|
ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อความดับทุกข์นั้น
เป็นธรรมที่ผู้ต้องการความพ้นทุกข์ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
และธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มากมายนั้น
เกือบทั้งหมดเป็นแนวทางการปฏิบัติ เพียงแต่มีระดับสูง-ต่ำ ละเอียด-หยาบ
ตามอัธยาศัยของผู้ฟังธรรมซึ่งแตกต่างกัน
แต่ธรรมทั้งหมดซึ่งมากมายนั้น
สามารถประมวลลงในธรรมบทเดียวคืออริยสัจจ์ 4 ประการ
ดังที่พระศาสดาทรงกล่าวว่า “ธรรมทั้งปวงรวมลงได้ในอริยสัจจ์
เหมือนรอยเท้าสัตว์ทั้งปวงที่รวมลงได้ในรอยเท้าช้าง”
(ในยุคของท่านไม่มีสัตว์บกที่โตกว่าช้าง)
การเรียนรู้ อริยสัจจ์ จึงหมายถึงการเรียนรู้ธรรมทั้งปวง การดำเนินตามหลักกิจของอริยสัจจ์ ก็คือการปฏิบัติธรรมทั้งปวง
อริยสัจจ์เป็นธรรมที่ชาวพุทธได้ยินได้ฟังมาตลอด ว่าด้วยความจริง 4 ประการคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
ทุกข์ อย่างพื้นฐานที่สุดก็คือความไม่สบายกาย
และความไม่สบายใจ 2 อย่างนี้เท่านั้น
อย่างละเอียดมากขึ้นเป็นการแจกแจงอาการของความทุกข์ เช่นความเกิด ความแก่
ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
การประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจ ความไม่สมปรารถนา ความโศกเศร้าร่ำไรรำพัน
ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ฯลฯ ในเชิงปรมัตถธรรมหรือสภาพที่ไม่มีคน สัตว์
บุคคล ตัวตน เรา เขา นั้น ทุกข์หมายถึงขันธ์ทั้ง 5 เมื่อจิตเข้าไปยึดถือ
ขันธ์นั้นเป็นสิ่งที่เราได้มาแล้วด้วยกรรมเก่า มันมีธรรมชาติเกิด-ดับ
แปรปรวน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ถ้าจิตไม่เข้าไปยึดถือ
ขันธ์ก็คงเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง
คือรูปขันธ์ก็เป็นเพียงธาตุที่มารวมกันชั่วคราว เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง
เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ก็เป็นของภายนอก ไม่ใช่ตัวเรา
เมื่อไม่ใช่ตัวเราของเรา เมื่อขันธ์แปรปรวนไปตามธรรมดาของมัน
ความทุกข์ใจเพราะความยึดมั่นย่อมไม่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุผลที่ว่าขันธ์เป็นของที่เกิดขึ้นมาแล้วและเปลี่ยนแปลงตามใจของเราไม่ได้
ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปยึดถือก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้น
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนว่า ทุกข์หรือขันธ์เป็นสิ่งที่ควรรู้
คือรู้เท่าที่มันเป็นและเห็นอยู่เฉพาะหน้าคือเป็นปัจจุบันอารมณ์
นักปฏิบัติเมื่อรู้ว่าขันธ์ปรากฏขึ้น เช่นมีความเจ็บไข้
หรือจิตปรุงแต่งสังขารขันธ์ฝ่ายชั่วคือกิเลสต่างๆ ขึ้น
ก็ให้รู้ว่าเจ็บไข้แล้วรักษาพยาบาลกายไปโดยไม่ให้ใจเป็นทุกข์เพราะความรำคาญหรืออยากให้หายเจ็บไข้
และอย่าเกลี่ยดกิเลส อย่าอยากดับกิเลส
เพียงแต่รู้ให้ทันและอย่างวิ่งตามมันไปก็พอแล้ว
สมุทัย พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนว่า
ตัณหาหรือความทะยานอยากของจิตที่จะเข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
คือสาเหตุของความทุกข์ทั้งปวง กล่าวคือ
1. ทุกข์ใจ ถ้าจิตเข้าไปเกาะเกี่ยวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หรือขันธ์แม้เพียงขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง จิตจะเป็นทุกข์เพระาความยึดถือนั้น
ถ้าจิตไม่เกาะเกี่ยว จิตก็ไม่ทุกข์เพราะความยึดถือ
2. ทุกข์กาย กายในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เกิดมาแล้ว
จำเป็นต้องทนทุกข์ดูแลรักษาไปตามสภาพ แต่ถ้าจิตไม่เกาะเกี่ยวสิ่งใด
เมื่อตายลง จิตจะไม่เกิดอีก คือไม่ไปหาขันธ์ใหม่
จิตก็ไม่มีอะไรจะยึดให้เป็นทุกข์อีก
ย่อมพ้นทุกข์กายสิ้นเชิงนับแต่วันที่นิพพาน
กิเลสกับตัณหามีความแตกต่างกัน
กิเลสเป็นความปรุงแต่งของจิตหรือเป็นสังขารขันธ์ จึงไม่มีใครดับกิเลสได้
เราเพียงแต่ต้องรู้เท่าที่มันปรากฏในปัจจุบัน เช่นโกรธก็รู้ว่าโกรธ
อย่าไปห้ามมัน มิฉะนั้นจะเก็บกด ตัณหาเป็นความอยากท่านให้ละเสีย
เช่นเมื่อเกิดความโกรธ ก็ให้สังเกตให้ดี
จะเห็นว่ามันอยากตีอยากต่อยกับคนอื่นบ้าง
ถ้าฉลาดขึ้นมาหน่อยก็จะเห็นว่ามันอยากจะให้ความโกรธดับไป
ท่านให้รู้ทันว่าความอยากเกิดขึ้น เมื่อรู้แล้วความอยากจะดับไป
แต่ถ้ากิเลสแรงๆ ตัณหาก็แรงด้วย
แม้จะรู้แล้วความอยากหรือความทะยานของจิตก็ยังไม่ดับไป
ต่อเมื่อจิตเห็นจริงว่าเมื่อเกาะเกี่ยวยึดมั่นอารมณ์นั้นแล้วมันนำทุกข์มาให้
ความอยากนั้นจึงดับไปได้
นิโรธ
คือสภาพธรรมที่เมื่อสาเหตุของทุกข์(ตัณหา)ไม่เกิดขึ้น
ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อความทุกข์ไม่เกิดขึ้นเพราะไม่มีเหตุ
ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความดับทุกข์ เพราะทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเสียแล้ว
สภาพของความดับทุกข์นั้น ท่านสอนว่าให้ทำให้แจ้ง คือให้รู้จัก ให้คุ้นชิน |