|
โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543
08:37:27
--------------------------------------
ICQ History Log For:
47557153 นิดนึง
Started on Fri Feb 04 07:52:11 2000
--------------------------------------
นิดนึง 3/2/43 8:37
หมู่นี้ไม่มีธรรมะให้อ่านเลยค่ะพี่
ไม่ได้ฟังพี่แสดงธรรมนานๆ เริ่มหงอยเหงาอีกแล้วค่ะ
สันตินันท์
3/2/43 8:40 พี่จะเขียนกระทู้หลายวันแล้ว
แต่หาเรื่องเขียนไม่ได้เลย ใจมันเบิกบาน สว่างไสว
ว่างเปล่า ไม่มีอะไรจะเขียนเลย
นิดนึง 3/2/43 8:45
นิดเลยไม่มีธรรมะจะฟังเลยค่ะพี่
แล้วหมู่นี้ก็ไม่ทราบเป็นอะไรเหมือนกันค่ะ
คือนิดไม่อยากอ่านหนังสือเลย มันเฉยๆ
แต่นิดก็ดูไปนะคะ รู้สึกว่ามันนิ่งไป
แล้วบางครั้งก็มีโมหะแทรกอยู่ตลอดเลยค่ะ
พอรู้ตัวทีว่าที่มันเป็นอย่างนี้หน่ะเป็นโมหะ
ก็เริ่มบรรเทาลงไปที แต่ก็ไม่เบิกบานค่ะ
อยากได้ฟังธรรมที่ทำให้ใจเบิกบานขึ้นหน่ะค่ะ
แต่ก็ไม่อยากไปอ่านหนังสืออะไรแบบนี้ค่ะ
สันตินันท์
3/2/43 8:48 จิตมันเบิกบานในตัวอยู่แล้วครับ ที่ไม่เบิกบานน่ะ
เพราะมันติดกิเลส เท่านั้นเอง
นิดนึง 3/2/43 8:52 พี่คะ
นิดกำลังอยากฟังเรื่องความนิ่งนี่แหละค่ะ
นิ่ง ว่าง ที่ยังไม่ใช่ของจริง หรือของจริง
ทำนองนี้หน่ะค่ะ คิดว่าพี่เคยสอนมาแล้วหนนึง
แต่ตอนนั้นภาวะมันยังไม่เต็มที่ค่ะ ได้แต่ฟังผ่านๆ
ไปค่ะ แต่ตอนนี้กำลังเผชิญอยู่ค่ะ
นิดนึง 3/2/43 9:00
ตอนนี้นิดรู้สึกว่าภาวะที่นิ่งว่างเป็นกลางที่เรา
รักษาไปเรื่อยๆ นี้นะคะ
บางทีก็ทำให้รู้สึกเหมือนคว้างๆ
เหมือนไม่ได้ทำอะไรค่ะพี่ บอกไม่ถูกเหมือนกัน
จะว่าเราใจร้อนจะให้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า
เมื่อค้นไปก็เฉยๆ ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร
แต่ก็เริ่มสงสัยจิตก็ไหวตัวขึ้นเล็กน้อยค่ะ
แล้วก็กลับไปกลับมาอย่างนี้หน่ะค่ะ
สันตินันท์
3/2/43 9:04 เพราะจิตเรากลัวไม่มีความรู้ครับ
มันเลยกระเพื่อมขึ้นมาอีก
*************************************
ความนิ่งว่างที่คุณนิดนึงไปพบนั้น ไม่ใช่ความนิ่งว่างที่ดี
แต่เป็นความนิ่งว่าง เพราะยังไม่มีอารมณ์หรืออาการหยาบปรากฏขึ้น
แล้วยังประกอบด้วยความอยากของจิต เช่นอยากหลุดพ้น
เนื่องจากมีวิภวตัณหาต่อสิ่งแวดล้อม
ในความว่างตัวนี้ จิตจะกระด้างๆ แห้งแล้ง ไม่ชุ่มชื่นเบิกบาน
ยืนพื้นอยู่ด้วยโมหะ ซึ่งบางคราวจะแรงขึ้นมาให้สังเกตได้
พอสังเกตแล้วโมหะจะเบาบางลง เหมือนหนึ่งว่าปราศจากโมหะแล้ว
แท้ที่จริง
จิตยังติดยึด ไม่ปล่อยวางอารมณ์นิ่งว่างที่กำลังปรากฏ
จึงได้แต่หงุดหงิดขึ้นมาเป็นคราวๆ เพราะไปไหนต่อไม่ได้
เนื่องจากรู้ไม่เท่าทัน สภาวะที่กำลังปรากฏอยู่นั้น
เมื่อใดจิตรู้ชัดว่า จิตกำลังติดยึดอารมณ์ที่ดูเหมือนนิ่งว่างอันนั้นอยู่
และเห็นทุกข์เห็นโทษของภาวะนั้นอย่างประจักษ์ใจ
จิตจะปล่อยวางความนิ่งว่างอันกระด้างนั้น
เข้าไปสู่ความนิ่งว่างอีกชนิดหนึ่ง
มีลักษณะเป็นความนิ่ง ว่าง สงบ สว่าง และเบิกบานแช่มชื่นใจ
เมื่ออยู่กับสภาวะนั้นมากเข้า
จิตจะรู้เท่าทันราคะที่แฝงอยู่กับความว่างสว่างไสวเบิกบานนั้น
หากสามารถรู้ สักว่ารู้ สภาวะนั้น โดยไม่รั้ง ไม่ดึงเข้ามาที่ผู้รู้
ไม่ทำอะไรเลย แม้กระทั่งการละกิเลสที่กำลังปรากฏ
บางทีจะเกิดสภาวะว่างอีกชนิดหนึ่ง
อันเกิดจากความปล่อยวางอารมณ์ทั้งสิ้นของจิต
ปรากฏเป็นความเบิกบาน โดยไม่อิงอาศัยอารมณ์ใดๆ มาเป็นเหยื่อล่อ
เมื่อจิตภายในเข้าถึงความว่างอันแท้จริง
ทั้งสิ่งภายนอกก็ปรากฏเป็นความว่างเปล่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น
ความว่างภายใน กับความว่างภายนอกก็รวมเข้าเป็นหนึ่ง
เป็นความว่างอันเต็มบริบูรณ์ หรือจะเรียกว่า มหาสุญญตา ก็ได้
ความเห็นที่ 16 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อาทิตย์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2543 07:30:33
ประไพแอบมากระซิบถามว่า มหาสุญญตากับนิพพานเป็นอย่างเดียวกันหรือเปล่า
เรื่องมหาสุญญตานี้ ถ้ายังคิดว่ามันเป็นอย่างนั้น หรือมันเป็นอย่างนี้
ก็ย่อมไม่ใช่มหาสุญญตา
และถ้าผมตอบว่า มหาสุญญตากับนิพพานเป็นอันเดียวกัน
เพราะพระศาสดาทรงกล่าวว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง
เดี๋ยวก็คงมีพวกเราพยายามเข้านิพพาน
ด้วยการรวมความว่างภายในเข้ากับความว่างภายนอกอีก
การปฏิบัติ กับการคาดคิดนั้น เป็นศัตรูกัน
ธรรมใดที่เรายังไม่เข้าใจในวันนี้ ก็แขวนไว้ก่อนดีกว่า
เห็นความเกิดดับในปัจจุบัน ดีที่สุดครับ |