header image
Home arrow มุมมอง arrow ทั่วไป arrow ธรรมกาย2 : วิพากษ์ธรรมกาย
ธรรมกาย2 : วิพากษ์ธรรมกาย
ผมอยากจะให้มีการปรับสิ่งที่คลาดเคลื่อน ให้ตรงธรรม
แต่งานนี้ยากลำบากเหลือประมาณ
หากผู้ที่ยึดติดเหนียวแน่น ยังยืนกรานในความถูกต้องของสิ่งที่ไม่ตรงธรรม
หากใช้เหตุผล และเปิดใจกว้าง
ผู้ฝึกวิชชาธรรมกายก็สามารถปรับวิธีการปฏิบัติ
ให้สอดรับกับการเจริญสติปัฏฐานได้ต่อไปครับ
โดยเริ่มจากการปรับให้มีสัมมาทิฏฐิ
แล้วตามด้วยการปรับการดำเนินจิตให้เป็นสัมมาสมาธิ
แล้วเจริญสติปัฏฐานต่อไป
สิ่งที่เคยฝึกมาแล้ว ไม่ถึงกับเสียเปล่าหรอกครับ
สามารถนำมา recycle ได้ครับ
[13 พ.ค. 2542]

เห็นคุณดังตฤณ ยกธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำมากล่าวแล้ว
ขอแถมให้นิดหน่อยครับ
ท่านกล่าวว่า "ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่า ขั้นสมถะ
ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู ทั้งหยาบทั้งละเอียดจนกระทั่งถึงกายพระอรหัต
ทั้งหยาบทั้งละเอียดนี้ เป็นขั้นวิปัสสนา"
(จากธรรมเทศนาเรื่อง หลักการเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน)

ลองฟังอรรถาธิบายของท่านสักกายหนึ่งนะครับ ว่าเป็นวิปัสสนาอย่างไร

"ใจพระอรหัตก็หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต
ถูกส่วนเข้าเห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัวเหมือนกัน
หยุดอยู่กลางดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถูกส่วนเข้า
เห็นดวงศีลวัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัวเหมือนกัน
หยุดอยู่กลางดวงศีล ถูกส่วนเข้า เห็นดวงสมาธิ
วัดผ่าเส้นศูนย์กลาง 20 วา กลมรอบตัวเหมือนกัน
หยุด... ดวงปัญญา ... ดวงวิมุตติ... ดวงวิมุติญาณทัสสนะ..กลมรอบตัวเหมือนกัน
หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ถูกส่วนเข้า
เห็นกายพระอรหันต์ละเอียดสวยงามมาก
นี่เป็นกายที่ 18 เมื่อถึงพระอรหัตนี้แล้ว หลุดกิเลสหมด ไม่มีกิเลสเลย
เสร็จกิจในพระพุทธศาสนาทั้งสมถะวิปัสสนามาตลอด"

ผมศึกษาวิชชาของท่านแล้ว
ไม่เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสติปัฏฐาน 4 เลยครับ
แล้วจิตจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นได้อย่างไรกัน
มีแต่สร้างรูปไปตามลำดับ จนถึงขั้นสุดท้ายท่านก็สรุปว่ากิเลสหมดไปแล้ว
ทั้งที่สภาวะหรือวิถีจิตแห่งการบรรลุมรรคผลนั้น ไม่มีเลย

ที่กล่าวนี้ไม่ได้ล่วงเกินท่านนะครับ
เพราะท่านก็เป็นพระดีองค์หนึ่งที่พยายามหาคุณงามความดีใส่ตน
และเมื่อมีชีวิตอยู่ ท่านก็ทำคุณประโยชน์ไว้มากเหมือนกัน
มาพลาดก็ตรงวิชชานิมิตของท่านนี่แหละครับ
แล้วที่แย่ยิ่งขึ้นก็คือ วิชชานี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม
จนถ้าจัดการไม่ดี คณะสงฆ์ก็ใกล้จะเกิดสังฆเภทอยู่แล้ว

ผมไม่อยู่หลายวันครับ แต่หากท่านใดมีปัญหาใด ก็เชิญถามได้ครับ
เพราะมีผู้รู้ดีกว่าผมอีกหลายท่านที่จะคอยให้คำตอบ
เช่นคุณดังตฤณ คุณพัลวัน แม้แต่คุณระนาดเอกที่ไม่เข้ามาที่นี้แล้ว
แต่เพื่อนฝูงก็ยังพอพึ่งพาอาศัยความรอบรู้อยู่ในวงนอกได้ครับ
เราชาวพุทธด้วยกัน มาแลกเปลี่ยนความรู้ความเห็นกันฉันมิตร
ดีกว่าปล่อยให้มีช่องว่างระหว่างชาวพุทธด้วยกันเกิดขึ้นครับ
[13 พ.ค. 2542]

ขอเรียนคุณ Lee ว่า ผมไม่แน่ใจว่าพุทธเกษตรของมหายาน
กับนิพพาน จะเป็นสิ่งเดียวกันหรือเปล่า
เพราะพุทธเกษตร เป็นที่อยู่ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่นิพพาน
และฝ่ายมหายานบางกลุ่ม เช่นเซ็น จะปฏิเสธนิพพานแบบธรรมกายแน่นอน
ถ้าชาวมหายานได้ยินว่า พวกเราเห็นว่าธรรมกายเป็นมหายาน
เขาอาจจะร้องจ๊าก หาว่าเราพยายามปลอมปนศาสนาของเขาก็ได้

ลัทธิที่ใกล้เคียงในหลักการกับธรรมกายมากที่สุด ที่ผมนึกได้ตอนนี้คือ ฮินดู ครับ
ธรรมกายถือว่า พวกเราแต่ละคนมีสิ่งบางสิ่งที่เป็นอมตะ (อัตตา)
เมื่อทำรูปฌาน(วิชชาธรรมกาย)ไปตามลำดับ จนจิตรวมเข้ากับนิมิต
(ท่านสอนว่า ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ซ้อนเข้าไปที่จุดศูนย์กลางกาย
ถ้าแปลแบบชาวพุทธก็หมายถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือจิต+เจตสิกธรรม
รวมเข้าไปที่จุดเดียวกันที่ศูนย์กลางกาย
ซึ่งถ้าเจตสิกอยู่ที่ไหน จิตก็ไปที่นั้นแหละครับ เพราะเจตสิกเป็นจิตสังขาร)
แล้วสามารถเข้าถึงธรรมกาย
เมื่อนิพพานแล้วก็ไปอยู่ในอายตนะนิพพาน
จุดนี้ตรงกับหลักที่ว่า เมื่ออบรมฝึกฝนอัตตาได้เต็มที่จนบริสุทธิ์แล้ว
อัตตาก็จะรวมเข้ากับปรมอัตตา หรือปรมาตมัน(พระเป็นเจ้า)
และวันดีคืนดี อัตตาหรืออาตมัน ก็หลุดออกปรมาตมัน มาเวียนว่ายตายเกิดอีก
อันนี้คือคำสอนที่ว่า ต้นธาตุนิพพานแล้ว กลับมาเกิดได้อีก

คล้ายกันมากครับ ระหว่างธรรมกายกับ ฮินดู
จนอดคิดไม่ได้ว่า ท่านเจ้าของวิชชา อาจจะเป็นฮินดูที่ตามมาล้างพระพุทธศาสนา
หลังจากล้างด้วยการปลอมปนไปรอบหนึ่งแล้วในอินเดีย

(แต่ผมก็ไม่คิดกับท่านขนาดนั้น เพราะทราบว่าในบั้นปลายชีวิต
ท่านพยายามแก้ไขสิ่งที่ผิดนี้ แต่ยังไม่ทันสำเร็จ ท่านก็สิ้นไปเสียก่อน
แล้วผู้สืบทอดของท่านก็ยืนกรานสืบทอดสิ่งที่ผิดนั้นต่อมา)

คำถามสุดท้ายของคุณ Lee ที่ว่าเมื่อเข้าใจนิพพานต่างกัน
มหายาน(ธรรมกาย) จะนิพพานได้หรือไม่
ขอเรียนว่านิพพานได้ครับ แต่เป็นแบบที่เรียกว่า นิพพานพรหม
หมายถึงการเข้าไปรวมกับบรมอัตตาชั่วขณะ หรือการไปอยู่ในพรหมโลก
แล้วก็กลับมาเกิดอีก
[14 พฤษภาคม 2542]

สำหรับข้อคิดของคุณไร้รูป ผมขอเรียนความเห็นเป็นข้อๆ ไปเลยนะครับ

"1.วิชานี้ไม่ได้เอาจิตออกนอกตัว"
ตอบ .. วิชชานี้ไม่ได้เอาจิตออกนอกกาย ตรงตามที่คุณไร้รูปกล่าวครับ
แต่ส่งจิตออกนอกจิต คือในขณะที่ฝึกฝนนั้น สติไประลึกรู้ที่ศูนย์กลางกาย
โดยที่ "จิตเคลื่อนจากฐานของจิตเอง ด้วยความเผลอของจิต"
จะว่าจิตขาดความรู้ตัว ก็กล่าวได้ครับ
ทำนองเดียวกับคนที่เดินจงกรม แล้วจิตหลงไปที่เท้า
กำหนดลมหายใจ แล้วจิตหลงไปที่ลมหายใจ
บริกรรมพุทโธ สัมมาอรหัง แล้วจิตไปหลงกับคำบริกรรม
เคลื่อนไหวมือ แล้วจิตไปหลงอยู่กับมือ

ผมเห็นสภาวะจิตของผู้เดินวิชชานี้มาหลายคนแล้ว แม้แต่คุณเผด็จ
จิตก็เป็นอย่างเดียวกันนี้ทั้งนั้น
ตรงนี้อธิบายด้วยคำพูดยากครับ แต่ใครที่เคยจิตรวมเข้าถึงความเป็นจิตผู้รู้
มีสติ มีสัมปชัญญะ
ก็จะเข้าใจสิ่งที่ผมพูดได้ชัดเลยครับ
ถ้าคุณไร้รูปสนใจจริงๆ และมีโอกาสพบผม
ผมจะชี้ให้รู้ทันสภาวะจิตที่แตกต่างกัน 2 อย่างนี้ครับ ก็จะหมดสงสัยทันที

"2.เวลาเข้ากลางไม่ใช่เพ่งให้เข้ากลาง
แต่วางจิตสบายๆตามดูตามรู้เช่นสติปัฎฐาน4 แต่ประคองเบาๆไว้
ตรงกลางเท่านั้น"
ตอบ .. ถูกต้องครับที่ว่าไม่ได้เพ่ง(แรงๆ) ให้เข้ากลาง
เพราะถ้าตั้งใจ หรือจงใจเพ่งแล้ว
จิตจะไม่มีทางรวมตัวในภูมิของสมถะได้เลย
เพราะ "สมถะจริงๆ นั้น จะเกิดได้เมื่อหมดความจงใจเท่านั้น"
(ผมเคยตอบในกระทู้ของคุณคนคนนึง ไว้คราวหนึ่งแล้วครับ)
แต่สภาวะอันนั้น ไม่ใช่วิปัสสนาครับ ยังไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐานจริงๆ

"3. สายใยที่จะไปสร้างรูปนั้นไม่มี มันมีเอง"
ตอบ.. ในทางพระพุทธศาสนานั้น
สิ่งทั้งปวงที่ปรากฏขึ้นมาในทางรูปธรรมและนามธรรม
ล้วนแต่ต้องมีเหตุปัจจัยทั้งสิ้นครับ
ไม่มีสิ่งใดที่มีเอง เป็นเองหรอกครับ

"4. หลวงพ่อสดไม่เพ่งลูกแก้ว เพียงแต่ท่องสัมมาอะระหัง แล้วทุกอย่างเกิดเอง"
คอบ .. ท่านไม่จำเป็นต้องเพ่งลูกแก้วหรอกครับ
เพราะระดับท่านนั้น เพียงกำหนดที่ศูนย์กลางกาย ดวงสว่างก็เกิดขึ้นได้แล้ว
ผมเข้าใจว่า (อันนี้คาดเอานะครับ) ท่านเอาลูกแก้วมาให้ผู้ที่อินทรีย์ยังอ่อนใช้ก็เป็นได้ครับ
ส่วนที่ว่าเป็นเองนั้น ก็เหมือนข้อ 3 ครับ คือมันต้องมีเหตุ
และเหตุของสิ่งที่เป็นรูปนามนั้น เกิดจากความปรุงแต่งครับ

"5. แม้ท่องเกสา นึกภาพผม ถ้าไว้ตรงกลางตัวก็เกิดวิชาธรรมกายเช่นกัน"
ตอบ .. เห็นด้วยครับ เพราะจิตชำนาญที่จะเดินไปแนวนั้นแล้ว

"6.ความสำคัญจึงน่าจะอยู่ที่กลางตัว"
ตอบ .. อันนั้นแล้วแต่บุคคลครับ บางคนไม่รู้เรื่องวิชชาธรรมกาย
พอกำหนดมีความสว่างที่ท้องน้อยแล้ว
รัศมีจิตฉายให้เห็นอวัยวะภายในก็มีครับ
แต่หากจิตเชื่อเรื่องพระธรรมกายอยู่แล้ว จิตก็สร้างพระธรรมกายขึ้นมาได้ครับ

"ข้อ7. น่าคิดอีกมากคือพุทธานุภาพ พุทธานุภาพมีจริง
พี่สันตินันท์เคยอธิบายไว้ว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ดับขันธ์จะทำนองคายหรือปล่อย
พลังงานไว้ คนที่ปฏิบัติหรือสัมผัสจะรับรู้ได้ อาจดูเหมือนท่านมาแสดงธรรมได้
คำตอบนี้ผมไม่เคยทราบ และไม่เข้าใจนั้น
แต่คำตอบแบบนี้ บอกสิ่งที่เราไม่เข้าใจหลายอย่าง
เช่น พลังงานทุกชนิดมีการตรวจจับและวัดได้ พลังงานเปลี่ยนเป็นภาพได้เช่นทีวี
เกิดมีพลังงานแบบนี้ชุมนุมกันในที่หนึ่งและวิชาธรรมกายเกิดจับ
และแปลผลม่เป็นภาพ อย่างนั้นจะได้หรือไม่
จริงแล้วผมรู้ว่าสงสัยลำบากพี่สันตินันท์อีก
และผมไม่อยากให้ความคิดนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้ผิดที่ตั้งใจจะหลอกชาวบ้านนะครับ
แต่นี้อาจเป็นความลับของวิชาธรรมกายที่เราๆไม่เคยคิดมาก่อนเลย
ด้วยความเคารพในพระธรรม และผู้ทรงธรรม"
ตอบ .. เป็นไปได้สูงมากครับ ผมเองก็ค่อนข้างโน้มเอียงจะเชื่อเช่นนั้น
เพราะพลังงานของจิตมีอยู่ (ไม่เฉพาะพลังของพระอริยบุคคลเท่านั้น
กระทั่งพลังงานของเทพพรหมทั้งสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ ก็มีอยู่)
ไม่เพียงผมที่จับได้ ผู้ฝึกพลังจักรวาลก็จับได้ ผู้ฝึกวิชชาสมถะอื่นๆ ก็จับได้
และบางคนสามารถน้อมนำมาใช้งานได้ เช่นใช้รักษาโรคบางอย่าง
และใช้อธิษฐานจิตต่างๆ ในยามคับขันจวนตัว เป็นต้น

แต่ถ้าผู้ที่ไปสัมผัสได้นั้น ขาด "สัมมาทิฏฐิ"
ก็พร้อมที่จะปรุงแต่งว่า พลังงานอันนั้น คืออย่างนั้นอย่างนี้
เป็นการปรุงแต่งไปตามความคิดนึกปรุงแต่งของตน ที่ตนคุ้นชิน
เช่นเป็นพลังธรรมชาติบ้าง พลังของจักรวาลบ้าง
เป็นพระเป็นเจ้าหรือปรมาตมันบ้าง
หรือนึกว่าเป็นพลังของพระพุทธเจ้าในพระนิพพาน
แล้วจิตที่เคยชินกับการสร้างรูปพระในลูกทรงกลม
ก็ปรุงภาพนั้นขึ้นมา แล้วเข้าใจเอาว่า นี้แหละคือพระนิพพาน
ทั้งที่สิ่งนี้กับพระนิพพานนั้น แตกต่างจนนำมาเทียบกันไม่ได้เลย

(ที่จริงวิชชาธรรมกายไม่ได้มีเท่าที่เรากล่าวกันนี้นะครับ
อย่างมารนั้น ไม่เพียงรุกรานโลกทั้ง 3 ได้เท่านั้น
กระทั่งนิพพาน ก็ยังเข้าไปรุกรานได้
ยังมีเรื่องจักรพรรดิ ฯลฯ อีกเยอะครับ
แล้วจะค่อยนำมาเล่าให้ฟังประดับความรู้ครับ
แต่สรุปก็คือ ท่านแปลงรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง เป็นดวงๆ ไปหมดครับ
แล้วเป้าหมายที่แสดงว่าฝึกสำเร็จก็คือ สามารถรักษาโรคได้
และสามารถทำวิชชาสู้กับมารได้)

วันนี้ดีใจที่ได้คุยกับคุณไร้รูปครับ
ผมนึกอยู่แล้วว่า ที่จริงผู้เรียนรู้วิชชาธรรมกายนั้น
มีมากทีเดียวที่มีเนื้อแท้ของความเป็นบัณฑิต
หากเปิดตัวออกมาศึกษาธรรม หรือแลกเปลี่ยนความรู้ในการปฏิบัติกับเพื่อนๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเอา "สภาวะ" มาคุยกัน
ก็จะลดช่องว่างต่างๆ ลงได้มากทีเดียว
[15 พ.ค. 2542 15:32:02]

สำหรับเรื่องคุณเผด็จ ผมยืนยันไม่ได้ว่าท่านทำเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ
เพียงแต่ ท่านเรียนวิชชาธรรมกาย สอนวิชชาธรรมกาย
แต่ที่จริงธรรมกายบางสายก็ไม่ยอมรับท่านครับ
แต่ชาวธรรมกายสายอื่นที่เคยพบ ก็ปฏิบัติแนวเดียวกันนั้นเองครับ
จะต่างกันไปบ้างก็ตรงวิชชาธรรมกายชั้นสูง ที่ต่างฝ่ายต่างพัฒนากันไปไม่หยุด
เนื่องจากมารเขาก็ทำวิชชาไม่หยุดเหมือนกัน
ตรงนี้ผมตามเรียนไม่ไหว เพราะแต่ละสายก็พัฒนาไปเรื่อยๆ
(อย่างเรื่องถวายข้าวพระ บางสายก็ปฏิเสธครับ)
แล้วค่อนข้างปกปิดด้วยครับ เพราะเขากลัวมารจะรู้
ที่ทราบมาได้ก็เพราะพอจะรู้จักผู้ทำวิชชาบางคนน่ะครับ

สำหรับเรื่องจักรพรรดิและกายสิทธิ์นั้น
ศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำยืนยันว่า เรียนมาจากหลวงพ่อครับ
(ผมโตไม่ทันจะไปเรียนกับท่าน ตอนท่านเสียเพิ่ง 10 กว่าขวบครับ)

จุดที่น่าสนใจก็คือ วิชชาธรรมกายนั้น
นำธรรมทางพระพุทธศาสนาไปอธิบายใหม่อย่างไร
เช่นเรื่องขันธ์ 5 มีคำอธิบายดังนี้ครับ
1. รูปขันธ์ มีลักษณะสัณฐานกลม ใสบริสุทธิ์ สะอาด ประมาณเท่าเม็ดโพธิ์เม็ดไทร
หรือหยาดน้ำมันงาใส ติดอยู่ที่ปลายขนจามรี ที่มัชฌิมบุรุษสลัดเสียแล้ว 7 ที
ตั้งอยู่ในกำเนิดธาตุธรรมเดิม
(รูปขันธ์ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือมหาภูตรูป กับอุปาทายรูป
ส่วนสิ่งที่เล็กเหมือนน้ำมันงาที่ติดปลายผมแล้วสลัดเสียอีก 7 ครั้ง
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคำอธิบายความเล็กของอสุจิ
- ถ้าจำผิดขออภัยนะครับ ไม่มีเวลาค้นคว้าพระไตรปิฎก)
2. เวทนาขันธ์ มีลักษณะสัณฐานกลม ใสสะอาดกว่ารูปขันธ์ แต่เล็กกว่า
ซ้อนอยู่ในชั้นที่ 2 ของรูปขันธ์
3. สัญญาขันธ์ มีลักษณะสัณฐานกลม ใสสะอาดกว่าเวทนาขันธ์ แต่เล็กกว่า
ซ้อนอยู่ชั้นที่ 3 ของรูปขันธ์
4. สังขารขันธ์ ....
5. วิญญาณขันธ์ ....
นี่แหละครับ ธรรมทั้งรูปธรรม และนามธรรม ถูกแปลงเป็นรูปกลมๆ ใสๆ ทั้งหมด
ไม่มีรูป มีนามอะไรแล้วครับ มีแต่รูปกลมใส

หากธรรมของพระพุทธเจ้า ถูกอธิบายเปลี่ยนแปลงสภาวะไปหมด
ธรรมนั้น ก็ย่อมไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วครับ
[16 พ.ค. 2542]

ผมจึงยืนยันบ่อยครั้งว่า ชาววัดไม่ใช่คนเลว
ถ้านับเพียงขั้นทานขั้นศีล จัดว่าดีมากทีเดียว
แต่อยากให้เขาได้ดีมากขึ้น สมกับที่เขาเป็นคนดี
ไม่ใช่หยุดความดีอยู่เพียงเท่านั้น แล้วตกเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของคนอื่น
บางคนมีสมาธิดีแล้ว เติมการเจริญสติปัฏฐานเข้าจริงๆ
ก็จะก้าวกระโดดทางธรรมได้
ที่ผมพยายามพูดแล้วพูดอีก ก็เพราะเห็นใจคนเหล่านี้ครับ

ขอเพิ่มเติมเรื่องที่คุณไร้รูปกล่าวไว้ แล้วผมยังตอบไม่ครบ
ตรงที่เห็น จำ คิด รู้ ซ้อนเข้าที่ศูนย์กลางกายนั้น
มันเป็นหลักของสมถะล้วนๆ ครับ
ตือ "จิตจดจ่อเข้าในอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง"
เพราะหลักวิปัสสนาจะเริ่มจากการจำแนกรูปนามขันธ์ 5
ไม่ใช่เอาทุกอย่างไปซ้อนลงในรูปที่สร้างขึ้นครับ
[17 พ.ค. 2542]

<Previous   Next>