header image
Home arrow มุมมอง arrow ทั่วไป arrow ธรรมกาย1 : คุยกับชาวธรรมกาย
ธรรมกาย1 : คุยกับชาวธรรมกาย
วิชชาธรรมกายนั้น จำแนกได้ 2 ส่วนครับ
คือวิชชาเบื้องต้น กับวิชชาชั้นสูง
วิชชาชั้นต้นนั้น ท่านเจ้าคุณพรหมโมลี
ซึ่งตอนนี้ใครๆ ก็กล่าวหาว่าท่านเข้าข้างวัดพระธรรมกาย
ท่านเคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า เป็นเพียงสมถะที่เจือด้วยวิปัสสนาเบื้องต้นเท่านั้น
สำหรับวิชชาธรรมกายชั้นสูง
ทั้งเรื่องธรรมกายดำ ธรรมกายขาว ที่ต่อสู้กัน
เรื่องพระพุทธเจ้าต้นธาตุ และพระพุทธเจ้ามนุษย์
และเรื่องนิพพานเป็นอัตตา
อันนี้แหละครับ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธศาสนาเลย

จุดที่น่าคิดก็คือ เพราะเหตุใดเมื่อเดินวิชชาเบื้องต้นไปแล้ว
ปลายทางจึงแตกแขนงไปไกลได้ขนาดนั้น
ผมเห็นว่า น่าจะเนื่องจากเป็นการทำสมถะ
โดยขาดสัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องชี้นำนั่นเอง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัมมาทิฏฐิด้วยอริยสัจจ์ 4
และท่านกล่าวถึงอวิชชาว่า คือการไม่รู้อริยสัจจ์ 4
เมื่อเริ่มปฏิบัติ โดยไม่มีสัมมาทิฏฐิเป็นเครื่องประคับประคอง
การปฏิบัติจึงพลาดไปไกลได้ขนาดโต้แย้งพระสัทธรรม
เพราะความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนนั่นเอง
เนื่องจากไม่ทราบว่า ความอยากและความยึด จะนำทุกข์มาให้
[9 พ.ค. 2542]

คำถามของ คุณคนคนนึง น่าสนใจดีครับ
เพิ่งเคยเห็นชาวธรรมกายในห้องสมุด
ถามว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร และถามด้วยความสุภาพ
คือถามว่า
"ธรรมกายได้แบ่งไว้เป็น 18 กาย
คือตั้งแต่กายมนุษ์หยาบกายมนุษย์ละเอียด...กายธรรมโคตรภู...กายพระโสดา..กายพระอรหัต
ผมไม่แน่ใจว่าจะนำไปเทียบกับรูปฌาณ4 อรูปฌาณ4 โคตรภู โสดาปัตติมรรคโสดาปัตติผล.
อรหัตมรรคอรหัตผล ได้หรือไม่"

ขอเรียนว่า วิชชาธรรมกายทั้ง 18 กายนั้น
รวมความแล้วจะอยู่ภายในไม่เกิน "ปฐมฌาน" เท่านั้นครับ
เพราะอาการที่จิตกำหนดเข้าไปที่กลางของกลางกายเป็นลำดับชั้นไปนั้น
แสดงให้เห็นว่า จิตยังมี "วิตก" คือการตรึกนึก
หรือการยกเอารูป เพื่อกำหนดเข้ากลางไปตามลำดับ มาเป็นอารมณ์
ประการสำคัญที่สุด
อาการที่กำหนดเข้าไปที่จุดศูนย์กลางกายนั้น
แท้จริงยังเป็นสภาวะของสมาธิธรรมดา
ยังไม่ถึงขั้นสัมมาสมาธิ ซึ่งจำเป็นสำหรับการทำวิปัสสนา

ถ้าคุณคนคนนึง รู้จักจิตที่รู้ตัว ตั้งมั่น เป็นกลาง อ่อนโยน ควรแก่การงาน
จะทราบชัดด้วยตนเองว่า การกำหนด"เพ่งจิตออก" ไปรู้ที่ศูนย์กลางกายนั้น
เป็นสมาธิที่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
ความรู้สึกตรงนั้นจะเงียบสงบจริงครับ
แล้วง่ายที่จิตจะน้อมเข้าไปเกาะตรงจุดนั้น แล้วสงบตามไปด้วย
เหตุใดจุดนั้นจึงสงบ
ก็เพราะว่ากิเลสตัณหาอุปาทาน ไม่ได้ผุดขึ้นจากจุดศูนย์กลางกาย
(แต่มันกระทบให้จิตรู้ได้ที่ หทยวัตถุ ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ท้องน้อย)
โอกาสที่จะเห็นการเกิดและดับของรูปนามอย่างเป็นปัจจุบัน จึงไม่มีจริง
แต่กิเลสตัณหาจะเหมือนจางลงๆ ไปตามลำดับ
เพราะจิตเรา "ไม่เข้าไปรับรู้"
ไม่ใช่เพราะถูกอริยมรรคชะล้างไปตามลำดับ

ถ้าคุณคนคนนึง จริงใจ ที่จะเรียนรู้แนวทางปฏิบัติธรรมเพิ่มเติม
ผมยินดีสนับสนุน ขอเวลาพบผมสัก 2 ชั่วโมงเท่านั้น
ผมคิดว่าพอจะช่วยให้ทราบความแตกต่างระหว่างวิชชาธรรมกาย กับสัมมาสมาธิได้ครับ
(ถ้าไม่ฝึกวิชชาธรรมกายจนติดแน่นฝังลึกแล้วนะครับ ถ้าฝังลึกก็ต้องแก้กันนาน
แต่ผมก็เคยแก้กรรมฐานให้เพื่อนที่ได้ธรรมกายระดับละเอียดมาแล้วเหมือนกัน)

เหตุผลที่ผมไม่เลือกที่จะอธิบายธรรมะที่แตกต่างกันด้วยคำพูด
โดยเฉพาะเรื่องฌานสมาบัติ จนถึงมรรคผล
ก็เพราะคำพูดมันสื่อ "สภาวะ" ได้ไม่ดีพอ
พูดกันอีกสิบกระทู้ก็ยังยากจะเข้าใจได้
สู้เรียนรู้กัน จากจิตสู่จิต จะเข้าใจได้ง่ายกว่ากันมากครับ

อันนี้ก็แล้วแต่คุณคนคนนึง จะพิจารณาตัดสินใจเอาเองครับ
เพราะการที่ผมจะต้องแนะนำกรรมฐานนั้น
ผมก็ต้องเสียเวลาและกำลังจิตเหมือนกัน
แต่ที่ทนทำอยู่ทุกวันนี้ ก็เพื่อแทนคุณพระพุทธเจ้าเท่านั้น
ทั้งที่ใจจริงเอือมระอาการถกเถียงกันเรื่องศาสนาเต็มทีแล้วครับ
อยากจะมุ่งขัดเกลาตนเองมากกว่ามายุ่งกับผู้อื่น
[11 พ.ค. 2542]

ผมได้ทราบว่า คุณคนคนนึง อยู่ต่างประเทศ
จึงจำเป็นที่เราจะต้องคุยกันทางตัวหนังสือครับ
เสียดายที่ว่า แทนที่จะเข้าใจกันได้ในเวลาสักชั่วโมงหนึ่ง
กลับต้องใช้เวลาคุยกันนานมาก แล้วก็จะเข้าใจได้เพียงผิวเผินเท่านั้น
เพราะธรรมะที่แท้จริงนั้น
ยากจะเรียนรู้ได้ด้วยการอ่านและการฟัง รวมทั้งการคิดๆ เอาด้วย

ก่อนที่ผมจะตอบคำถาม ขอโอกาสกล่าวถึงหลักการปฏิบัติธรรมก่อนนะครับ
ถ้าเข้าใจตรงนี้ จะช่วยให้เข้าใจคำตอบได้ง่ายขึ้น

ที่จริงก่อนที่เราจะฝึกหัดปฏิบัติธรรม
เราควรมีสัมมาทิฏฐิเสียก่อนว่า
พระพุทธศาสนานั้น ท่านมุ่งเน้นการฝึกจิตตนเองจนพ้นจากทุกข์
เพราะจิตเกิดความรู้ความเข้าใจอริยสัจจ์ 4
ความสงบก็ดี การรู้การเห็นก็ดี
กระทั่งการเข้าไปอยู่รวมกับบรมอัตตาหรือปรมาตมันก็ดี
ยังไม่ใช่แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
เพราะไม่ได้ต่างอันใดกับลัทธิฮินดูเลยครับ

เมื่อเราทราบแล้วว่า เราจะปฏิบัติเพื่อปลดเปลื้องจิตใจออกจากทุกข์
เราก็ต้องทราบเสียก่อนว่า ความทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน ดับไปที่ไหน
ความทุกข์เกิดได้เพราะเหตุใด ทำอย่างใดเหตุแห่งทุกข์จะดับไป

พระผู้มีพระภาคจึงทรงประทานธรรมอันประเสริญสูงสุด
คือมหาสติปัฏฐาน หรือการเจริญสติอันยิ่งใหญ่
เพื่อให้เราปฏิบัติตาม จนก้าวถึงความพ้นทุกข์ได้

หลักสำคัญของการเจริญสติปัฏฐาน อยู่ที่ว่า
เราต้องเตรียมความพร้อมของจิตให้ดีเสียก่อน
คือจิตที่จะเจริญสติปัฏฐานได้จริง ต้องเป็นจิตที่มีคุณภาพ
คือเป็นจิตที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำ มีความรู้ตัวไม่เผลอ
มีสติว่องไวรู้เท่าทันสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
มีความเป็นกลางต่อสภาพธรรมที่ไปรู้เข้า
จิตชนิดนี้ จึงเป็นจิตที่สามารถทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์อารมณ์
หรือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้

"เครื่องมือหนึ่ง" ในการสร้างจิตชนิดนี้คือสัมมาสมาธิ
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยฌาน 4 ที่เป็นแบบสัมมาสมาธิ
ได้แก่ การที่จิตสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและความสุขเกิดแต่ความวิเวก

เมื่อจิตบรรลุปฐมฌานแล้ว จะพบความผ่องใสแห่งจิตภายใจ
ตัวผู้รู้ หรือจิต จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดแยกจากสิ่งที่ถูกรู้
ความฟุ้งซ่านของจิตอันได้แก่วิตกวิจาร ก็จะสงบระงับไป
เหลือแต่จิต ที่รู้ปีติและความสุข มีปีติและความสุขเป็นอารมณ์ที่จิตรู้

ถัดจากนั้นผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นว่า ตัวจิตที่รู้อารมณ์นั้นเป็นกลาง คือเป็นอุเบกขา
ส่วนปีติอันเป็นความโลดโผนของจิตจะดับไป เหลือแต่ความสุขอันประณีต
ผู้ปฏิบัติจะมีความรู้ตัวไม่เผลอส่งจิตเข้าไปยึดถือความสุขที่จิตไปรู้เข้า
และมีสติระลึกรู้ความสุขนั้นด้วย
สภาวะอันนี้เป็นตติยฌาน

ถัดจากนั้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นอีกว่า ความสุขที่เกิดขึ้นนั้น ยังเป็นของหยาบ
เป็นภาระที่จิตจะต้องแบกหาม
จิตจะสลัดความสุขทิ้ง คราวนี้จิตก็เป็นกลาง และรู้อารมณ์ที่เป็นกลาง
อะไรสักเล็กน้อยแปลกปลอมเข้ามาสู่ภูมิรู้ของจิต
จิตจะรู้เท่าทันชัดเจนทีเดียว
เปรียบเหมือนเราเช็ดโต๊ะจนสะอาดและไม่มีสิ่งของตั้งบนโต๊ะ
แม้ขี้ฝุ่นเล็กๆ แปลมปลอมมาตกบนโต๊ะ เราก็รู้ชัดได้ทันที
สภาวะจิตตรงนี้จึงเป็นจิตที่ตั้งมั่น มีสติว่องไว อ่อนโยน ควรแก่การนำไปเจิรญสติปัฏฐาน

เช่นผู้ที่จะเจริญกายานุปัสสนา ก็ใส่ใจที่จะรู้กายที่กำลังปรากฏ
จะเจริญเวทนานุปัสสนา ก็ใส่ใจที่จะรู้เวทนาที่กำลังปรากฏ
จะเจริญจิตตานุปัสสนา ก็ใส่ใจจะรู้จิตสังขาร
เช่นความคิดนึกปรุงแต่ง ดีชั่วต่างๆ ที่กำลังปรากฏ
หรือจะเจริญธัมมานุปัสสนา ก็มีสติระลึกรู้กลไกการทำงานของจิต
เช่นรู้อริยสัจจ์ รู้การเกิดขึ้นและดับไปของนิวรณ์
รวมทั้งอิทธิพลหรือการทำงานของมัน  เป็นต้น

เมื่อจิตมีสติรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
โดยจิตไม่เผลอกระโดดเข้าไปยุ่งเกี่ยวยึดเกาะสภาพธรรมนั้น
สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จะแสดงไตรลักษณ์ทันที
ต่อหน้าต่อตา และไม่ขาดวรรคขาดตอน
จิตก็ได้เรียนรู้เรื่อยไป จนถึงจุดหนึ่งก็จะสรุปความรู้ได้ว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นล้วนแต่ต้องดับไปทั้งสิ้น
ถึงจุดนี้จิตจะปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมด
ก้าวกระโดดเข้าสู่นิโรธะคือความดับสนิทของบรรดาสังขารธรรมทั้งปวง
มรรคผล ก็บรรลุกันตรงนี้ครับ

ที่เล่ามายืดยาวนี้ เพื่อตอบคำถามแรกของคุณคนคนนึง
ที่ว่าวิชชาธรรมกายเทียบได้กับฌาน และมรรคผลนิพพานหรือไม่
หากลองดำเนินจิตตามที่ผมกล่าวมานี้
ก็จะทราบในทันทีครับว่า
การเพ่งกสิณ การสร้างรูปนิมิต โดยมีทฤษฎีชี้นำหรือมิจฉาทิฏฐินั้น
จิตไม่สามารถเข้ามาเจริฐสติปัฏฐานได้จริง
คำว่ากายพระโสดาบัน กายพระอรหันต์
เป็นการยืมชื่อพระอริยบุคคลมาใช้เรียกรูปนิมิตเท่านั้น
เหมือนที่ข้างทำเนียบรัฐบาลมีถนนพิษณุโลก
ถัดออกไปมีถนนสุโขทัย
ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลไม่ได้อยู่ใกล้พิษณุโลกและสุโขทัยเลย

หรือไปเรียกดวงนิมิตว่าดวงธัมมานุปัสสนาบ้าง
ดวงปฐมมรรคบ้าง
ก็เป็นการยืมชื่อมาใช้เรียกกันอย่างอัตตโนมัติ
กระทั่งชื่อวิชชาธรรมกาย ก็เป็นการยืมพระนามของพระพุทธเจ้ามาใช้เท่านั้นเอง
เพราะธรรมกายแท้จริงคือองค์พุทธคุณ
ธัมนุปัสสนาก็เป็นหลักเป็นวิธีเจริญสติปัฏฐาน
มรรค ก็คืออริยมรรคที่จะประหารกิเลส
นับเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิงครับ

ผมอ่านคำสอนขององค์หลวงพ่อวัดปากน้ำ(หลวงพ่อสด)
ท่านระบุเลยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะวิชชาธรรมกาย
แล้วท่านก็เคารพพระธรรม คือพระธรรมกายนั้นเป็นสรณะ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทรงตรัสรู้เพราะทรงเจริญสติปัฏฐาน
ในหมวดอานาปานสติ ซึ่งมี 4 ขั้นตอน
จนถึงจุดหนึ่งท่านจึงเจริญธัมมนานุปัสสนา
รู้อริยสัจจ์ 4 (ปฏิจจสมุปบาท) จนแทงตลอดในธรรม
ระหว่างพระธรรมกาย กับปฏิจจสมุปบาทนั้น เป็นเรื่องคนละเรื่อง
ที่ไม่อาจโยงเข้าถึงกันได้เลยครับ

มาถึงคำถามสุดท้ายที่ว่า
"ท่านยังบอกว่าถ้าไม่ถนัดก็ให้ทำใจให้สงบนิ่งๆ ไม่ทราบว่าผมจะเข้าใจถูกหรือไม่ว่า
ถ้าหากเราทำใจสงบนิ่งๆโดยที่มีสติสัมปชัญญะกำกับแล้วจะรู้จะเห็นเป็นอย่างอื่น
(คือแทนที่จะเห็นธรรมกายเป็นชั้นๆ
เราจะเห็นอะไรแทนครับ เพราะเท่าที่ผมทราบมาท่านก็ให้ใช้สติกำกับด้วย
ส่วนธรรมกายนั้นจะผุดขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ต้องไปนึกหรือคิดอะไร)"

ผมขอเรียนอย่างตรงไปตรงมาว่า
สิ่งที่ท่านสอนนั้นถูกต้องโดยหลักของสมาธิธรรมดาครับ
เพราะถ้าคุณอยากเห็นดวงนิมิต
คุณจะใช้กำลังสติที่กล้าแข็งไปเพ่งเอาที่ศูนย์กลางกายไม่ได้
สมาธินั้นมีเคล็ดลับที่สำคัญคือ ต้องดำเนินจิตโดยปราศจากความจงใจเพ่งจ้อง
หากประคองสติระลึกรู้อยู่ที่ศูนย์กลางกายอย่างสบายๆ
จิตจะรวมเข้าที่ศูนย์กลางกายได้ แล้วดวงนิมิตก็จะปรากฏออกมาเป็นดวงสว่าง
เมื่อมีดวงสว่างแล้ว จิตที่เคยรู้ว่าตรงนี้มีพระธรรมกาย
ก็จะสร้างรูปพระจากอำนาจของดวงสว่างนั้นเอง
เมื่อจ้องเข้าที่กลางรูปพระ ถ้าจ้องแรงก็ไปต่อไม่ได้
ต้องประคองสติเบาๆ ระลึกพอดีๆ ก็จะเกิดนิมิตซ้อนต่อไปอีก

สิ่งที่หลวงพ่อของคุณสอน จึงถูกต้องครับ
แต่ถูกต้องในหลักของสมถะล้วนๆ (ผมเลี่ยงคำว่ามิจฉาสมาธิน่ะครับ)
และไม่ใช่สัมมาสมาธิตามหลักฌาน 4 ที่ผมยกมากล่าวในตอนต้นนั้นเลย
ขาดอะไรทราบไหมครับ
ขอเรียนว่า ขาดความรู้ตัว ซึ่งเป็นธรรมอันเอก ครับ
เรียกว่ามีสติ แต่ขาดสัมปชัญญะ
คือถ้าจิตจะระลึกรู้ดวงนิมิตนั้น โดยจิตไม่เผลอส่งกระแสไหลเข้าไปในดวงนิมิต
เห็นนิมิต สักแต่ว่าเป็นสภาพธรรมอันหนึ่งที่กำลังปรากฏ
ก็จะเห็นนิมิตนั้นเกิดแล้วก็ดับไป เช่นเดียวกับสภาพธรรมอื่นๆ นั่นเอง
รูปนิมิตนั้น ไม่ใช่ที่พึ่งที่อาศัยอันปลอดภัยใดๆ เลย
เมื่อจิตหมดความสำคัญมั่นหมายแล้ว
จิตจะรวมรู้ลงที่จิตผู้รู้ ไม่ใช่ส่งหลงออกไปที่รูปนิมิตนั้น

ที่ผมทราบอาการดำเนินของจิตอย่างนี้ ก็เพราะเคยพบเห็นผู้ทำวิชชามาแล้ว
ที่จิตจะเคลื่อนออกไปเกาะอารมณ์ที่ศูนย์กลางกาย
การที่จิตเคลื่อนไปนั้น มันเคลื่อนหรือทะยานอยาก(มีตัณหา)
ด้วยอำนาจของโมหะและราคะ
โมหะคือไม่รู้ว่านั่นไม่ใช่ทาง จิตกำลังเคลื่อนอยู่ก็ไม่รู้ว่ากำลังเคลื่อน
จิตสร้างภพ ก็ไม่รู้ว่ากำลังสร้างภพ
แล้วจิตก็ไปสบายเสวยอารมณ์คือนิมิตด้วยอำนาจของราคะ

อ้าว ยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งที่ยังไม่ได้ตอบครับ ที่ถามว่า
"ผมก็ยังสงสัยว่าจะเป็นไปได้ไหม
ที่จิตของบางคนอาจจะตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย
เพราะมันก็ไม่ไกลจากกลางอกเท่าไหร่นัก"

ขอเรียนว่า จิตนั้นตั้งที่ไหนก็ได้ครับ
กระทั่งจะถอดจากกาย ไปตั้งบนยอดไม้ก็ไปได้
แต่จิตที่รู้ตัว ตั้งมั่น รู้กิเลสตัณหานั้น
กิเลสตัณหาเกิดที่ใด ก็ต้องไปดูในที่นั้นสิครับ
เหมือนเราจับกระต่าย ก็ควรเฝ้าอยู่ที่ปากรูของมัน
จะเที่ยวเพ่นพ่านไปหาที่โน้นที่นี้ทำไมกันครับ
กิเลสเกิดที่ไหน ก็รู้มันตรงนั้นแหละครับ
หรืออย่างเวลาเราขัดใจมากๆ ที่เขามาว่าหลวงพ่อของเรา
รู้สึกแน่นในอก หรือรู้สึกแน่นที่ท้องน้อยละครับ
อันนี้ผมว่าเราอย่างเพิ่งกล่าวถึงเรื่องของคนอื่นเลยครับ
เอาเป็นว่า ถ้าความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกเฉยๆ
หรือราคะ โทสะ โมหะ
หรือแรงทะยานอยากของจิต
สิ่งเหล่านี้เกิดที่ไหน ก็รู้ตรงนั้นดีกว่าครับ
มันจะอยู่ที่หทยวัตถุ หรือที่ท้องน้อย ก็ช่างมัน
ดูของจริงเอาเลย แล้วก็จะทราบความจริงครับ
[12 พ.ค. 2542]

ถามเร็วเหลือเกินครับ
ขอตอบสั้นๆ เป็นข้อๆ เลยนะครับ

"1. ผู้ที่ปฏิบัติเข้าถึงธรรมกายในระดับหนึ่งจะสามารถแก้ผังชีวิตของคนได้"
- การแก้ผังชีวิตไม่ใช่จุดประสงค์ของพระพุทธศาสนาครับ
ลองพิจารณาสักนิดนะครับ ว่าการแก้ไขนั้น
เกิดเพราะความหวงแหนในขันธ์ 5 นี้ใช่ไหม
แล้วแก้ได้ตลอดไปจริงไหม
ความจริงก็คือ ไม่มีใครแก้ได้ทุกคราวไป
หากกรรมตัดรอนแล้ว อย่างไรก็ต้องตายครับ
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นก็คือ ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์
ทำอย่างไรจะพ้นเด็ดขาดจากกองขันธ์นี้
ไม่ใช่ถนอมขันธ์อันเป็นก้อนอัตตานี้ไว้อย่างนั้น
เพราะไม่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดไปครับ

"ตามความเห็นของคุณสันตินันท์
วิชชาธรรมกายจะไม่มีทางที่จะได้ญาณอันสุดท้ายหรือครับ"
- ญาณในวิชชา 3 นั้น 2 อย่างแรกเป็นโลกียญาณ
วิชชาธรรมกายทำได้ครับ
ส่วนญาณที่ 3 เป็นญาณแห่งการหลุดพ้น เป็นวิปัสสนาญาณทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ไม่ทราบว่าเคยได้ยินคำว่าโสฬสญาณหรือญาณ 16 ไหมครับ
ที่เริ่มต้นด้วยนามรูปปริจเฉทญาณ หรือการจำแนกรูปนามขันธ์ 5
จุดเริ่มต้นของวิปัสสนาเริ่มตรงนี้ครับ
ซึ่งวิชชาธรรมกายไม่ได้เข้ามาที่ตรงนี้เลย
มีแต่สร้างรูป แล้วยึดรูป จน "นิพพาน" แล้วรูปก็ยังอยู่อีก

ผู้เจริญวิปัสสนาที่ไม่สามารถจำแนกรูปนาม
ไม่รู้สภาพธรรมคือรูปนามที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า
ไม่มีทางล้างอวิชชาตัณหาอุปาทาน เข้าถึงความหลุดพ้นได้เลย

"ส่วนคนที่สามารถเข้าถึงธรรมกายพระอรหัต
จะถือว่าเป็นการคิดเอาเองหรือเปล่าครับว่าหลุดพ้นแล้ว"
-คิดเอาเองครับ ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ
ถ้าฝึกจนได้วิชชาธรรมกายแล้ว ลองดูองค์หลวงพ่อวัดปากน้ำสิครับ
ยังเกิดในสวรรค์ชั้นต้นๆ เท่านั้นเอง
เพียงแต่ชาวธรรมกายคิดต่อไปให้ท่าน ว่าท่านเป็นต้นธาตุ เกิดได้อีก
ที่คิดได้อย่างนั้น เพราะไม่เข้าใจปฏิจจสมุปบาทครับ
ว่าความเกิดของรูปนามนั้น เกิดได้ด้วยอวิชชาเท่านั้น

ผมเสียดายจัง ถ้าคุณคนคนนึง อยู่ใกล้ๆ ผม
ผมจะสอนวิธีให้รู้จักสภาพจิตของผู้อื่น
แล้วลองกลับไปดูท่านที่สอนคุณมา
ก็จะทราบว่า ท่านเหล่านั้น ยังเป็นปุถุชนอยู่ครับ
ที่จริงท่านเหล่านั้น ก็รู้ตัวนะครับว่ายังไม่บรรลุมรรคผลอะไรเลย

"2. เห็นผู้ทำวิชชาได้ปกติจะนำวิชชาไปต่อสู้กับพวกมาร"
นี่แหละครับ มันเกิดจากวิชชาธรรมกายชั้นสูงล่ะครับ
ที่เชื่อว่าในสากลจักรวาลมีธรรมกาย 2 ฝ่าย คือธรรมกายดำ(มาร) กับธรรมกายขาว
ผมเรียนตามตรงก็ได้ว่า ชาวธรรมกายสายอื่น
เขาก็เห็นว่าชาววัดพระธรรมกายเป็นสายดำ
เกิดมาเพื่อทำลายธรรมกายขาว
ทางวัดพระธรรมกายก็ทำวิชชา ไว้สู้ธรรมกายดำเหมือนกัน
เพราะคิดว่าตนเป็นฝ่ายขาวเหมือนกัน

รวมความแล้ว ไม่ได้ทำเพื่อความพ้นทุกข์ อันเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาครับ
คล้ายการฝึกวิทยายุทธ์มากกว่าครับ

"มีไหมครับที่พระอรหันต์จะไม่ได้ทั้งวิชชาและจรณะ ส่วนอภิญญา6
นั้นถ้าหากปฏิบัติแค่สมถะภาวนาแล้วได้ ก็คิดว่าคงจะได้ง่ายกว่าอันอื่นถูกไหมครับ"
-ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ คือพระพุทธเจ้าครับ
ส่วนอภิญญา 6 นั้น 5 อย่างแรกเป็นสาธารณะ ไม่ใช่พระอริยบุคคลก็มีได้
และพระอริยบุคคลบางท่านก็ไม่มี
ไม่ใช่ของดีวิเศษอะไรนักหนาหรอกครับ
เพราะพระเทวทัตท่านก็เหาะได้ แต่ก็พลัดลงอเวจีไปแล้ว

นอกเรื่องสักหน่อยครับ ผมเคยสนทนาธรรมกับพลวงพ่อพุธ ฐานิโย
ท่านบอกว่าท่านไม่สนใจเรื่องอภิญญา (ทั้งที่ท่านก็มีอภิญญาบางอย่าง)
อย่างการฝึกเพื่อให้เหาะได้นั้น อย่างมากก็เหาะได้เฉพาะบุคคล
สู้วิชาวิทยาศาสตร์ไม่ได้ เขาทำเครื่องบินให้เหาะได้ทีละหลายร้อยคน
ไม่เหมือนวิชาพ้นทุกข์ของพระพุทธเจ้า ที่ใครก็ไม่มีวิชาอย่างนี้

"4) ขอเปลี่ยนเรื่องนิดนึงนะครับ ผมสังเกตในยามที่โกรธ
ที่รู้สึกมักจะเป็นตรงหัวมากกว่าจะเป็นตรงส่วนอื่น"
- อ๋อ อันนั้นประเภทโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ความดันขึ้นแล้วครับ
มันเป็นอาการทางกายไปแล้วครับ
คราวนี้เอาใหม่ครับ มาสังเกตให้ละเอียดขึ้นว่าความโกรธเกิดได้อย่างไร
เอาตั้งแต่ได้ยินคนพูดขัดใจเราเลย
เสียงทำให้เราโกรธได้ไหม
หรือว่าเสียงไม่ได้ทำให้โกรธ
แต่การแปลความหมายของเสียง (เช่นแปลเสียงออกว่า เขาพูดอย่างนี้ๆ) ทำให้โกรธ
หรือการแปลความหมายก็ยังไม่ทำให้โกรธ
แต่การตีค่าว่า ดี/ไม่ดี (เช่น อ้าว หมอนี่กำลังด่าเรานี่) ทำให้โกรธ
หรือการตีค่าก็ยังไม่โกรธ
แต่มันกระตุ้นโทสานุสัยให้พุ่งขึ้นมา จึงโกรธ
หรือว่าโทสานุสัยที่พุ่งขึ้นมาก็ยังไม่ทำให้โกรธ
แต่การที่จิตเคลื่อนตามแรงกระตุ้นของโทสานุสัย จึงทำให้โกรธ

ถามมาหลายเรื่อง ผมชอบคำถามสุดท้ายนี้มากเลยครับ
เพราะนี่แหละ เป็นคำถามของชาวพุทธ ผู้พยายามจะต่อสู้กิเลสตัณหา
ขออนุโมทนาครับ
[12 พ.ค. 2542]

ขอเรียนคุณคนคนนึง เพิ่มเติมสักเล็กน้อยครับ
คือการตอบที่ผมตอบนั้น มุ่งเอาความเข้าใจเป็นหลักอย่างไม่อ้อมค้อม
บางอย่างที่ตอบอาจจะตรงเกินไปในความรู้สึก หรือรู้สึกว่าเป็นการล่วงเกิน
ก็ขออย่าได้เข้าใจว่ามีเจตนาร้ายหวังล่วงเกินใดๆ เลยครับ
และหากมีสิ่งใดไม่พอใจ ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ
[12 พ.ค. 2542 18:41:34]

สาธุครับ คุณคนคนนึง
อย่างนี้จึงนับว่าเป็นผู้แสวงหาที่แท้จริงครับ
เมื่อแสวงหารอบด้านแล้ว จะสมัครใจ พอใจปฏิบัติแนวทางใด ก็ได้ครับ
ดูเอาที่เหมาะสม หรือแก้ปัญหาชีวิตของตนได้มากที่สุด
ไม่เป็นการเบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ได้เท่านี้ก็ดีวิเศษแล้วครับ

เช่นถ้าต้องการฤทธิเดช อยากได้อภิญญา จะฝึกวิชชาธรรมกายก็ได้
(ที่จริงสายปฏิบัติอื่นก็ทำได้เหมือนกันครับ ไม่ใช่มีอภิญญาเฉพาะธรรมกาย
เช่นครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า ศิษย์ครูบาศรีวิชัย
ท่านเหยียบรอยเท้าฝังไว้ในก้อนหิน ราวกับเหยียบโคลน
และผู้ทรงอภิญญาในสายพระป่าก็มีหลายองค์)
หรือถ้าพอใจอยากเวียนว่ายตายเกิด ไปสู่พรหมโลก จะฝึกวิชชาธรรมกายก็ได้

แต่ถ้าต้องการเจริญวิปัสสนา เพื่อความดับสนิทแห่งทุกข์
ต้องเริ่มจากการฝึกจิตให้เป็นสัมมาสมาธิ
คือรู้ ตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่หลงตามอารมณ์
แล้วเริ่มจำแนกรูปนามขันธ์ 5 ต่อไป
โดยเลือกที่ตั้งของสติตามสติปัฏฐาน จะเป็นกาย เวทนา จิต ธรรม อะไรก็ได้
ไม่มีทางที่ 2 หากประสงค์จะเข้าถึงพุทธศาสนาที่แท้จริงครับ
[13 พ.ค. 2542]

คงเข้ามาตอบกระทู้นี้ได้เป็นคราวสุดท้ายครับ
เพราะจะไปต่างจังหวัด กลับมากระทู้น่าจะตกไปแล้ว
ก่อนอื่นขอเรียนว่า คุณคนคนนึง มีธรรมเครื่องเตือนใจเช่นนี้เอง
จึงเปิดใจกว้างได้มาก อย่างสิครับจึงจะสมกับเป็นลูกพระพุทธเจ้า
คือศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าโดยตรง

สำหรับวิชชาธรรมกายชั้นสูงนั้น ผมเห็นมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายเล่มนะครับ
เคยเห็นวางขายอยู่ทั่วๆ ไป เป็นชุดทีเดียว
แต่รวมความแล้วก็หนีไม่พ้นคำว่า "สังขารขันธ์"
หรือกองแห่งความคิดนึกปรุงแต่งของจิต

ในธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็มีกระจายอยู่หลายแห่งครับ
เช่นเรื่องมาร ท่านก็แสดงถึงมารชนิดที่เทวดาอินทร์พรหมวิ่งหนี
ใหญ่กว่าวสวัตตีมารเสียอีก
เรื่องต้นธาตุต้นธรรม เรื่องนิพพานเป็นอัตตา เรื่องการทำวิชชา
สิ่งเหล่านี้ผมไม่สะดวกที่จะเล่าในที่นี้
เพราะรับปากเพื่อนธรรมกายว่าจะไม่เปิดเผยในที่สาธารณะ
ถ้าสนใจขอให้หาอ่านเอานะครับ

ส่วนเรื่องผู้ฝึกวิชชาธรรมกายที่แตกแขนงมาจากองค์หลวงพ่อวัดปากน้ำ
มีหลายสายครับ ทั้งที่ผู้นำเป็นพระ และเป็นฆราวาส
กระทั่งต้นธาตุตอนนี้ก็มีหลายองค์ ไม่เฉพาะคุณไชยบูลย์หรอก
แต่อันนี้เป็นเรื่องภายในสำนักธรรมกาย ผมขอไม่กล่าวถึงครับ
คือที่เรามาคุยกันนี้ เรามุ่งเอาความเข้าใจในข้ออรรถข้อธรรมเป็นหลักดีกว่า

อ่านจากที่ คุณคนคนนึง เขียนไว้ข้างบน ทราบว่ากำลังเจริญสติปัฏฐานอยู่
หากเป็นไปได้ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิครับว่า
ปฏิบัติอย่างไร แล้วมีผลเป็นอย่างไรบ้าง
แต่อย่าเพิ่งเล่าในกระทู้นี้นะครับ
เอาไว้อาทิตย์หน้าช่วยหาพื้นที่ในกระทู้ธรรมสักแห่งหนึ่งแล้วค่อยเล่า
เพื่อผมจะได้มีโอกาสอ่านบ้าง
ขอบคุณครับ
[13 พ.ค. 2542]

Next>