การแผ่เมตตาไม่เกี่ยวกับการท่อง "สัพเพสัตตา" สักเท่าไหร่หรอกครับ
ก่อนจะแผ่เมตตา จะต้องทำจิตให้มีเมตตาเสียก่อน
เหมือนกับจะบริจาควัตถุทาน ก็ต้องหาวัตถุสิ่งของให้ได้ก่อน
การจะสร้างกระแสเมตตาขึ้นในจิต
ให้ประคองความรู้ตัวอยู่ที่จิตอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน
แล้วน้อมนึกขอให้สัตว์ทั้งหลายมีความสุขโดยทั่วถึงกัน
จนกระทั่งเกิดกระแสหรือพลังงานของความเมตตาขึ้นที่จิต
จึงแผ่เมตตา ส่งกระแสนั้นออกไป
การแผ่เมตตาทำได้หลายแบบ แบบหนึ่งโดยเจาะจงถึงคนหรือสัตว์เฉพาะตัว
แบบนี้ต้องระลึกถึงผู้นั้น แล้วส่งกระแสเมตตาไปให้
ถ้าเดินๆ อยู่แล้วหมาจะกัด เราจะใช้วิธีนี้แหละครับ อาจจะไม่ถูกกัดก็ได้
ข้อเสียของการแผ่เมตตาแบบนี้คือ อาจจะเกิดราคะแทรกง่าย
เช่นแผ่เมตตาให้สาวสักคน แผ่ไปๆ อาจจะไปรักเขาเข้าก็ได้
แต่หนุ่มสาวที่อยากให้เขารัก ควรหัดแผ่เมตตาแบบนี้ อาจจะได้ผลบ้าง
แบบที่ 2 คือการส่งกระแสออกไปเป็นทิศๆ ครับ ทั้งหน้าหลังซ้ายขวาบนล่าง
เช่นส่งไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด แล้วย้อนกลับมาที่จิตอันเป็นศูนย์กลาง
รวมพลังแล้ว จึงส่งกระแสออกไปทางอื่นๆ ต่อไป ทีละทิศ
ประโยชน์ของการแผ่เมตตาแบบนี้มีมาก คือเราจะทราบว่า ขณะนี้ส่งกระแสจิตไปทางใด
วิธีนี้จะช่วยทำให้รู้เท่าทันจิตตนเอง ว่าขณะนี้จิตส่งไปทางใด ไปยึดอะไรหรือไม่
สามารถเอามาหัดเจริญมหาสติปัฏฐานต่อไปได้เป็นอย่างดี
ท่านจึงนิยมให้แผ่แบบนี้
ข้อเสียคือจิตจะสงบยากสักหน่อย และถ้าไม่ชำนาญอาจจะรู้สึกเหนื่อยได้ง่าย
แบบที่ 3 เป็นการแผ่ความรู้สึกให้กว้างขวางออกไป
เหมือนจิตเราเป็นดวงอาทิตย์/ดวงจันทร์ ที่ส่องแสงสว่างออกรอบทิศทาง
การแผ่เมตตาแบบนี้มีประโยชน์คือ จะแก้อาการอัดแน่นเวลาดูจิตได้
และแก้อาการฟุ้งซ่านได้
ข้อเสียคือ ทำแบบนี้มักจะสุขสบาย แล้วติดสมถะง่าย
ก่อนจะแผ่เมตตา อย่าลืมปรับจิตตนเองให้ดีเสียก่อนนะครับ
ถ้าจิตเราไม่สงบ กระด้าง เร่าร้อน แล้วแผ่ออกไป
แทนที่คนอื่นจะได้รับกระแสเมตตา กลับจะได้รับความเร่าร้อนแทน
[14 ม.ค. 2542]
คำถามที่ว่า "การแผ่เมตตาจะช่วยให้เราดูอ่อนโยนลงหรือไม่"
ขอเรียนว่า จิตใจจะอ่อนโยนลงครับ
ส่วนกิริยาท่าทางก็ดูอ่อนโยนบ้างเหมือนกันแต่มันขึ้นกับวาสนาเก่าด้วย
ถ้าเป็นคนที่กิริยาขึงขัง พูดเร็ว โผงผาง ก็ยังเป็นอย่างเก่า
แต่ถ้าสังเกตก็จะเห็นกระแสเมตตาปรากฏอยู่ด้วย
ยกตัวอย่างหลวงตามหาบัวน่ะครับ ท่านเป็นคนว่องไว กริยาอาการเป็นอย่างนั้นมาตลอด
แต่ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นกระแสเมตตาเปี่ยมล้น
เมตตาเป็นธรรมคู่ปรับกับโทสะครับ
ใครที่เจ้าโทสะจะเจริญเมตตาเป็นเครื่องอยู่ที่สบายก็ดีมากครับ
ผู้ที่อยู่กับเมตตา หรือมีเมตตาเป็นวิหารธรรมนั้น
จะมีคนอยากเข้าใกล้เป็นจำนวนมาก
ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่ขาว อนาลโย
ผู้คนจึงพากันไปหาท่านวันละหลายร้อยหลายพัน
เพราะเมตตาเป็นมหาเสน่ห์ ที่เยือกเย็นยิ่งกว่าเสน่ห์ทั้งปวง
แต่ผู้เจริญเมตตาแล้วตายเพราะเมตตาก็มีมากนะครับ
ตัวอย่างก็คือ ยันต... เจริญเมตตาแล้วจิตเคลื่อน
หลงเข้าไปเคลิ้มอยู่กับอารมณ์เมตตาที่จิตสร้างขึ้น
พลิกนิดเดียวมันกลายเป็นราคะไปแล้ว เพราะขาดการเจริญสติสัมปชัญญะ
ดังนั้น จะเจริญเมตตาเพื่อให้จิตสงบก็ได้ จะเอาเมตตาเป็นวิหารธรรมก็ได้
แต่อย่าลืมสติสัมปชัญญะ อันเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก ก็แล้วกัน
|