header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow อุบายภาวนา
อุบายภาวนา
โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 14 มกราคม 2543 08:51:34

ผมได้เขียนถึงเรื่อง แนวทางปฏิบัติธรรมโดยสังเขป ไปแล้ว
โดยกล่าวถึงหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติ คือ
การเจริญสติสัมปชัญญะ รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏด้วยความเป็นกลาง
(คือเป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ ไม่ใช่ผู้โดดเข้าไปแสดงเอง)
เมื่อปฏิบัติไปตามนั้นแล้ว จิตจะวางสิ่งที่ถูกรู้ เข้ามารู้จักจิตใจของตนเอง
แล้วปลดเปลื้องกิเลสตัณหาออกจากจิตใจโดยอัตโนมัติด้วยปัญญาของจิต ต่อไป

หลักการหรือแนวทางแม้จะมีอยู่นิดเดียวก็จริง
แต่ในเวลาที่เราลงมือปฏิบัติ
ผู้ปฏิบัติแต่ละคนจะต้องมีอุบายวิธีในการปฏิบัติ หรืออุบายภาวนา
ที่เหมาะสมกับตนเองในขณะนั้นๆ

อุบายวิธีที่เป็นหลักจริงๆ มีไม่มาก
แต่อุบายพลิกแพลงส่วนปลีกย่อยมีมากมายนับไม่ถ้วน
ขึ้นกับความจำเป็นของแต่ละคน ในแต่ละห้วงเวลาและสถานการณ์
เหมือนดังที่หลวงตามหาบัว ท่านกล่าวบ่อยๆ ว่า
จิตต้องผลิตอาวุธ หรืออุบายปัญญาสดๆ ร้อนๆ
จึงจะต่อสู้กับกิเลสที่ปรับตัวอยู่ตลอดเวลาได้

อุบายวิธีในการปฏิบัติ เกิดได้ด้วยเหตุ 2 ประการคือ
ด้วยกัลยาณมิตร คือการปรึกษาครูบาอาจารย์
หรือเพื่อนผู้ปฏิบัติที่เคยผ่านประสบการณ์ทำนองนั้นมาแล้ว อย่างหนึ่ง
และด้วยโยนิโสมนสิการ คือความใส่ใจโดยแยบคายของเจ้าตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง

นักปฏิบัติจำนวนมาก อยากรู้อุบายวิธีให้มากที่สุด
เพื่อว่าจะได้พลิกตำราสู้กับกิเลสตัณหาที่เข้ามาครอบงำจิตได้อย่างทันการ
ความคิดเช่นนี้ ไม่ถูกต้องเลย
เพราะอุบายวิธีของคนหนึ่ง ในสถานการณ์หนึ่ง
จะนำไปใช้กับอีกคนหนึ่ง ในอีกสถานการณ์หนึ่งไม่ได้
แม้กระทั่งอุบายวิธีที่เราเคยใช้มาแล้ว
จะหยิบมาใช้ซ้ำซากก็ไม่ได้
เพราะกิเลสตัณหามีการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง
เหมือนเชื้อโรคที่ดื้อยาได้ในเวลาอันสั้นที่สุด

ดังนั้น การรู้อุบายวิธีปฏิบัติไว้บ้าง เป็นเรื่องประเทืองปัญญาและร่าเริงใจ
แต่การรู้มากเกินไป แล้วใช้ไม่เป็น
ไม่เพียงแต่จะไม่เกิดประโยชน์
หากแต่จะก่อโทษต่อผู้ปฏิบัติอย่างมากด้วย

***********************************

อุบายวิธีปฏิบัติ ที่เป็นหลักจริงๆ ก็คือ

1. การปรับสภาพจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญปัญญา

ผู้ที่จะเจริญปัญญา หรือวิปัสสนานั้น จำเป็นต้องมีจิตที่พร้อมเสียก่อน
คือมีสติสัมปชัญญะ มีความเพียรแผดเผากิเลส
มีอารมณ์เครื่องรู้ของจิตอย่างเป็นวิหารธรรม
สามารถขจัดความยินดียินร้ายในจิตออกได้

อุบายพลิกแพลงที่จะใช้ปรับสภาพจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญปัญญานั้น
มีตั้งแต่การปรับสภาพจิตในเบื้องต้นก่อนจะเจริญปัญญา
และการปรับแต่งสภาพจิตที่กวัดแกว่งเสียคุณภาพไป
ภายหลังที่ได้เจริญปัญญาไปช่วงหนึ่งแล้ว

อุบายวิธีปฏิบัติใดๆ ก็ได้ จัดเป็นอุบายวิธีที่ดีทั้งนั้น
หากทำให้ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีสติ เกิดมีสติ
ไม่มีสัมปชัญญะ เกิดมีสัมปชัญญะ
ไม่มีความเพียรแผดเผากิเลส เกิดมีความเพียรแผดเผากิเลส(เจริญปัญญา)
ไม่มีวิหารธรรม เกิดมีวิหารธรรม
ไม่เป็นกลาง เกิดมีความเป็นกลาง

วิธีมาตรฐานที่สุดในการเตรียมจิตให้พร้อม
ได้แก่การเจริญสัมมาสมาธิจนจิตเป็นธรรมเอก
แต่บางคน หรือบางคราว ไม่สามารถใช้วิธีมาตรฐานได้สำเร็จ
เพราะจิตฟุ้งซ่านดิ้นรนแส่ส่ายมาก
ก็จำเป็นต้องผลิตอุบายวิธีขึ้นมา
เพื่อต่อสู้เอาตัวรอดในระยะเฉพาะหน้าไปก่อน

เช่นบางครั้งไม่สามารถเจริญสติได้ เพราะจิตถูกกามราคะคุกคามหนัก
ผู้ปฏิบัติก็อาจจะเจริญอสุภกรรมฐานบ้าง พิจารณาความตายบ้าง
พิจารณาโทษของกาม และความทุกข์อันเกิดจากจิตถูกกามราคะครอบงำบ้าง

บางคราวเจริญสติไม่ได้เพราะจิตมีความพยาบาทรุนแรงในบุคคลหรือสัตว์
ผู้ปฏิบัติก็อาจจะพิจารณาความตายทั้งของตน
และของผู้ที่เป็นเป้าหมายของความพยาบาท
กระทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้น
(อ่านพบในลานธรรมมีผู้แนะนำว่า
เมื่อโกรธก็ให้เตือนตนเองว่า "เมตตาไม่พอ เมตตาไม่พอ"
อย่างนี้ก็เป็นอุบายอันหนึ่งเช่นกัน)
พิจารณาว่า คนและสัตว์ทั้งปวง อาจจะเคยเป็นญาติมิตรของเราบ้าง
พิจารณาโทษของความพยาบาท
และความทุกข์อันเกิดจากจิตถูกความพยาบาทครอบงำบ้าง

เมื่อจิตถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ
ก็อาจดำเนินตามอุบาย 8 ประการ
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนท่านพระโมคคัลลานเถระ
หรือครูบาอาจารย์บางท่าน ต่อสู้โดยไปนั่งภาวนาริมเหว เป็นต้น

เมื่อจิตถูกความกลัวครอบงำ เช่นกลัวงูและกลัวผี
ก็อาจพิจารณาความตายให้เห็นเป็นของธรรมดา
พิจารณาขันธ์ ว่าเขาเป็นของตายอยู่ในตัวอยู่แล้ว ไม่ตายวันนี้วันหน้าก็ตาย
พิจารณากรรมและผลของกรรม
คือพิจารณาว่าถ้ามีเวรต่อกัน ก็ขอยอมตายเพื่อชดใช้กันเสียให้หมดสิ้นไป
พิจารณาว่าสัตว์ต่างๆ ไม่เห็นมันจะกลัวผีเลย
แล้วผีก็ไม่หลอกสัตว์ เพราะสัตว์ไม่หลอกตัวเอง เป็นต้น

เมื่อจิตถูกความเกียจคร้านครอบงำ
ก็พิจารณาว่า ชีวิตเป็นของสั้น เป็นต้น

เมื่อจิตเกิดความลังเลสงสัย
ก็พิจารณาว่า ครูบาอาจารย์ก็เดินมาทางนี้ก่อนแล้ว
หรือพิจารณาการปฏิบัติของเราที่ผ่านมา
สามารถลดละกิเลสตัณหามาตามลำดับ
ถ้าปฏิบัติมาผิดๆ ก็คงไม่สามารถลดละกิเลสตัณหามาจนป่านนี้ได้ เป็นต้น

เมื่อจิตเผลอ ลืมตัว บ่อยๆ ก็กำหนดคำบริกรรมให้ถี่ขึ้น

เมื่อจิตเกิดอาการหนัก เพ่งจ้องอย่างรุนแรง
ก็พยายามทำใจให้สบายๆ ลดความตั้งใจในการปฏิบัติลง
หรือแผ่ความรู้สึกตัวให้กว้างขวางไม่มีประมาณ เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงไว้ก็คือ อย่าใช้อุบายการปฏิบัติอย่างพร่ำเพรื่อ
จนลืมหลักการปฏิบัติที่แท้จริง อันได้แก่การรู้ตามความเป็นจริง ไปเสีย
นักปฏิบัติบางคนตามแก้อาการของจิตอยู่ทุกวัน ทั้งวัน
โดยไม่เคยเจริญสติปัฏฐานจริงๆ เลยก็มี
เช่นพอเริ่มปฏิบัติจิตฟุ้งซ่าน ก็เพ่งให้นิ่ง
พอนิ่งแล้วก็ ก็กลายเป็นการนิ่งเพราะเพ่งอย่างรุนแรงจนอึดอัด
แล้วก็หาอุบายมาแก้ความอึดอัดต่อไปอีก
จนจิตเบาแล้วไปติดอยู่ในความสงบสบาย
ถัดจากนั้นก็หาอุบาย เพื่อจะหลุดออกจากความสงบสบายนั้น เป็นต้น
ที่ยกตัวอย่างมากล่าวนี้ จะเห็นได้ว่า
ไม่มีตรงไหนเลย ที่จะรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง ด้วยความเป็นกลาง

การใช้อุบายตลอดเวลาอย่างนี้เอง
ที่จะทำให้คนเจ้าอุบาย ตายด้วยอุบายของตนเอง
เพราะจะได้แต่แก้อาการของจิต โดยไม่ได้เรียนรู้จิตเสียที

2.การแก้ไขอาการของจิตที่ผิดเพี้ยน

อาการของจิตที่ผิดเพี้ยนนี้ หมายถึง นิมิต วิปัสสนูปกิเลส
นิมิต เกิดในระหว่างการทำสมถะ
ส่วนวิปัสสนูปกิเลส เกิดในระหว่างเจริญวิปัสสนา
อุบายที่จะแก้ไขแม้จะมีหลากหลาย
แต่ก็รวมลงในหลักการอันเดียวกัน
คือการทำให้จิตเคลื่อนจากอารมณ์ที่กำลังยึดถือนั้น

เช่นเมื่อเกิดนิมิต ก็ย้อนมาดูจิตใจตนเอง
เมื่อติดวิปัสสนูปกิเลส ผู้ที่มีความสังเกตก็อาจจะแก้ตนเองได้
แต่ถ้าแก้ไม่ได้ จะให้ผู้อื่นแก้ให้
ก็อาจจะต้องยั่วให้เกิดกิเลสที่แรงๆ เช่นความโกรธ
จะทำให้จิตคลายจากความยึดถือในสิ่งที่ติดอยู่ได้ เป็นต้น

********************************************

ตัวอย่างการใช้อุบายภาวนา

เมื่อไม่นานมานี้ ผมตื่นนอนขึ้นมาเดินจงกรมตอนตีสอง
(พวกเราอย่าตกใจว่าต้องเร่งความเพียรด้วยการตื่นตีสองนะครับ
ขอให้เข้าใจธรรมชาติของคนสูงอายุไว้ว่า
มีปกตินอนเป็นงีบๆ เท่านั้นครับ)
ปรากฏว่าวันนั้นงัวเงีย เพราะก่อนนอนทานยาแก้ไข้หวัดไปหลายขนาน
จิตฟุ้งเลอะเทอะไปเลย เพราะมีโมหะแทรกมากกว่าปกติ
ขณะนั้น ไม่สามารถจะรู้ขันธ์ 5 ตามความเป็นจริงได้
แม้จะเดินจงกรมแบบสมถะ คือเดินบริกรรมพุทโธไปด้วย ก็แก้ไม่ได้
มีอาการง่วงงุนงง แล้วฟุ้งซ่านไปด้วย

ถึงตรงนี้ผมจึงนึกถึงอุบายภาวนาขึ้นมา
โดยการพิจารณาว่า ขันธ์ 5 ที่กำลังย่ำแย่วุ่นวายนี้ เกิดแต่ผลของกรรม(วิบาก)
รูปมีความเจ็บไข้ได้ป่วย แก่ชราคร่ำคร่าลง แล้วแตกตายไปก็เพราะผลของกรรม
นามธรรมทั้งปวง ที่เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือที่กำลังฟุ้งซ่านนี้ ก็เป็นผลของกรรม
สิ่งที่มากระทบ ทางตา หู .. ใจ นี้ก็เป็นผลของกรรม

จิตที่ปฏิเสธวิบาก คือไม่ยอมรับผลของกรรมนั้นอย่างหนึ่ง
หรือจิตที่หลงใหลพอใจในวิบากที่ได้รับนั้นอีกอย่างหนึ่ง
เป็นจิตที่เจือด้วยกิเลส มีโทสะและราคะ เป็นต้น

เมื่อจิตมีกิเลสแล้ว จิตก็ส่งส่ายไปตามอำนาจกิเลส
ออกไปทำกรรมตามอำนาจของกิเลสอีก แล้วก็ก่อวิบากสะสมเอาไว้ต่อไป

สังสารวัฏ เป็นวงจรของ กิเลส กรรม วิบาก อยู่อย่างนี้เอง

เมื่อจิตพิจารณาเดินปัญญาอย่างนี้แล้ว
สติ สมาธิ ปัญญาก็รวมกำลังกันได้
จิตหลุดพ้นจากโมหะที่ห่อหุ้มจิตอยู่
จิตยกระดับไปอีกระนาบหนึ่ง
เห็นขันธ์ทั้ง 5 เป็นของเกิดดับไปตามเหตุปัจจัยของ กิเลส กรรม วิบาก
ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาให้เป็นไปตามอยาก

นี่เป็นตัวอย่าง การใช้อุบายอย่างหนึ่งครับ

จะใช้อุบายอย่างไรก็ได้
แต่หากอุบายนั้น มาลงที่ไตรลักษณ์ได้ จะยิ่งดีที่สุด
เพราะสามารถเจริญวิปัสสนาต่อไปได้เลยทีเดียว
ดีกว่าอุบายประเภทแก้ปัญหาอันหนึ่ง
เพื่อจะเกิดปัญหาอีกอันหนึ่งให้ต้องแก้อีก
อุบายแบบนั้น ไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรใช้เลยครับ

ความเห็นที่ 5 โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 14 มกราคม 2543 10:50:03
นึกตัวอย่างอุบายที่ครูบาอาจารย์เคยใช้เมื่อจวนตัวได้ จึงขอเล่าต่อไว้เลยครับ

ครูบาอาจารย์สมัยยังหนุ่มๆ และเพิ่งเริ่มปฏิบัตินั้น
ท่านก็ไม่ได้ต่างจากหนุ่มๆ ยุคนี้แต่อย่างใด คือจิตถูกกามราคะรบกวนหนัก
ท่านต้องหาอุบายวิธีต่อสู้ จนเอาตัวรอดมาเป็นครูบาอาจารย์ได้

บางองค์พิจารณาอสุภกรรมฐาน หยิบยกสาวงามที่ตนผูกพันมาพิจารณา

ศิษย์หลวงพ่อพุธ องค์หนึ่งบริกรรมพุทโธคราวไร
จิตจะเปลี่ยนไปบริกรรมชื่อสาวคนรักแทนพุทโธทุกที
หลวงพ่อจึงแนะนำให้บริกรรมชื่อสาวต่อไป
จนจิตรวมลง แล้วเกิดนิมิตเห็นสาวนั้นแก่ชรา จนกระทั่งตายลง
จิตของท่านก็สงบจากความรักใคร่คราวนั้นได้

ครูบาอาจารย์บางองค์อดอาหาร เพราะสู้อย่างอื่นไม่ไหวแล้ว
โดยกำหนดในใจว่า ตราบใดยังไม่เลิกรักใคร่ผูกพัน
ท่านจะไม่ฉันอาหารเพื่อให้เป็นกำลังของกิเลส
พออดเข้าหลายวัน ใกล้ความตายเข้าไป
ความรักสาวก็หมดไป เพราะจิตย่อมรักตนเองเป็นอันดับแรก

ท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ท่านก็มีอุบายต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร
คราวหนึ่งท่านไปหลงรักสาวเข้า ท่านก็มาพิจารณาว่า
ถ้ารักเขาจริง ต้องรักเขาได้ทุกอย่าง เห็นเขาสวย ก็ต้องสวยทุกอย่าง
สมัยนั้น ชาวบ้านไปถ่ายทุกข์กันตามทุ่งตามนา
ท่านจึงแอบตามสาวคนรักออกไปที่ท้องนา
พอเขาถ่ายทุกข์เสร็จ กลับไปแล้ว ท่านก็ไปพิจารณาอุจจาระนั้น
จิตก็คลายความกำหนัดรักใคร่สาวลงได้

ท่านพระอาจารย์ชา สุภัทโท ท่านมีวิธีสู้ที่ไม่เหมือนใคร
ตอนนั้นท่านบวชแล้ว จิตมีกามราคะมาก
ท่านหลบเข้าไปเดินจงกรมตามลำพังในป่า
เนื่องท่านต้องดึงสบงขึ้นมาไว้ที่เอว หากเดินตามธรรมดาท่านจะทนไม่ไหว
อาศัยการต่อสู้คราวนี้ จิตของท่านระเบิดติดต่อกัน 3 ครั้ง
แล้วกามราคะก็ไม่กลับมารบกวนท่านอีกเลยจนตลอดชีวิต
อันนี้แสดงว่า ท่านสู้ด้วยวิปัสสนาจริงๆ
ไม่ได้ใช้อุบายผ่อนหนักเป็นเบา
หรือประวิงเวลาต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดเฉพาะหน้าเท่านั้น

เวลาที่ครูบาอาจารย์เกิดไปหลงรักสาวเข้า
แล้วใช้อุบายต่อสู้อย่างใดก็ไม่หาย
ท่านจะใช้ไม่ตายขั้นเด็ดขาด
คือรีบเก็บบาตร เก็บกลด หนีไปจากท้องที่นั้นเลย

การหนี บางทีก็เป็นอุบายการต่อสู้ที่จำเป็นเหมือนกัน

ความเห็นที่ 21 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อังคาร ที่ 18 มกราคม 2543 08:31:03
เรื่องการศึกษาตำราแล้วนำมาปฏิบัตินั้น มีปัญหาค่อนข้างมากครับ
เพราะผู้ปฏิบัติ แม้จะอ่านตำราเล่มเดียวกัน ก็ยังตีความการปฏิบัติต่างกันออกไป
แม้แต่ในสำนักปฏิบัติของฝ่ายผู้ศึกษาพระอภิธรรม
ที่สืบสายไปจากท่านอาจารย์แนบด้วยกัน
ในขั้นลงมือปฏิบัติจริง ก็ยังมีวิธีการดำเนินจิตแตกต่างกันออกไป
และต่างไม่ค่อยยอมรับซึ่งกันและกันเท่าไรนัก
บางสำนักก็หมิ่นอีกสำนักหนึ่งว่าออกนอกลู่นอกทาง ถึงขั้นเรียกว่าสำนักเข้าทรงก็มี

ในสมัยพุทธกาล ท่านไม่ได้กางตำราสอนกรรมฐานกัน
หากแต่ผู้ศึกษาจะไปขอเรียนกรรมฐานตรงจากพระศาสดา
หรือพระอริยสาวกที่พระศาสดาทรงรับรอง
เมื่อขอกรรมฐานแล้ว ก็ออกไปหาที่ปฏิบัติเอาเอง
พอออกพรรษา หรือเมื่อผ่านเวลาไปพอสมควรแล้ว
ท่านจึงค่อยกลับไปเฝ้าพระศาสดา หรือครูบาอาจารย์ของท่าน
เพื่อรายงานผลการปฏิบัติ ตรวจสอบผลการปฏิบัติ หรือขอกรรมฐานที่ยิ่งๆ ขึ้นไป

ในยุคสมัยของพวกเรานี้ เราไม่มีพระอริยบุคคลที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า
ครั้นจะศึกษาจากตำรา ก็มีการตีความตำราเพื่อการปฏิบัติแตกต่างกันอีก
การจะปฏิบัติธรรมในยุคของเรานี้
จึงต้องใช้การพิจารณาอย่างแยบคายให้มากเข้าไว้
และประเมินผลการปฏิบัติด้วยตนเองเป็นระยะๆ ไป
คือถ้าปฏิบัติแล้ว อกุศลที่มีอยู่ลดลง อกุศลใหม่ไม่เกิดขึ้น
กุศลที่มีอยู่เจริญขึ้น และกุศลที่ยังไม่มีก็มีขึ้น
หากมีแนวโน้มไปอย่างนี้ ก็นับว่าพออุ่นใจได้บ้าง

แต่หลักเกณฑ์ตัดสินดังกล่าวนี้ ก็ยังมีจุดอ่อนหรือยากจะปฏิบัติอยู่เหมือนกัน
เพราะคำว่ากุศลนั้น หมายถึง อราคะ อโทสะ อโมหะ
ซึ่งยากนัก ที่เราจะรู้ตัวได้ว่า เราจมแช่กิเลส โดยเฉพาะโมหะอยู่หรือไม่
เพราะคนที่จมแช่โมหะอยู่นั้น ยากที่จะรู้ได้ว่าตนจมแช่โมหะอยู่
เขา หลง ทั้งที่คิดว่า รู้ .. หลับ ทั้งที่คิดว่า ตื่น
และหากไม่รู้จักกิเลสแล้ว จะประเมินว่าตนละอกุศล
หรือเจริญกุศลได้เพียงใด ก็เป็นเรื่องที่ยากนัก

สำหรับผมเอง วัดตนเองด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าว
ท่านอื่น ก็อาจวัดตัวท่านเอง ด้วยหลักเกณฑ์ที่พิจารณาว่าเหมาะกับท่าน
ซึ่งอาจเป็นหลักเกณฑ์ที่ดีกว่าที่ผมคิดได้ตามประสาคนที่ไม่ฉลาดนัก

**************************************

สำหรับเรื่องอุบายแก้อาการต่างๆ ของจิตนั้น
ขอย้ำว่า ไม่ใช่ของจำเป็นเลย
หากท่านสามารถ รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ ด้วยจิตที่เป็นกลาง
แม้จะมีกิเลสหนักหน่วงเพียงใด
หากจิตยังคงสภาพความเป็นกลาง
คือรู้อารมณ์นั้น โดยไม่กระโดดตามเข้าไปยินดียินร้าย
ปฏิบัติอยู่เพียงเท่านี้ ก็พอแล้วครับ
ไม่ถือว่ามีปัญหาจะต้องแก้ไขอะไรเลย

เพราะจิตนั้น สงบ เบิกบานอยู่ได้
แม้กระทั่งในขณะที่ไฟกิเลสกำลังห้อมล้อมอยู่
สมดังที่ ท่านพุทธทาส เปรียบเทียบว่า
เหมือนลิ้นงู ที่อยู่ในปากงู

ความเห็นที่ 22 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อังคาร ที่ 18 มกราคม 2543 08:55:22
เพิ่งเห็นข้อความของ คุณมวยวัด ซึ่งเป็นคนที่ใช้อุบายเปลืองที่สุด ในหมู่เพื่อนทั้งหลาย

การใช้อุบายนั้น ถ้าเกิดจากปัญญาเพื่อช่วยให้การปฏิบัติราบรื่น ก็เป็นเรื่องดี
หากเกิดเพราะกิเลสตัณหา เช่นความอยากหลุดพ้นเร็วๆ อยากหนีทุกข์เพราะปฏิเสธทุกข์
อุบายชนิดนี้แหละครับ ที่จะกลายเป็นเครื่องทิ่มแทงผู้ปฏิบัติ
เข้าข่ายที่ว่า ยิ่งดิ้น ก็ยิ่งถลำลึกวุ่นวายกว่าเดิม

ความเห็นที่ 24 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 19 มกราคม 2543 08:27:06
ความเห็นของวิญญูชนอย่าง คุณมะขามป้อม มีประโยชน์มากครับ
เป็นความจริงทีเดียวว่า ไม่ว่าจะพลิกแพลงอุบายไปอย่างใด
ในที่สุดก็ต้องกลับมาเผชิญหน้ากับกิเลสตัณหา ตรงๆ อีกจนได้
เพราะไม่มีทางใดที่จิตจะก้าวล่วงกิเลสตัณหาได้จริง
นอกจากการเจริญสติปัฏฐาน

สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ ผมเป็นมือกระบี่ของคณะ
ยิ่งฝึกฝนก็ยิ่งพลิกแพลงเพลงกระบี่ ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ
และจิตใจก็ยิ่งฮึกเหิมที่หลอกตีคนอื่นได้ (กิเลสล้วนๆ)
แต่ผมกลับแพ้เพื่อนคนหนึ่งตลอดเวลา ทั้งที่เพื่อนคนนั้นแทบไม่เคยชนะใครเลย
เพื่อนคนนี้มีกระบี่อยู่ท่าเดียวเท่านั้น คือยื่นกระบี่เข้ามาตีหัวเราตรงๆ
ตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมจึงแพ้เพื่อนที่มีกระบี่พื้นฐานเพียงท่าเดียว
จนได้อ่านนิยายของโกวเล้งจึงเข้าใจเหตุผลได้
เพราะเป็นเรื่อง สงบ สยบเคลื่อนไหว
ความว่างเปล่า ชนะความสมบูรณ์
หรือเข้าตำรา สูงสุด คืนสู่สามัญ ที่คุณมะขามป้อมกล่าวนั่นเอง

ความจริงแนวความคิดเหล่านี้ ปรากฏในคัมภีร์เต๋าเต๊กเก็ง
ไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎก
แต่ เซ็น ก็อาจจะได้อิทธิพลแนวความคิดของ เต๋า ไว้บ้าง
ดังปรากฏคำสอน เช่นในเรื่อง เสียงของความเงียบ ซึ่งดังกว่าเสียงชนิดอื่นๆ
แล้วพวกเรา ก็อาจรับอิทธิพลความคิดของเซ็น มาอีกทอดหนึ่ง

การรับฟังแนวความคิดของปราชญ์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ดีครับ
ผมเองว่างๆ ก็ชอบศึกษาเซ็นเหมือนกัน
เพียงแต่ศึกษาแล้ว เราช่วยกันจำแนกที่มาให้ชัดเสียหน่อยก็ดีครับ
ว่าเรื่องใด เป็นแนวความคิดของปราชญ์สายไหน
จะได้ไม่เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของปราชญ์อื่นๆ เข้า

ความเห็นที่ 30 โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 21 มกราคม 2543 08:35:10
อ่านที่คุณเก๋เขียนแล้ว ก็ต้องชมว่าพากเพียรเดินทางมายาวไกลทีเดียว
แม้จะโดนผมดุมากขนาดไหน โดนตบ"ซ้าย" ตบ"ขวา" เพื่อให้อยู่ในร่องในรอย(กลาง)
ก็ยังมีความอดทน อดกลั้นเป็นเลิศ
นานๆ ถึงจะแอบน้อยใจเสียทีหนึ่ง
พอหายแล้วก็ไปหาอุบายปฏิบัติกลับมารายงานให้ทุบใหม่
อย่างกระต่ายที่ว่าโดนดุมากนั้น ยังไม่ได้ครึ่งของที่เก๋โดนมาแล้ว

ชอบตรงที่รู้ทันว่า "ปฏิบัติธรรมด้วยกิเลส ไม่ใช่เพื่อพ้นทุกข์" น่ะครับ
ถ้าเข้าใจตนเองได้อย่างนี้ ก็นับว่าฉลาดแล้ว
มิฉะนั้น ก็จะถูกกิเลสลากพาให้ปฏิบัติเรื่อยๆ ไป

อนุโมทนาด้วยครับ

<Previous   Next>