กายคตาสติ คือการมีสติกำหนดรู้ลงไปในกาย
เป็นกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องมาก คู่กับอานาปานสติทีเดียว
และพระป่าสายหลวงปู่มั่นท่านยึดเป็นหลักในการปฏิบัติกัน
วิธีเจริญกายคตาสตินั้น ขั้นแรกจะต้องเตรียมจิตให้มีความพร้อมเสียก่อน
มิฉะนั้นทำแล้วจะกลายเป็นสมถะไปหมดครับ
ทางพระป่าท่านจะให้วิธีบริกรรมพุทโธ จนจิตรวมสงบลงเป็นหนึ่ง
ก็จะมีสติบริสุทธิ์ เห็นว่าความสงบก็เป็นเพียงอารมณ์อันหนึ่งของจิตเท่านั้น
ส่วนจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดูอารมณ์ทั้งปวง
เมื่อจิตพร้อมอย่างนี้ คือตั้งมั่น มีอุเบกขา มีสติบริสุทธิ์แล้ว
ก็น้อมมาพิจารณากาย โดยมากจะเริ่มจากกรรมฐาน 5 คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
พิจารณาไปทีละอย่างให้เห็นความไม่เที่ยง ความทนอยู่ไม่ได้ หรือความไม่ใช่ตัวเรา
เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ไม่ว่าจะดูลงไปที่สิ่งใด
สิ่งนั้นจะแสดงความไม่ใช่เราอย่างชัดเจนเสมอ
แรกๆ อาจจะยังมีการคิดนำเอาบ้าง
แต่เมื่อจิตมีกำลังมากแล้ว จิตจะพิจารณากายแต่ละส่วนลงเป็นไตรลักษณ์เอง
จนรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จิตก็จะปล่อยวางกาย รวมสงบเข้ามาตัดสินกันที่จิตครับ
[4 ก.พ. 2542]
สติปัฏฐาน 4 เป็นการเจริญสติระลึกรู้ธรรมะ 4 หมวดคือ
กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา
ถ้ากล่าวอย่างง่ายที่สุด ก็คือกลวิธีในการแหวกอารมณ์ตั้งแต่หยาบ จนละเอียด
เพื่อเข้าไปเรียนรู้อริยสัจจ์นั่นเอง
การเจริญสติปัฏฐานนั้น ขั้นแรกสุดต้องเตรียมจิตให้มีความพร้อมเสียก่อน
คือให้ทำความสงบ จนจิตตั้งมั่น เป็นกลางไม่ยินดียินร้ายต่ออารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า
และสามารถแยกชัดว่า จิตคือผู้รู้อารมณ์ ส่วนอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้
เมื่อแยกได้ชัดแล้วก็พร้อมที่จะเจริญสติปัฏฐานจริงๆ
เริ่มตั้งแต่การตามรู้ร่างกายของเรานี้ เอากายเป็นอารมณ์
เช่นเอาลมหายใจเป็นอารมณ์(อานาปานสติ) เอากายส่วนต่างๆเป็นอารมณ์(กายคตาสติ)
ฯลฯ
ที่เริ่มด้วยกาย ก็เพราะกายเป็นอารมณ์(สิ่งที่ถูกรู้) ที่หยาบที่สุดที่เรามีอยู่
ถ้ารู้กายด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางจริงๆ ก็จะเห็นว่า กายนี้เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้
ไม่ใช่ตัวเรา
เป็นของไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้
จิตก็จะปล่อยวางกาย เพราะเห็นว่า มันก็แค่สิ่งที่ถูกรู้อันหนึ่งเท่านั้น
เป็นอันหมดหน้าที่ของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เมื่อพิจารณากายจนจิตปล่อยวางกายแล้ว คราวนี้เราจะเห็นอารมณ์ที่ละเอียดกว่ากาย
คือเวทนา หรือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ และเฉยๆ
เช่นเมื่อจิตปล่อยวางกายแล้ว จิตเกิดปีติ สุข เพราะความอิ่มใจในธรรม
ก็รู้ว่ากำลังมีความสุข
หรือเมื่อรู้กายอยู่ จิตอาจจะอึดอัดเป็นทุกข์ ก็รู้ว่าทุกข์
หรือบางคราวร่างกายเจ็บป่วย เช่นปวดฟัน ก็มีสติแยกได้ชัดว่า
ฟันที่เป็นกายนั้นมันไม่ได้ปวดหรอก
ความปวดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แทรกในเหงือกและฟันเท่านั้น
การที่รู้เวทนา นี้แหละเรียกว่าการเจริญเวทนานุปัสสนา
เมื่อทำแล้วก็จะเห็นเวทนาไม่คงที่ ทนอยู่ไม่ได้ เป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเรา
เหมือนที่เคยเห็นกายเป็นอย่างเดียวกันนี้นั่นเอง
เมื่อรู้กายอันเป็นของหยาบที่สุด และมารู้เท่าทันเวทนาที่ละเอียดมากขึ้นแล้ว
ต่อมาเราจะสังเกตเห็นสิ่งที่ละเอียดยิ่งกว่าเวทนา
คือจิตสังขาร หรือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ทั้งฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว และเป็นกลางๆ
เช่นกำหนดรู้เวทนาอยู่ พอเกิดความสุขขึ้นมา ก็สังเกตเห็นว่า จิตไม่ได้รู้ความสุขเฉยๆ
แต่ยังเกิดราคะ หรือความพอใจในความสุขนั้นขึ้นมาอีก เป็นปฏิกิริยาต่อเวทนาที่ไปรู้เข้า
หรือกำลังนั่งสบายๆ อยู่ ความจำ(สัญญา)เกิดแว้บไปถึงศัตรูคู่อาฆาตได้
ก็เห็นความโกรธเกิดขึ้นในจิต
การที่เรารู้เห็นจิตสังขาร อันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากเวทนาและสัญญา
เช่นความรัก ความโกรธ ความหลง ความผ่องใสในบุญในกุศล
เห็นมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แสดงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา
อันนี้แหละครับคือจิตตานุปัสสนา
เมื่อสติปัญญาของเราแก่กล้าละเอียดยิ่งขึ้น
เราจะเริ่มเห็นอีกว่า ลำพังกิเลสก็ดี กุศลก็ดี ยังเป็นสิ่งภายนอก ไม่ใช่จิต
จิตจริงๆ เป็นเพียงผู้รู้อารมณ์ ผู้ตื่นด้วยสติสัมปชัญญะ และผู้เบิกบานในตัวเอง
แต่มันเศร้าหมองเพราะกิเลสที่ผ่านมา
หากจิตทำหน้าที่ของตนจริงๆ คือรู้อย่างเดียว ความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
แต่เมื่อใดจิตโง่ วิ่งเข้าไปยินดียินร้ายยึดมั่นถือมั่นอารมณ์ใดๆ ก็ตาม
ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นกับตัวจิตเอง
การเรียนรู้กลไกการทำงานของจิต ที่จะก่อทุกข์หรือไม่ก่อทุกข์ (อริยสัจจ์)
นี้เอง
คือธัมมานุปัสสนา อันหมายถึงการเรียนรู้สภาวธรรมอันเป็นตัวกฏธรรมชาติแท้ๆ
กล่าวโดยสรุป สติปัฏฐาน 4 คือกลวิธีที่จะเข้าไปเรียนรู้ธรรมในจิตใจเรานั่นเอง
เริ่มตั้งแต่การพิจารณาอารมณ์หยาบคือกาย
แล้วเขยิบไปรู้เวทนา เขยิบต่อไปรู้จิตสังขารอันเป็นปฏิกิริยาต่อเวทนา
จนเข้าไปถึงจิตผู้รู้ แล้วเรียนรู้กฎธรรมชาติคืออริยสัจจ์ที่จิตนั้นเอง
อนึ่งผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องเรียนรู้โดยไล่ตามลำดับ กาย เวทนา จิต ธรรม
หากจิตตั้งมั่นแล้ว จะข้ามไปปฏิบัติอันไหนเลยก็ได้ ถ้าสามารถทำได้
และเมื่อปฏิบัติแล้ว จิตก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาไปตามขั้นตอน
บางท่านพิจารณากายอย่างเดียว ก็พลิกกลับเข้ามาเห็นอริยสัจจ์ รู้ธรรมเห็นธรรมเลยก็มี
ผมเขียนยาวมากเหลือเกิน ต้องขออภัยที่ใช้พื้นที่ของส่วนรวมมากเกินไปครับ
แล้วก็เป็นการเขียนรวดเดียว ไม่แน่ใจว่า ผู้เริ่มศึกษาจะเข้าใจเพียงใด
หากยังไม่เข้าใจอีก ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ ไม่มีเวลาจะขัดเกลามากกว่านี้
[5 ก.พ. 2542]
คุณสันติภาพ(huaping) เล่นขอบคุณล่วงหน้า ห้ามปฏิเสธเลยหรือครับ :)
คำว่าแส่ส่าย ก็คือ "อาการ" แส่+ส่าย ของจิตนั้นแหละครับ
เป็นสภาพที่จิตแส่วิ่งเข้าไปเกาะอารมณ์ด้วยกำลังของตัณหา
ทั้งที่จิตควรทำหน้าที่รู้อารมณ์ กลับไปหลงตามอารมณ์
เพราะไม่รู้ว่านั่นจะนำทุกข์มาให้
เมื่อยึดอารมณ์แล้ว ก็ออกอาการเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาส่ายไปเรื่อยๆ ในขณะที่เสวยอารมณ์
เดี๋ยวก็ยินดี เดี๋ยวก็ยินร้าย ปราศจากความเป็นกลาง โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ผู้ปฏิบัติจึงไม่ควรแส่ส่ายไปตามอารมณ์
ซึ่งจะทำได้เมื่อ "จิตมีความตั้งมั่น รู้อารมณ์ ด้วยความเป็นกลาง"
จิตที่ตั้งมั่น ก็คือจิตที่มี "สมาธิ"
จิตที่รอบรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง รู้แล้วปล่อยวาง ก็คือจิตที่มี "ปัญญา"
จิตที่เป็นกลาง ไม่เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาเพราะแรงผลักดันของกิเลสตัณหา
ก็คือจิตที่มีความเป็นปกติ คือมี "ศีล"
ผู้ที่มี จิตผู้รู้ ตั้งมั่น เห็นอารมณ์เกิดดับไปด้วยความเป็นกลาง
จึงเป็นผู้ที่เจริญทั้ง ศีล สมาธิ และปัญญาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา บริบูรณ์แล้ว
มีหรือครับที่ -=อริยมรรค=- จะไม่เกิดขึ้นกับจิตที่อบรมดีแล้วนั้น
ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงสมบูรณ์ด้วยเหตุผล
ชัดเจนทั้งเบื้องต้น เบื้องกลางและเบื้องปลาย
ลึกซึ้ง แต่ไม่มีสิ่งใดลึกลับสับสน
และเป็นสาธารณะ ที่ใครปฏิบัติก็เข้าใจได้ด้วยตนเอง
[6 ก.พ. 2542]
กายคตาสติเป็นอนุสติ เช่นเดียวกับอานาปานสติครับ
ตำรารุ่นหลังเอามาจัดไว้ในกรรมฐาน 40 อันเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐานด้วย
ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะถ้าจิตไปรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
จะเป็นอารมณ์อะไรก็ตาม ย่อมเป็นการทำสมถะทั้งสิ้น
แต่ถ้ารู้โดยมีจิตตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่ว่าจะรู้อารมณ์ใดๆ ก็เป็นวิปัสสนาทั้งสิ้น
ตัวชี้ขาดว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนา อยู่ที่ลักษณะการดำเนินจิต
ไม่ใช่อยู่ที่ตัวอารมณ์เครื่องระลึกของสติ
คือหากเพ่งจ้องรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง ก็เป็นสมถะ
หากรู้โดยแยกเอาจิตออกจากอารมณ์ตามบทอุทเทสของมหาสติปัฏฐานสูตร
ที่ว่าจิตรู้อารมณ์สักแต่รู้อย่างเป็นวิหารธรรม
มีความเพียรแผดเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ
มีความเป็นกลางต่ออารมณ์
จะเอาจิตชนิดนี้ไปรู้อารมณ์ใดๆ ก็เป็นวิปัสสนาทั้งสิ้น
เพราะย่อมเห็นความเกิดดับของอารมณ์ตลอดเวลา
กรรมฐาน 40 จึงเป็นตัวอย่างอารมณ์ของสมถะ
ส่วนธรรมหมวดกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นตัวอย่างอารมณ์ของวิปัสสนา
สมัยพุทธกาลมีพระเณรที่ท่านใช้อารมณ์กรรมฐานอื่นๆเจริญวิปัสสนาจนหลุดพ้นก็มีมาก
เช่นการดูน้ำค้างแข็งละลายที่ชายคากุฏิพระพุทธเจ้า
การจุดประทีป การเทน้ำ การถากลูกศร การขยี้ผ้าขาว ฯลฯ
สรุปแล้ว อารมณ์เครื่องระลึกของสติ เป็นแค่ "วิธีการ" ที่เลือกใช้ได้ตามถนัด
ส่วน "แก่นสำคัญ" ของการปฏิบัติ อยู่ที่ลักษณะของจิตในขณะนั้น
ซึ่งถ้าจะเจริญวิปัสสนา จิตต้องมีสภาพอันเดียวกันทั้งนั้น
คือรู้ ตั้งมั่น และเป็นกลาง
[9 ก.พ. 2542]
|