเทียบศูนย์นิพพานกับศูนย์ในมดลูก ก็เป็นคำสอนของธรรมกายเอง)
แต่เพื่อพิสูจน์ความแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสนากับวิชชาธรรมกาย
มิฉะนั้นก็จะมีการพูดคลุมเคลือตลอดไปว่าเหมือนกันๆ
เหมือนที่คลุมเคลือมาหลายสิบปีแล้ว
ทั้งที่เนื้อในไม่ได้เหมือนกันเลย
ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์
ความดับทุกข์ และการปฏิบัติเพื่อถึงความดับทุกข์
ถ้าผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาปล่อยปละละเลยเรื่องนี้
จะทำให้คนรุ่นหลังจะเกิดความสับสน เนื่องจากแยกแยะไม่ออก
นอกจากจะเกิดสัทธรรมปฏิรูปในพระพุทธศาสนาแล้ว
ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาที่กุลบุตรทั้งหลายควรจะได้ ก็จะเสียไปด้วย

สิ่งที่คลาดเคลื่อนในวิชชาธรรมกายมีมากเหลือเกินครับ
ไม่เฉพาะเรื่องที่ผมยกตัวอย่างมาแล้ว คือขันธ์ ปฏิจจสมุปบาท นิพพาน ฌาน
เรื่องอื่นๆ ก็คลาดเคลื่อนอีกเป็นอันมาก
กระทั่งอริยสัจจ์ 4 ทุกข์ก็กลายเป็นรูปกลมสีดำ
สมุทัยก็เป็นลูกกลมสีดำเหมือนกัน และเป็นเพราะมารส่งผลให้
นิโรธซึ่งหมายถึงนิพพานนั้น ก็เป็นรูปธรรมกาย
มรรคก็คือการทำวิชชาธรรมกาย
หรืออย่างการละอาสวกิเลสนั้น
ท่านสอนว่า ผู้ที่ทำวิชชา 2 มากๆ คือบุพเพนิวาสานุสติญาณ(ระลึกชาติ)
กับจุตูปปาตญาณ(รู้ความจุติและอุบัติของสัตว์)
จะทำให้เกิดอาสวักขยญาณ รวมเป็นเตวิชชา
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงไม่ต้องรอพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้หรอกครับ
เพราะฤาษีชีไพรที่ได้วิชชา 2 ก็พากันละอาสวกิเลสได้หมดแล้ว

ครั้งหนึ่งท่านพระอนุรุทธ ไปกราบเรียนท่านพระสารีบุตรว่า
กระผมมีทิพยจักษุ มองดูโลกตั้งพันๆ แต่ทำไมกระผมยังไม่บรรลุพระอรหันต์
ท่านพระสารีบุตรผู้เรื่องปัญญา กลับแนะนำท่านพระอนุรุทธให้ย้อนมาอ่านจิตใจตนเอง
แทนการเที่ยวรู้ออกไปภายนอก
โดยบอกว่า ที่ท่านว่าท่านมีทิพยจักษุนั้น ท่านกำลังมีความถือตัว(ว่าแน่)
ที่ท่านเที่ยวดูโลกตั้งพัน ก็แสดงว่าจิตของท่านกำลังฟุ้งซ่านอยู่
ที่ท่านรู้สึกว่า ทำไมท่านไม่บรรลุพระอรหันต์เสียที
ก็แสดงว่าท่านมีความขัดใจอยู่
ให้ท่านรู้ทันกิเลสในใจตนเอง ท่านจะพบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม

ถ้าวิชชาธรรมกายถูก ท่านพระสารีบุตรควรจะสอนพระอนุรุทธว่า
ท่านจงใช้ทิพยจักษุดูโลกตั้งพันให้มากๆ
เมื่อท่านเห็นความจุติและอุบัติของสัตว์โลกมากๆ แล้ว ท่านจะหมดกิเลสเอง

เดิมผมก็คิดว่าวิชชาธรรมกายเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา
เพราะเคยได้ยินได้ฟังอย่างนี้มาตลอด
และเห็นว่าเป็นการทำสมาธิเบื้องต้น
มีพุทธานุสติบริกรรมสัมมาอรหัง ประกอบกับอาโลกกสิณ
ต่อเมื่อศึกษาคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มากเข้า
(เพราะตกใจที่เพื่อนคนหนึ่งมาเล่าวิชชาชั้นสูงให้ฟัง)
จึงพบว่าท่านสอนเอาอย่างอัตโนมัติทั้งนั้น ตั้งแต่ฌานสมาบัติไปจนถึงนิพพาน
มีการนำชื่อบัญญัติทางพระพุทธศาสนา ไปสวมลงในสภาวะที่แตกต่างออกไป
ไม่ว่าจะตรวจสอบด้วยหลักปริยัติหรือหลักปฏิบัติ
ก็เห็นได้ว่าวิชชาธรรมกายเป็นลัทธิต่างหากจากพระพุทธศาสนา

เพื่อนท่านใดจะเชื่อวิชชาธรรมกายก็เชื่อเถอะ ผมเคารพสิทธิของท่าน
แต่ท่านก็ควรเคารพพระพุทธเจ้าด้วย
ธรรมใดที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน แต่ท่านคิด ท่านสอนกันเอง
ก็บอกให้ชัดไปเลยว่า ท่านสอนกันเอง ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
เพียงเท่านี้ก็หมดข้อที่จะต้องโต้แย้งกันแล้วครับ
[23 พ.ค. 2542]

วิชชาธรรมกายนั้น สอนกันมา 60 กว่าปีแล้วครับ
คำสอนก็มีทั้งของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอง
(ซึ่งเจ้าคุณภาวนาโกศลเถรองค์ปัจจุบัน
ท่านรวบรวมพิมพ์ไว้ในสมัยแรกๆ ถ้ามีโอกาสจะให้คุณดังตฤณดู)
กับคำสอนที่ลูกศิษย์แต่ละสายพัฒนาขึ้น
(อันนี้เห็นมีพิมพ์จำหน่ายบ้าง แจกเป็นโรเนียวบ้าง)
ถ้าจะศึกษากันจริงจัง จะต้องแยกแยะให้ดีครับ เพราะอาจจะขัดแย้งกันเองยุ่งไปหมด

อย่างการเดินวิชชาปราบมารนั้น ทำมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว
ท่านเรียกโรงทำวิชชาว่า "โรงงาน" (คุณยายจันทร์ก็ประจำอยู่ที่นี่)
พอสิ้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ งานทำวิชชาก็ขาดช่วงไปช่วงหนึ่ง
เหลือแต่การสอนวิชชาธรรมกาย
เมื่อคุณยายจันทร์ไปอยู่วัดพระธรรมกาย ก็ทราบว่ามีการทำวิชชาต่ออีก
และศิษย์สายอื่นๆ ที่แยกย้ายกันไปตั้งตัวนั้น ก็ทำวิชชาสืบต่อมาเหมือนกัน
อย่างคุณการุณย์ฯ ที่คุณดังตฤณ กล่าวถึง
ก็เป็นอีกสายหนึ่ง และสมเด็จวัดปากน้ำ ท่านก็อนุโมทนาด้วย
ปราบกันไปมา นานๆ เข้า เลยไม่ทราบว่าใครดำใครขาวแล้วครับ
เพราะทางวัดพระธรรมกาย เขาก็มีคุณยายจันทร์ นักทำวิชชารุ่นเก่าเป็นหลักอยู่

ที่เล่าเรื่องนี้ เพื่อบอกพวกเราว่า
จิตของคนนั้น มันปรุงแต่งให้วิจิตรพิสดารอย่างใดก็ได้ไม่สิ้นสุด
ส่วนธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมเครื่องพ้นจากความปรุงแต่ง
มีแต่ความเรียบง่าย บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ใช่สิ่งลึกลับสับสนอะไรเลย
แม้พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ ท่านก็แสดงธรรมอันเดียวกันนี้ทั้งสิ้น
ไม่มีการพัฒนาต่อเติมธรรมไปเรื่อยๆ ตามความปรุงแต่งของจิต แต่อย่างใด
[24 พ.ค. 2542]

คุณ Stellar7 มาแปลกหลายอย่างครับ เช่นมาชวนสงบศึก
ผมเองไม่ได้ทำศึกด้วย และไม่เคยบอกเลยว่าวิชชาธรรมกายดีหรือไม่ดี
เพียงแต่ชี้สภาวะให้เห็นเท่านั้นว่า ธรรมกายที่แท้จริงเป็นอย่างไร
เพราะเห็นพูดตามๆ กันมานานแล้วว่า ธรรมกายเป็นพุทธเหมือนกัน
ซึ่งผมเห็นว่าผิดความจริง
ใครที่เคยศึกษาพุทธศาสนาแล้วได้เห็นวิชชาธรรมกายตัวจริง
ก็คงคิดเหมือนผมแหละว่า พุทธศาสนากับธรรมกายนั้น คนละเรื่องกันเลย
เมื่อผมให้ข้อมูลที่ทางฝ่ายธรรมกายปกปิดแล้ว
คราวนี้เพื่อนๆ จะเลือกเชื่ออย่างใด ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล

แปลกอันที่ 2 คือคุณ Stellar7 ยอมรับว่า
ยังไม่เข้าซึ้งถึงแก่นแท้ของวิชชาธรรมกาย
แต่ยืนยันหนักแน่นว่าวิชชานี้ถูกต้อง ลึกซึ้ง
และเป็นประโยชน์ยิ่งนักต่อการปฏิบัติธรรม

แปลกอันที่ 3 ตรงที่กล่าวถึงสัมมาสมาธิว่าเป็นตัวสำคัญของการบรรลุมรรคผล
นั่นเป็นเรื่องจริงครับ เพียงแต่ว่า วิชชาธรรมกายไม่ใช่สัมมาสมาธิ
ตัวสัมมาสมาธินั้นองค์ธรรมสำคัญคือเอกัคคตา และความมีสติบริสุทธิ์
ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดังนี้

"ภิกษุ.. คู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
จิตสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุ ปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
(ไม่มีแผ่นกระจกรองนั่งนะครับ)

บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน มีธรรมอันเอก
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่สมาธิอยู่

มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
ได้บรรลุตติยฌาน อันพระอริยเจ้าสรรเสริญว่า
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้มีสติบริสุทธิ์
(เป็นจิตที่อ่อนโยน ตั้งมั่น ว่องไว ควรแก่การงานของวิปัสสนา)

ท่านแสดงสัมมาสมาธิด้วยฌาน 4 ซึ่งไม่ตรงกับฌาน 4 ตามวิชชาธรรมกาย
จึงแปลกถ้าจะกล่าวว่าฌานของวิชชาธรรมกายเป็นสัมมาสมาธิ
อันเกื้อกูลต่อการเจริญสติปัฏฐาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชชาธรรมกายมักจะเน้นไปถึงฌาน 8 (แบบธรรมกาย)
มากกว่าจะกล่าวถึงฌาน 4

แปลกที่ 4 คือ เห็นว่าควรปกปิดวิชชาชั้นสูงไว้ก่อน
ทั้งที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมในลักษณะเปิดของคว่ำให้หงาย
ทำสิ่งปิดให้เปิด
ของดีจะกลัวคนทราบไปทำไมกันครับ

แต่ผมก็เข้าใจเหตุผลของคุณ Stellar7 ดีครับ
ว่าไม่อยากให้แพร่งพรายเรื่องนี้
ส่วนหนึ่งเพราะเกรงมารจะดีใจ
แต่ความจริง มารตามวิชชาธรรมกายนั้นรู้ใจเราทั้งหมดอยู่แล้ว
ไม่มีอะไรจะปกปิดเขาได้เลย
(มารพวกนี้มีกระทั่งพระพุทธเจ้าของตนเองนะครับ
เพื่อนๆ คิดดูเถอะครับว่า วิชชาธรรมกายไปไกลจากพระพุทธศาสนาขนาดไหน)

แปลกที่ 5 คือการอ้างอิงคุณ WhiteSpirit ที่กล่าวถึงคำว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"
ซึ่งคุณ WhiteSpirit ท่านก็พูดชัดสมเป็นผู้รู้ว่า ถ้าหยุด"ความเป็นตัวตน" ก็สำเร็จ
แต่คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ไม่มีส่วนใดเลยที่สอนให้ละอัตตาตัวตน
กระทั่งนิพพานแล้ว ก็ต้องไปสู้รบปรบมือกับมารอีก
เพราะมารนั้นรุกรานกระทั่งโลกนิพพาน
ทำไมจะรุกรานไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อนิพพานแล้ว ตัวตนก็ยังอยู่

ผมได้ข้อธรรมชั้นสูงของหลวงพ่อวัดปากน้ำมา 40 กว่าเรื่อง
แต่เอามาเล่าเพียง 3 - 4 เรื่องเท่านั้น
พอเป็นตัวอย่างยืนยันว่าวิชชาธรรมกายไม่ใช่พระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ยังได้วิชชาเพิ่มเติมของสายต่างๆ มา บ้าง
แต่ผมคงไม่เล่าต่อไปในกระทู้นี้แล้วครับ เพราะยาวมากแล้ว
ประกอบกับคุณ Stellar7 คุณดังตฤณ และผม ก็อภิปรายกันมาพอสมควร
เพื่อแสดงเหตุผลของแต่ละฝ่ายแล้ว
ก็เป็นเรื่องของเพื่อนๆ จะพิจารณาเอาเอง
ว่าวิชชาธรรมกายคือพุทธศาสนาหรือไม่
อันนี้ผมเคารพดุลพินิจและสิทธิในการเชื่อถือศาสนาของแต่ละท่านครับ
เหมือนที่เคารพในความเชื่อของคุณ stellar7 เสมอมา

ถ้าพูดกันมากกว่านี้เดี๋ยวจะกลายเป็นการพิพาทส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องหลักการ
คุณ stellar7 ประกาศเลิกอภิปรายแล้ว
งั้นผมก็ขอเลิกบ้างครับ
ต้องขอบคุณคุณ WhiteSpirit เจ้าของกระทู้ด้วยนะครับ
ที่เปิดกระทู้นี้ ทำให้ผมมีโอกาสนำข้อเท็จจริงบางส่วนมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ทราบ
ส่วนคุณ stellar7 ถ้าเห็นว่าคำพูดใดของผมไม่เหมาะสม ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ
เรื่องนี้ข้อมูลมาก แต่ละเรื่องยาวๆ ทั้งนั้น
ไม่มีเวลากลั่นกรองให้สละสลวยได้
เพราะต้องการสื่อข้อเท็จจริงให้มากและเร็วที่สุดแข่งกับการตกของกระทู้ครับ

(เพิ่งเห็นประเด็นเพิ่มเติมว่าสรุปเร็วไป ที่ว่าธรรมกายไม่ใช่พุทธ น่ะครับ
สงสัยต้องเอาวิชชาชั้นสูงมาเปิดให้หมดกระมังครับ จึงจะไม่ถือว่าเร็วไป :)
[24 พ.ค. 2542]

พระพุทธเจ้าท่านทำประโยชน์ของท่านบริบูรณ์แล้วตั้งแต่เวลาที่ตรัสรู้
และท่านก็อุทานว่า ตัณหาไม่สามารถสร้างภพสร้างชาติให้ท่านได้อีกแล้ว
ท่านจะสนใจอะไรกับผ้าผืนหนึ่งครับ
กระทั่งผ้าสุดวิเศษที่พระนางปชาบดีนำมาถวาย ท่านยังไม่รับไว้

น้ำพระทัยของพระพุทธเจ้านั้น ท่านมุ่งประโยชน์ของผู้อื่นเป็นสำคัญ
การรับผ้าของคนยากจนผืนหนึ่ง หรือการปฏิเสธการรับผ้าของพระนางปชาบดีคู่หนึ่ง
ก็เพราะท่านเล็งเห็นประโยชน์ของคนเหล่านั้นทั้งสิ้น ไม่ได้ทำเพื่อตัวท่านเอง

ไหนๆ คุณกาขาวก็มาต่อกระทู้ ทำนองสนับสนุนคุณ stellar7
ที่พยายามชูประเด็นว่าพระพุทธเจ้ายังมีสิ่งร้อยรัดที่ต้องละตอนเข้านิพพาน
ผมจึงขอสรุปเพิ่มเติมอีกหน่อยหนึ่งว่า

ในแง่สมถะ วิชชาธรรมกายไม่ได้ทำฌาน 8 ได้จริง
แต่ทำได้เพียงอุปจารสมาธิ หรืออย่างเก่งก็ปฐมฌานเท่านั้น
เพราะฌานจริงๆ นั้น นิมิตพิลึกพิลั่นเกิดขึ้นไม่ได้เนื่องจากจิตสงบแล้ว
นิมิตต่างๆ เป็นเพียงความฟุ้งซ่านของจิตเท่านั้น

ในด้านวิปัสสนา วิชชาธรรมกายไม่มีการเจริญสติปัฏฐานที่แท้จริง
มีแต่หลงส่งจิตไปตามความคิดนึกปรุงแต่งเท่านั้น
จนเกิดผลเป็นความเห็นผิดนานาประการ
คือแทนที่วิปัสสนาแล้วจะเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา กลับเห็นเป็นอัตตา

มรรคผลนิพพานของธรรมกาย
ก็ไม่ใช่มรรคผลนิพพานทางพระพุทธศาสนา
แต่เป็นการสร้างภพสร้างชาติอย่างไม่สิ้นสุด
คำว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ก็ไม่มี เพราะยังมีรูปนามนานาชนิดอยู่ในนิพพาน
คำว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง ก็ไม่มี เพราะมีสงครามกับมารอยู่ตลอดเวลา
กระทั่งพระพุทธเจ้า บางทีก็สู้มารไม่ได้
แถมมารก็มีนิพพานและพระพุทธเจ้าของมารเสียอีก

วิชชาธรรมกายนั้น ถ้าจะพาคนเข้าถึงนิพพาน ก็เป็นนิพพานแบบธรรมกาย
คือนิพพานที่แสนจะยุ่งเหยิงวุ่นวายไม่จบสิ้นครับ
[26 พ.ค. 2542]

<Previous   Next>