|
1. วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติธรรม
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ศาสนธรรมของพระองค์จำกัดอยู่ในเรื่อง
ทุกข์กับความดับทุกข์เท่านั้น และทุกข์ที่ปฏิบัติธรรมแล้วพ้น
ได้ในปัจจุบันคือทุกข์ทางจิต ส่วนทุกข์ทางกายเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น
เพราะกายมีอยู่แล้วด้วยผลของกรรมเก่า
2. เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม
เมื่อทราบขอบเขตของพุทธศาสนาที่มุ่งความพ้นทุกข์ทางจิตแล้ว
การปฏิบัติธรรมจึงต้องตั้งเป้าหมายมุ่งเข้าไปที่จิตซึ่งเป็นตัวเกิดทุกข์
เพื่อศึกษาให้ได้ว่า ความทุกข์เกิดขึ้นกับจิตได้อย่างใด และจะพ้นไปได้อย่างใด
3. แนวทางปฏิบัติธรรม
การศึกษาจิตนั้นต้องเข้าใจธรรมชาติของจิตว่า จิตคือผู้รู้ ผู้คิด ผู้นึก และ
ธรรมชาติของจิตจะอยู่ตามลำพังไม่ได้ มันจะต้องเกิดและดับไปพร้อมกับอารมณ์เสมอ
ในขณะที่จิตคือผู้รู้ ผู้คิด ผู้นึก อารมณ์ก็คือสิ่งที่ถูกรู้ ถูกคิด ถูกนึก
และอารมณ์จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือความคิดนึกปรุงแต่งทางใจ
อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ตัณหาหรือความทะยานอยากของจิตที่เข้าไปยึดเกาะอารมณ์
เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นั่นแสดงว่าตัวอารมณ์เองยังไม่ใช่ตัวทุกข์
มันจะกลายเป็นทุกข์เมื่อจิตเข้าไปยึดมั่นเท่านั้น
ทรงสอนว่าหลักธรรมรวบย่อของพระองค์คือ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น”
นั่นหมายความว่า ถ้าจิตสักแต่รู้อารมณ์โดยไม่ทะยานส่งออกหรือไหลเข้าไปยึดเกาะอารมณ์
เท่ากับศึกษาพุทธศาสนาจบแล้ว เพราะความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
จิตจะไม่ส่งออกไปยึดอารมณ์ เพราะจิตเห็นชัดว่าอารมณ์เป็นของไม่มีสาระ
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา และเห็นว่าถ้ายึดเมื่อใดความทุกข์จะเกิดขึ้นทันที
จิตจะเห็นชัดดังกล่าวได้ ก็ต่อเมื่อจิตมีธรรม 2 ประการเป็นเครื่องมือ คือสติและสัมปชัญญะ
สติเป็นความว่องไวของจิตที่จะรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ส่วนสัมปชัญญะคือความรู้ตัว
หมายถึงจิตมีความรู้ตัว ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่ไหลไปตามอารมณ์
การที่จิตมีความรู้ตัวไม่เผลอในขณะที่มีสติรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ คือ
ใจความสำคัญยิ่งของการเจริญมหาสติปัฏฐาน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า
เป็นทางเดียวของการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
การเจริญสติปัฏฐานคือการเจริญอริยมรรค ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงระบุว่า
สัมมาสมาธิเป็นประธานขององค์มรรคทั้งปวง จิตที่เป็นสัมมาสมาธิ
คือจิตที่รู้ตัวไม่เผลอส่งไปตามอารมณ์ และมีสติรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้อารมณ์เท่านั้น ไม่เคยสอนให้ละอารมณ์
สิ่งเดียวที่ท่านให้ละคือตัณหาหรือความทะยานอยากของจิตที่จะส่งไปหาอารมณ์
การละตัณหาคือการมีสัมปชัญญะ เพราะเมื่อจิตมีความรู้ตัว
ตัณหาหรือความทะยานอยากของจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
เมื่อจิตรู้อารมณ์โดยไม่ไหลตามอารมณ์ จิตจะเห็นความจริงว่า
อารมณ์เป็นของไม่เที่ยง ไม่ทนทาน เป็นของภายนอกที่แปลกปลอมมาเป็นคราวๆ
ไม่ใช่ตัวเรา และเห็นว่าถ้าจิตเผลอส่งเข้าไปยึดอารมณ์เมื่อใด ความทุกข์จะเกิดขึ้น
เห็นว่าถ้าจิตรู้ตัวไม่ส่งออก ต่อให้มีอารมณ์ที่น่าจะเป็นทุกข์ เช่นกำลังป่วยไข้
แต่จิตจะเป็นกลางไม่ทุกข์ด้วยเลย ความรู้นี้เมื่อรู้ชัดก็คือการรู้อริยสัจจ์นั่นเอง
ฝึกอย่างนี้ให้มากๆ แล้วอริยมรรคจะเกิดขึ้นเองเมื่อภูมิจิตภูมิธรรมแก่กล้าพอ
|