header image
Home arrow หลักการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow ปฏิจจสมุปบาทในมุมมองของนักปฏิบัติ
ปฏิจจสมุปบาทในมุมมองของนักปฏิบัติ
สมัยที่ผมเรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆ
ผมมีโอกาสไปบวชที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์
มีหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เป็นพระอุปัชฌายะ
ในวันที่บวชนั้น ท่านเรียกผมไปพบ
แล้วมอบหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุให้มาศึกษาเล่มหนึ่ง
ชื่อ พระพุทธประวัติจากพระโอษฐ์
ผมพบคำว่า ปฏิจจสมุปบาทครั้งแรก จากหนังสือเล่มนั้น
รู้สึกตื่นเต้นตรงที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเขียนว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรัสว่า
"ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นเรา
ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท"
ผมก็มาคิดว่า ธรรมสำคัญปานนี้ ทำไมเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย
ก็แล้วปฏิจจสมุปบาท คืออะไร

หลวงพ่อท่านมีกิจนิมนต์มาก ไม่เคยอยู่วัดให้ถามท่านได้เลย
ผมจึงเที่ยวถามถึงความหมายของปฏิจจสมุปบาทกับพระที่บวชก่อนๆ
ท่านก็ร้อง อ๋อ.. ปฏิจจสมุปบาทน่ะหรือ ก็เป็นเรื่องของเหตุผลไงล่ะ
ที่ว่าเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี
แล้วก็เดินหนีไปหมด
ผมจึงตัดสินใจว่า เราจะต้องศึกษาให้รู้ให้ได้ว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร

เมื่อลาสิกขาแล้ว จึงไปตามร้านหนังสือ
พบหนังสือ ปฏิจจสมุปบาท เล่มเล็กๆ ของท่านอาจารย์พุทธทาส
จึงรู้จักปฏิจจสมุปบาทในภาคปริยัติ 12 ขั้นตอน
เช่นรู้ว่า อวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจจ์ 4
สังขารมี 3 วิญญาณมี 7 ขันธ์มี 5 เวทนามี 6 ตัณหามี 3
อุปาทานมี 4 ภพมี 3 เป็นต้น
แต่ไม่ว่าจะอ่านทวนกลับไปกลับมาอย่างใด
ก็ไม่สามารถเรียงร้อยธรรมทั้งหมดให้ต่อเนื่องเป็นสายเดียวกันได้
ในสมองมีแต่ความจำที่สลับซับซ้อนขึ้นมาชุดหนึ่ง
เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท เท่านั้นเอง
จึงมาคิดว่า การอ่านและการคิดตาม
ไม่สามารถทำให้รู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทได้เลย

ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด

ต่อมาเมื่อได้ปฏิบัติธรรม เจริญจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานอย่างเข้มงวด
จึงค่อยๆ เข้าใจปฏิจจสมุปบาททีละเล็ก ทีละน้อย
เริ่มจากปฏิจจสมุปบาทในช่วงตั้งแต่รูปนามไปจนถึงทุกข์
เพราะเป็นช่วงที่เห็นได้ง่ายกว่าช่วงอวิชชาจนถึงรูปนาม

คือเมื่อเจริญสติสัมปชัญญะอยู่นั้น
จะรู้เห็นถึงการปรากฏอยู่ของรูปนาม
และเห็นได้โดยง่ายว่า เพราะมีรูปนาม จึงมีอายตนะ
ลำพังมีรูปอย่างเดียวยังไม่มีอายตนะ
ต้องมีนามคือความรู้สึกด้วย อายตนะจึงเป็นอายตนะ
เช่นในขณะที่คนนอนหลับลึก จิตตกภวังค์
แม้มีตาก็มองไม่เห็น แม้มีหูก็ไม่ได้ยินเสียง แม้มีกายก็ไม่รู้สึกว่ามี

เห็นอีกว่า เพราะมีอายตนะอันได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จึงมีผัสสะขึ้นมาได้
เพราะอายตนะนั้นเอง เป็นจุดเชื่อมต่อ
ให้จิตรู้โลกภายนอก ที่รู้ได้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
และรู้โลกภายในคือความคิดนึกปรุงแต่ง ที่รู้ได้ด้วย ใจ

เห็นอีกว่า เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา
เช่นเมื่อตากระทบรูป ก็เกิดความรับรู้ทางตา
แล้วจิตที่รับรู้อารมณ์ทางตา ก็เกิดความรู้สึกเป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง
เช่นเห็นภาพที่สวยงาม ก็รู้สึกเป็นสุข เห็นภาพที่ไม่สวยงาม ก็รู้สึกเป็นทุกข์
แต่ก็เห็นอีกว่า ลำพังตาอย่างเดียวนั้น มันสักแต่รับรู้รูป
และเอาเข้าจริง รูปที่ตารับรู้ ก็เป็นเพียงการรับรู้สีที่ตัดกันเท่านั้น
ตามันไม่ตัดสินว่ารูปนี้ดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย
แต่จิตต่างหากที่ไปตัดสินสีที่ตาไปเห็นเข้า โดยประเมินค่า
แล้วเกิดความรู้สึกสุขหรือรู้สึกทุกข์ขึ้น โดยมีรูปเป็นตัวกระตุ้นเท่านั้น

เห็นอีกว่า ในสุขเวทนา จะมีราคะแทรกเข้ามาเสมอๆ
และในทุกขเวทนา จะมีโทสะแทรกเข้ามาเสมอเช่นกัน
และในขณะนั้น ถ้าจิตประกอบด้วยกิเลสพื้นฐานคือโมหะ
ซึ่งเป็นตัวปิดกั้น ทำให้จิตมืดมัวไม่สามารถรับรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ว่าสิ่งที่จิตรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และทางใจนั้น
เป็นเพียงสภาพธรรมที่ปรากฏแล้วก็ดับไป หาสาระแก่นสารไม่ได้
จิตจะเกิดแรงดันชนิดหนึ่งขึ้นมาจากกลางอก
เพื่อผลักดันให้จิตทะยานออกไปหาอารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้น
จึงรู้ชัดว่า เพราะมีเวทนาเป็นเหยื่อล่อ แล้วจิตไม่รู้เท่าทัน
จึงเป็นปัจจัยให้เกิดความทะยานอยากของจิต หรือตัณหา

ขอนอกเรื่องนิดหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ผู้คิดจะปฏิบัติ
ถ้าใครอยากเห็นตัณหา มีวิธีง่ายๆ ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนเลย
แค่ทำใจให้สบายๆ แล้วคอยสังเกตเวลาที่เราอยากพูด หรืออยากทำอะไรก็ตาม
จะมีแรงผลักดันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ประมาณว่าเกิดขึ้นในอกเรานี้แหละ
แม้กิเลส หรือสุขทุกข์ ก็ประมาณได้ว่ารับรู้อยู่ที่กลางอกนี้เอง

บางคนกล่าวว่า จุดที่ปรากฏและรู้อารมณ์ที่เป็นนามธรรมเรียกว่า หทยวัตถุ
และกล่าวว่าหทยวัตถุอยู่ที่หัวใจ
ผมไม่ทราบว่าจุดนั้นเรียกว่าหทยวัตถุหรือเปล่า
แต่ที่จริงจุดที่รู้สึกนั้น มันไม่ได้อยู่ในวัตถุ เช่นหัวใจ ตับ ปอดอะไรหรอก
มันเพียงแต่อยู่ในมิติของความรับรู้ แต่ประมาณได้ว่าอยู่ที่อกเรานี้เอง
อ่านถึงตรงนี้ ใครสงสัยในสิ่งที่ผมกล่าว
ขอให้หยุดคิดไว้ก่อน แล้วย้อนไประลึกรู้ตรงความรู้สึกสงสัยที่เกิดขึ้น
ความรู้สึกสงสัยตั้งอยู่ที่ไหน ก็ที่นั้นแหละครับ
เมื่อความสงสัยดับไปตรงไหน ก็รู้ความรู้สึกที่ว่างๆ อยู่ตรงนั้นแหละ
ไม่ต้องไปหาฐานที่ตั้งที่ไหนอีก ให้ตั้งรับรู้อยู่ที่หทยวัตถุหรือจุดๆ นั้นแหละ
เพราะกิเลสก็เกิดตรงนั้น ทุกข์ก็เกิดตรงนั้น ตัณหาก็พุ่งมาจากตรงนั้น
แต่ตัณหาเมื่อเกิดจากตรงนั้นแล้ว
มันจะพาจิตให้เตลิดออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

การปฏิบัติถ้าคิดจะตั้งจุดรู้ จึงควรตั้งในจุดที่ทุกข์เกิดและทุกข์ดับ
อย่าไปหลงตั้งที่ฐานเหนือสะดือใต้สะดืออะไรเลยครับ
ลองสังเกตดูเองเถิดว่า กิเลสและความรู้สึกสุขทุกข์เกิดที่ไหน ก็รู้ตรงนั้น
กิเลสไม่ได้อยู่ที่สะดือใครๆ หรอก
ฐานชนิดนั้นเป็นเรื่องของ "วิชชานอกพระพุทธศาสนา"
เช่นวิชชาธรรมกาย วิชชาโยคะ และพลังจักรวาล เป็นต้น

เมื่อจิตเกิดแรงดันคือตัณหาขึ้นแล้ว
จิตจะกระโจนพรวดออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
เข้าไปเพื่อยึด เพื่อเสพย์อารมณ์ทางอายตนะนั้น
และบ่อยครั้งที่จิตกระโจนเข้าไปทางใจ เข้าไปอยู่ในโลกความความคิด และความเหม่อ
ตัณหาจึงเป็นตัวพาให้จิตเข้าไปยึดอารมณ์
ท่านจึงกล่าวว่า ตัณหาเป็นปัจจัยของอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น

เมื่อจิตยึดอารมณ์แล้ว หากยึดเข้ากับอารมณ์หยาบ ก็เกิดสภาวะหยาบๆ ขึ้น
ถ้ายึดอารมณ์ละเอียด ก็เกิดสภาวะละเอียดขึ้น
ท่านจึงว่าอุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ หรือสภาวะอันใดอันหนึ่ง
เช่นเข้าไปยึดความโกรธ ก็เป็นภพหรือสภาวะของยักษ์
ถ้าเห็นใครทำดีแล้วอิจฉาเขา กลัวเขาจะดีเกินหน้า คิดจะขัดขวางเขา ก็เป็นภพมาร
ถ้าเพลินหลงเหม่อไป ก็เป็นภพสัตว์เดรัจฉาน
ถ้าเกาะแน่นอยู่กับความทุกข์ ก็เป็นภพของสัตว์นรก เป็นต้น

เมื่อกล่าวถึงภพที่เกิดจากอุปาทานในแต่ละขณะแล้ว
ก็ขอนอกเรื่องสักเล็กน้อยว่า
ภพที่เป็นการเกิดข้ามภพข้ามชาติก็มีอยู่ ไม่ใช่ตายแล้วสูญภพจบชาติแต่อย่างใด
ปฏิจจสมุปบาทจึงมีทั้งแบบที่เป็นปัจจุบัน อันมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติ
และแบบข้ามภพข้ามชาติ ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้

เมื่อจิตเข้าไปตั้งอยู่ในภพแล้ว
ความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนของจิต (ชาติ) ก็เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
เดี๋ยวก็เราอย่างนั้น เดี๋ยวก็เราอย่างนี้
จิตที่มีความรู้สึกยึดถือว่าเป็นเรานั้น
โดยตัวมันเองก็อึดอัดขัดข้องแล้ว
มันเป็นทุกข์ตั้งแต่ที่มันเป็นเราแล้ว
และเมื่อมันเข้าไปเสพย์อารมณ์ด้วยความเป็นเรา ด้วยความติดใจ
มันก็ยิ่งมี ของของเรา ขึ้นมาให้แบกให้หามหนักขึ้นอีก
และเมื่อสภาวะที่มันเสพย์อยู่นั้นไม่เป็นไปอย่างที่มันปรารถนา
มันก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักขึ้นไปอีก
ท่านจึงว่าชาติ เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์
และเป็นทุกข์ซับซ้อนหลายชั้นหลายเชิงนัก

ปฏิจจสมุปบาทสายดับ

จิตที่ได้รับการอบรมดีแล้ว เมื่อเกิดทุกข์ขึ้น
มันจะรู้ว่ากำลังเป็นทุกข์ แล้วหาทางออกจากทุกข์
จะไม่ยอมท้อแท้ทอดอาลัยพินาศล่มจมอยู่กับทุกข์นั้นตลอดไป

ผู้ปฏิบัติที่ขาดความชำนาญ พอเกิดความทุกข์ขึ้นมา
มักจะกระทำ 2 ลักษณะ คือหนีทุกข์ หรือมิฉะนั้นก็พยายามดับทุกข์
ซึ่งสองวิธีนี้ ผิดทั้งคู่ครับ

คนในโลกเวลาเขาเป็นทุกข์
เขามีวิธีหนีทุกข์ด้วยการเลี่ยงปัญหาหรือเปลี่ยนอารมณ์
เช่นไปดื่มเหล้า ฟังเพลง ไปเที่ยว หรือวิกลจริตหนีโลกแห่งความจริงไปเลย
แต่ผู้ปฏิบัติมักจะหนีด้วยการเลี่ยงเข้าหาความสงบ
เช่นกำหนดลมหายใจให้จิตสงบลง เป็นการหนีทุกข์ไปคราวหนึ่ง

คนในโลกเวลาเขาเป็นทุกข์ เขาก็พยายามดับทุกข์
เช่นเป็นทุกข์เพราะโกรธใคร ก็หามือปืนไปยิงศัตรูทิ้งเสีย
ถ้ารักใคร หรืออยากได้สิ่งของใด
ก็ล่อลวงฉกชิงเอาด้วยอุบายหรือกำลังบ้าง
การดับทุกข์เช่นนั้น มันก็ดับได้เหมือนกัน เพราะได้สนองกิเลสตัณหาไปคราวหนึ่ง
แต่ผลของการดับทุกข์โดยไม่มีปัญญาเช่นนั้น
ย่อมนำทุกข์อย่างอื่นตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง

นักปฏิบัติจำนวนมากก็พยายามดับทุกข์เหมือนกัน
เช่นถ้าจิตเกิดความทุกข์ความอึดอัด
ก็ใช้กำลังจิตเข้ากดข่ม เพ่งทำลายความรู้สึกเป็นทุกข์นั้น เป็นต้น

ผู้ปฏิบัติมักลืมไปว่า การยอมตามกิเลส และการกดข่มกิเลส
เป็นความสุดโต่งสองด้าน
แท้ที่จริงพระพุทธเจ้าทรงสอนทางสายกลาง
คือท่านสอนให้เรารู้ทุกข์ และละสมุทัยคือตัณหา
แต่พวกเราส่วนมาก มักจะมีตัณหา คือความอยากที่จะละทุกข์
อันเป็นเรื่องสวนทางกับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

เมื่อผู้ปฏิบัติรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นในจิตของตน
เห็นจิตหม่นหมอง อึดอัดขัดข้อง วุ่นวาย สารพัดอาการที่จะเป็นไป
ผู้ปฏิบัติสมควรดำเนินตามปฏิจจสมุปบาทสายดับ
คือหาทางดับเหตุแห่งทุกข์ไปตามลำดับ ดังนี้

ขั้นแรกควรทำใจให้สบายเสียก่อน
แล้วมีสติระลึกรู้เข้าไปที่ความรู้สึกเป็นทุกข์นั้น
ก็จะสังเกตเห็นความเป็นตัวเรา แทรกอยู่ในความรู้สึกเป็นทุกข์นั้น

เมื่อจับได้ว่า ความทุกข์กับความรู้สึกเป็นเรา เป็นคนละส่วนกันแล้ว
จิตก็เริ่มถอนตัวออกจากภพที่เป็นทุกข์นั้น
ก็ให้ผู้ปฏิบัติสังเกตต่อไปอีกว่า
จิตยังยึดถือความรู้สึกเป็นทุกข์นั้นหรือไม่
ยังอยากให้ความทุกข์นั้นหายไปหรือไม่
(ในทางกลับกัน ก็รู้ว่า จิตยังยึดถือความรู้สึกเป็นสุขนั้นหรือไม่
ยังอยากให้ความสุขนั้นตั้งอยู่นานๆ หรือไม่)
หากเห็นว่าจิตยังยึด ยังอยาก และความยึด ความอยาก ทำให้จิตเป็นทุกข์
จิตมันจะดับตัณหาคือความอยากโดยอัตโนมัติ
ในทันทีที่มันเห็นจริงว่า ความอยากทำให้มันเป็นทุกข์
ครูบาอาจารย์ทางกรรมฐานบางท่านจึงกล่าวว่า
เมื่อรู้ทุกข์ ก็เป็นอันละสมุทัยได้โดยอัตโนมัติ

เมื่อจิตหมดความยึดและความอยากต่ออารมณ์นั้นแล้ว
จิตจะรู้เพียงเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือความเป็นกลางของอารมณ์นั้น
โดยไม่เข้าไปยินดียินร้ายด้วย
เวทนาก็ไม่อาจก่อให้เกิดตัณหาได้ เพราะผู้ปฏิบัติเริ่มฉลาดรู้ในอริยสัจจ์แล้ว
คือรู้ว่าถ้าจิตอยาก จิตยึด จิตเองจะเป็นทุกข์แน่นอน

เมื่อจิตรู้เวทนา สักแต่ว่าเวทนา ก็จะเห็นชัดว่า เวทนาเกิดมาจากผัสสะ
ผัสสะเกิดได้โดยอาศัยอายตนะ
และอายตนะจะทำหน้าที่ของอายตนะได้ ก็โดยอาศัยรูปนาม

ปฏิจจสมุปบาทส่วนต้น

ผู้ปฏิบัติสามารถรู้เห็นขันธ์ อายตนะ ผัสสะ และเวทนา ไม่ยากนัก
ส่วนการรู้เห็นตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ นั้น ยากขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง
แต่พอถึงขั้นว่า วิญญาณเป็นปัจจัยของรูปนาม
สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณ
และอวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร
ตรงนี้ส่วนมากจะสัมผัสได้เพียงความคิด รู้ได้ตามตำราบัญญัติ
ที่จะให้รู้เห็นได้ถึงสภาวะจริงๆ นั้น ยากแสนเข็ญทีเดียว
หากจิตไม่ประกอบด้วยกำลังสนับสนุนของสมาธิในขั้นละเอียด
จะเห็นสภาวะส่วนนี้ไม่ได้เลย
แต่พอจะรู้ได้ถึงบทบาทของอวิชชา ที่เชื่อมโยงเข้าถึงตัณหาและอุปาทาน
ส่วนสภาวะของอวิชชาจริงๆ รวมทั้งการอุบัติขึ้นของสังขารและวิญญาณนั้น
รู้ยาก เข้าใจยาก จริงๆ
เพราะจะเข้าใจได้ ต่อเมื่อสามารถดำเนินจิตเข้าถึงสภาวะ รู้ ที่ไม่มีความคิดสักนิดเดียว
แล้วเห็นอุบัติการณ์ตามลำดับจนขันธ์ 5 ปรากฏขึ้นมา

เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติระลึกรู้อารมณ์อันเป็นนามธรรมอยู่นั้น
ยิ่งอารมณ์ละเอียด จิตก็ยิ่งละเอียด
ยิ่งจิตละเอียด อารมณ์ก็ยิ่งละเอียด
เมื่อถึงจุดหนึ่ง จิตกับอารมณ์มันเหมือนจะเป็นอันเดียวกัน
ไม่มีการแบ่งแยกว่าอันนี้คือจิตผู้รู้ อันนี้คืออารมณ์ที่ถูกรู้
กลายเป็นธรรมชาติรู้ล้วนๆ ที่หมดจด ผ่องใสสุดขีด

แต่จิตหรือธรรมชาติรู้ตัวนี้ ยังนอนแช่อยู่กับความไม่รู้อริยสัจจ์อย่างลึกซึ้ง
หากกำลังของจิตไม่เพียงพอ ไม่มีทางจะเห็นจิตอวิชชาดวงนี้ได้เลย
มันเป็นสภาวะที่จิตเข้าคู่กับความว่างเปล่าอย่างไม่รู้ตัว
(ผู้ที่ติดแค่จิตว่าง ๆ นั้น จะนอนกอดอวิชชาตายได้ง่ายๆ ครับ)
เป็นจิตที่ไม่มีกำลังขุดคุ้ยเข้ามาเห็นความไม่รู้ภายในตัวเอง
เพราะเอาแต่มองออกไปที่ความว่าง

เมื่อจิตเข้าคู่กับความว่างนั้น ถึงจุดหนึ่งจะเกิดความไหวขึ้นภายในจิต
ความปรุงแต่ง(สังขาร) ที่ไม่ทราบว่าคืออะไร เพราะไม่มีสัญญา
จะผุดพลิ้วขึ้นมาจากความว่างเปล่า
จิตซึ่งเคยหยุดอยู่กับความว่างจะเกิดความไหวตัว เข้าไปรับรู้ความปรุงแต่งนั้น
แล้วมโนวิญญาณ ซึ่งเป็นแสงสว่าง ก็จะแผ่ขึ้นมาปิดบังความว่าง
เมื่อมันแผ่กระทบรูป รูปก็ปรากฏ แต่สักว่ารูป ไม่รู้ว่ารูป
เมื่อกระทบนาม คราวนี้จึงเหมือนการเปิดสวิทซ์ไฟให้สว่างพรึบขึ้น
แล้วขันธ์ 5 ก็ปรากฏขึ้น
ผู้ปฏิบัติบางท่านจึงกล่าวว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นกิริยาของจิตบ้าง
ขันธ์ทั้ง 5 เป็นแสงของจิตบ้าง

การปฏิบัติเพื่อตัดวงจรของปฏิจจสมุปบาท

ผู้ปฏิบัติที่ไม่มีกำลังหนุนของฌานถึงขั้นดับความคิดนึกได้
ก็ไม่ต้องตกใจว่า ตนจะไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
และไม่สามารถตัดวงจรของปฏิจจสุมปบาทได้
เพราะวงจรของปฏิจจสมุปบาทนั้น ตัดได้ทั้งที่อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
เพียงแต่การตัดที่ตัณหาและอุปาทาน
เป็นการตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทอย่างหยาบ
เหมือนการตัดหญ้า ที่ตัดสั้นจนชิดหน้าดิน
แต่รากหญ้าคืออวิชชายังอยู่ ก็จะงอกเป็นต้นหญ้าให้คอยตัดต่อไป
เหมือนที่ท่านชินเชา พูดเรื่องการคอยเช็ดกระจกให้สะอาดไม่ให้ฝุ่นจับ
แต่กระจกยังอยู่ ไม่ช้าฝุ่นก็มาจับอีก
การปฏิบัติในขั้นเด็ดขาด จึงต้องถอนรากถอนโคนของอวิชชา
จนไม่มีกระจกให้ฝุ่นจับเหมือนที่ท่านเว่ยหล่างกล่าวไว้

พวกเราที่ฝึกหัดปฏิบัติกันอยู่ในขณะนี้
ให้หมั่นคอยสังเกตจิตใจตนเองให้มาก อย่าให้กิเลสตัณหาครอบงำจิตได้
กิเลสจะมีอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้มีอิทธิพลเหนือจิตผู้รู้
ให้มันต่างคนต่างอยู่กับจิตผู้รู้
เมื่อใดที่จิตเกิดตัณหาคือแรงทะยานอยากของจิตขึ้น
ให้รู้แล้วรีบละเสีย อย่าให้จิตหลงทะยานไปตามแรงของตัณหา
การปฏิบัติในขั้นนี้ ก็เหมือนการยันกองทัพศัตรู ไม่ให้เข้ามาพิชิตเราได้เท่านั้น
แต่ถึงทำได้เพียงแค่นี้
ชีวิตก็จะพบกับความสุข ความเบิกบาน เต็มเปี่ยม
ผิดกว่าคนทั้งหลายอย่างเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว

เมื่อฝึกหัดชำนิชำนาญมากขึ้น
ก็จะเริ่มสังเกตเห็นจิตผู้รู้ที่ชัดเจนแจ่มใสขึ้นตามลำดับ
ถึงตรงนี้ให้ทำจิตใจให้สบาย อย่ารีบร้อนที่จะผ่านจุดนี้ไป
สำหรับอุบายวิธีที่จะไปต่อจากจุดนี้มี 2 ทางด้วยกัน

วิธีแรกเป็นวิธีที่ท่านอาจารย์พระมหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด ท่านสอนผมไว้
คือให้บริกรรมกำกับ ประคองตัวรู้เอาไว้
แล้วค่อยสังเกตเห็นธรรมชาติรู้ ที่แทรกอยู่กับจิตที่มีความไม่รู้นั้น
อันนี้เป็นอุบายวิธีที่ท่านย้ำว่า
"นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเชื่อเรานะ
เราเอง (องค์ท่าน) ก็ผ่านขั้นสุดท้ายมาได้ด้วยวิธีนี้"

อีกวิธีหนึ่งเป็นของพระภิกษุผู้เป็นศิษย์พี่ของผม
ท่านให้ประคองรู้เอาเลย ไม่ต้องบริกรรมเพราะเห็นว่าอาจจะทำให้จิตไหวขึ้นมาอีก
แล้วจะสามารถแยกธรรมชาติรู้ที่บริสุทธิ์ ออกจากความไม่รู้ได้

จิตที่เป็นธรรมชาติรู้ อันบริสุทธิ์ล้วนๆ นั้น
ไม่มีรูปร่างแสงสี และไม่เสวยเวทนาใดๆ
เพราะมีวิชชาทำลายอวิชชาอย่างบริบูรณ์แล้ว
คือรู้แจ้งชัดในอริยสัจจ์ว่า ถ้าอยากก็ทุกข์ ไม่อยากก็ไม่ทุกข์
จึงไม่มีช่องทางที่จะให้ตัณหาอุปาทานเกิดขึ้นได้เลย

อนึ่ง การรู้ของจิต กับการรู้ของเรา เป็นคนละเรื่องกันทีเดียว
แม้จะอ่านตำราละเอียดเพียงใด แม้จะฟังการบรรยายธรรมโดยผู้รู้เพียงใด
แม้จะคิดไตรตรองเพียงใด
ทั้งหมดนั้นยังเป็นความรู้ที่เจือด้วยสัญญา
ส่วนความรู้ของจิตเกิดขึ้นได้ เพราะจิตเขารู้ของเขาเอง
แต่จิตเขาจะรู้ได้ เราก็ต้องเป็นพี่เลี้ยง
ป้อนจิตด้วยศีล สมาธิ และปัญญา
พาให้จิตรู้จักการเป็นผู้สังเกตการณ์สภาวธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า
ให้จิตได้เรียนรู้ ด้วยการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
เมื่อจิตสังเกตการณ์จนแน่ใจแล้ว จิตเขาจะตัดสินความรู้ด้วยตัวของเขาเอง
และเมื่อจิตตัดสินความรู้แล้ว บริบูรณ์ด้วยความรู้ในอริยสัจจ์แล้ว
จิตจะไม่กลับกลายวกวนเข้ามายึดถือของสกปรกคือขันธ์อีก

บางคนคิดว่าการศึกษาตำราธรรมในขั้นละเอียดอย่างยิ่ง
จะช่วยอบรมจิตให้เกิดปัญญา
นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงทีเดียว
เพราะเมื่อศึกษาตำราอันอุดมด้วยเหตุผลจนไร้ร่องรอยให้สงสัยมากเข้า
จิตจะ lock ตัวเอง ปิดกั้นการเรียนรู้ของจิตที่จะสังเกตปรากฏการณ์จริงของสภาวธรรม
ความรู้ชนิดนั้นจะติดอยู่เพียงขั้นความจำได้ หรือสัญญา
หาใช่ปัญญาที่แท้จริงไม่
ผู้ที่ศึกษาในลักษณะนี้ จะยิ่งมีมานะอัตตารุนแรงกว่าคนธรรมดาเสียอีก

การทิ้งขันธ์

หลังจากนั้น จิตเพียงอาศัยขันธ์ ไปจนถึงวันสิ้นขันธ์เมื่อสิ้นวิบากที่ให้ผลมา
แล้วจิตก็ดับสลายไปด้วยความบริสุทธิ์ล้วนๆ
โดยทิ้งธาตุ 4 กับประจุพลังงานไว้เท่านั้น

ผมเคยตามดูท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทิ้งขันธ์
ขณะนั้นจิตของท่านจะเข้าฌานแล้วถอยออก
แล้วกลับเข้าฌานอีก สลับกันไปมา
นอกจากนี้ สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญาของท่าน ก็หมุนจี๋เป็นอัตโนมัติไปหมด
จิตใจองอาจกล้าหาญ ราวกับนักรบผู้กล้าฝ่าเข้าในสมรภูมิแห่งมรณภัย
ไม่มีความสะทกสะท้านหวั่นไหวกับทุกขเวทนาที่ประดังขึ้น ๆ ตลอดเวลา
ในขณะที่จิตของท่านดำเนินอย่างอัตโนมัตินั้น
จิตของท่านก็ปลดปล่อยประจุพลังงานอันมหาศาลออกมา
ในขณะสุดท้ายนั้น จิตของท่านทิ้งขันธ์ แล้วสลายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เหมือนไฟที่ดับไป เหมือนรอยเท้านกในอากาศ
เป็นชัยชนะที่บริสุทธิ์ หมดจด งดงามและเร้าใจผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง
ท่านก้าวข้ามความเจ็บ และความตาย ไป
โดยไม่มีความสะท้านหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียว
นับเป็นสงครามล้างภพล้างชาติเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปเลย
(ขอนอบน้อมแด่พระสาวก ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ _/I\_ _/I\_ _/I\_ )

ถึงผมจะไม่ได้เรียนตำรามามากนัก
แต่ถึงจุดนี้ถ้าใครบอกผมว่า
นิพพานแล้ว จิตยังอยู่ แต่ไปเป็นรูปนั่งสมาธิในลูกแก้ว วันดีคืนดีก็กลับมาเกิดได้อีก
ผมไม่เชื่อหรอกครับ
เพราะนั่นไม่ใช่นิพพานในทางพระพุทธศาสนา
สภาวะเช่นนั้นจะเกิดได้ ก็ด้วยอำนาจของอวิชชา ตัณหา อุปาทานเท่านั้น

สำหรับพลังงานอันมหาศาลที่จิตของท่านผู้บริสุทธิ์คายประจุทิ้งไว้นั้น
ไม่หายไปไหนหรอกครับ
แต่ก็ไม่ได้แปรเป็นรูปร่างตัวตนหรือจิตใจอะไรขึ้นมาได้อีก
แม้แต่พลังงานของพระพุทธเจ้า (ไม่ใช่พระจิตนะครับ) ก็ยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
เหมือนกับรูปขันธ์ที่ท่านทิ้งธาตุ 4 ที่เคยอาศัยไว้ในโลกนั่นเอง
หากผู้ใดมีความเคารพนอบน้อม และมีความสะอาดของจิตใจเพียงพอ
ก็สามารถสัมผัสกับพลังงานเหล่านั้นได้
สามารถอธิษฐานจิต ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างวัตถุมงคลก็ได้
และในเวลาที่สัมผัสกับพลังงานนั้น
จะรู้สึกเหมือนกับว่าท่านผู้ละขันธ์ไปแล้วยังดำรงอยู่
เพราะสิ่งที่เราสัมผัสท่านได้แต่ไหนแต่ไรมา ก็คือขันธ์หรือเปลือกของท่าน
ซึ่งรวมทั้งกระแสพลังจิตของท่านด้วย
เมื่อสัมผัสสิ่งเหล่านี้ จึงรู้สึกเหมือนท่านผู้เคยครอบครองสิ่งเหล่านี้ยังอยู่
จนบางคนหลงผิดไปว่า ท่านที่นิพพานแล้ว ยังอยู่
ทั้งที่ขันธ์ พลังงานของจิต และจิตนั้น มันเป็นคนละเรื่องกัน
และบางคราว จิตของผู้ปฏิบัติเอง ก็อาศัยพลังงานนั้น
เป็นสื่อสร้างรูปของท่านเหล่านั้นขึ้นมาแสดงธรรมให้ฟังก็มี
[28 เม.ย. 2542]


ธรรมเป็นของลึก เกินวิสัยที่เราจะรู้ได้ด้วยตนเองจริงๆ
อาศัยพระมหากรุณาของพระมหาบุรุษ
จึงพอจะเห็นทางติดตามรอยพระบาทไปได้

แต่พวกเราก็ไม่ควรท้อใจ
สิ่งที่ คุณดังตฤณ เกณฑ์ให้ผมเขียนขึ้นนั้น (เขียนอยู่ 2 วันครับ)
ถ้าจะกล่าวแล้ว มันเป็น "ผล" ของการปฏิบัติ
มันจะยุ่งยากซับซ้อนปานใด ก็ไม่น่าวิตกกังวล
สิ่งสำคัญคือการที่พวกเราจะทำ "เหตุ" คือการเจริญสติปัฏฐาน
ระลึกรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงเท่านั้น
หลักจริงๆ ก็มีเท่านี้เอง
เมื่อทำเหตุแล้ว ผลคือความสลัดคืน ความปล่อยวาง ของจิต ก็เป็นไปเองครับ
แล้วความรู้ความเห็นไม่ว่าจะลึกซึ้งปานใด
ก็เป็นไปเองครับ อย่าหนักใจเลยว่าจะไม่รู้

ที่เขียนขึ้นมาก็เพื่อบอกพวกเราว่า
ธรรมที่ท่านสอนนั้น เป็นของจริง ไม่ใช่สิ่งที่เป็นทฤษฏีจับต้องไม่ได้
หรือเอาไว้เถียงกันเล่นๆ เท่านั้น
ไม่ได้ต้องการให้พวกเราพยายามคิดทำความเข้าใจ
หรือทรงจำไว้เถียงกันเล่นน่ะครับ

หนทางก็มีอยู่ ผู้เดินทางก็ยังไม่ขาดสาย
ลงมือเสียแต่วันนี้
ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป
เพราะถึงวันนั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทางไปอีกแสนนาน
[29 เม.ย. 2542]


ความจำได้หมายรู้ หรือสัญญานั้น
ปรากฏชัดขึ้นเมื่อวิญญาณเป็นปัจจัยแห่งความปรากฏของรูปนามครับ
ตรงที่มีอาการที่ผมเรียนว่า เหมือนการเปิดสวิทซ์ขันธ์ 5 ให้ปรากฏขึ้นน่ะครับ
ถึงจุดนั้นจึงคิดนึกปรุงแต่งได้เต็มที่
มีความรับรู้พร้อมที่อายตนะจะทำงานรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้

สัญญานั้น พวกเรามักรังเกียจเดียดฉัน ว่ามันไม่ดียังงั้นยังงี้
ที่จริงมันมีความสำคัญมากสำหรับการปฏิบัติธรรมทีเดียว
ถึงขนาดที่ว่า ถ้าปราศจากสัญญาก็ทำวิปัสสนาไม่ได้
แม้แต่ในสมาบัติ พระสารีบุตรท่านยังกล่าวว่า
ในสัญญาสมาบัติยังทำวิปัสสนาได้
ส่วนสมาบัติที่ก้าวล่วงสัญญาคือหมดสัญญาแล้ว ทำวิปัสสนาไม่ได้

สัญญาจึงเหมือนดาบสองคม คือด้านหนึ่งมันเป็นความจำ
ที่เป็นตัวให้เราเอามาสานต่อเป็นความคิด จนปิดบังความจริง
แทนที่จิตจะเป็นผู้สังเกตการณ์สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
กลับคอยคิดนำไปตามสัญญาอารมณ์ จนจิตไม่เห็นความจริง

แต่อีกด้านหนึ่ง มันเป็นตัวช่วยสนับสนุนปัญญาได้เช่นกัน
หากมันทำหน้าที่ให้มุมมองของจิต ให้ถูกต้องตรงจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติ
คือช่วยให้จิตเรียนรู้สภาพธรรมในมุมมองของ
อนิจจสัญญา หรือทุกขสัญญา หรืออนัตตสัญญา หรืออสุภสัญญา
แทนที่จะมองดาดๆ ไปทุกมุม
จิตของผู้ปฏิบัติ มักจะเลือกมุมมองที่ตนถนัด
เพื่อทำให้จิตเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และปล่อยวาง

เช่นจิตของผมถนัดในการมองสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
แม้จะรู้ความเกิดดับของ รูป จิต และเจตสิกไปเรื่อยๆ
แต่ถึงจุดหนึ่ง ก็จะเห็นรูป จิต หรือเจตสิกเป็นอนัตตา
หากมองในมุมของอนิจจัง จิตมันไม่รู้ซึ้ง และไม่ปล่อยวาง
แต่หากเมื่อใดจิตหมายรู้ว่ารูป จิต เจตสิก อันที่กำลังรู้อยู่นั้น เป็นอนัตตา
ปัญญา จะเกิดวาบขึ้นมาตัดความยึดถือขาดวับลงไปทันที
จิตจึงจะปล่อยวางได้ เป็นต้น

สัญญา ที่เป็น ความหมายรู้อารมณ์ จึงเป็นเครื่องมือที่เราใช้ยืนพื้น
ส่วน ปัญญา เมื่อเกิดวับเดียวก็ตัดอารมณ์ขาดไปแล้ว
แต่พวกเรามักเชียร์แต่ปัญญา ดูถูกสัญญากันบ่อยๆ
(ถ้าเป็นสัญญาประเภทความจำ ที่กระตุ้นให้คิด คิด คิด
อันนั้นเป็นตัวปัญหาจริงๆ ครับ)
เหมือนคนดูบอลที่เชียร์แต่กองหน้าที่ทำประตูได้
ลืมกองกลางที่คอยป้อนลูกให้กองหน้า

ตั้งแต่พรุ่งนี้เช้าไปจนถึงวันที่ 5 ผมไม่อยู่กรุงเทพครับ
หากผู้ใดสนใจในจุดใด ก็ขอให้ คุณดังตฤณ มารับภาระต่อก็แล้วกัน
ในฐานะที่เคี่ยวเข็นผมอยู่หลายวัน
ให้เขียนประสบการณ์เรื่องปฏิจจสมุปบาทขึ้นมา
[30 เม.ย. 2542]


เรื่องสัญญานั้น เมื่อมีรูปนามแล้วก็มีตลอดสายแหละครับ
และมันมีบทบาทมากเมื่อมีผัสสะ
คือมันจำได้หมายรู้ถึงอารมณ์ที่รับรู้มา
แล้วเป็นปัจจัยปรุงแต่งต่อเนื่องไปตลอดสาย

ส่วนที่ คุณหลังเขา กล่าวถึงเรื่องแยกกายแยกจิตนั้น
ที่จริงก็ไม่ได้หนีจากเรื่องนามรูปปริจเฉทญาณ น่ะครับ
คือคุณหลังเขา เล่าให้ผมฟังว่าไม่สบาย
แล้วเห็นว่า ร่างกายไม่สบาย แต่จิตเป็นเพียงผู้รู้ ไม่ได้เจ็บป่วยด้วย
ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว และผมแนะให้สังเกตต่อไปว่า
ให้ดูให้ดี จริงๆ แล้ว ร่างกายเราเป็นเพียงก้อนธาตุ กายไม่เคยเจ็บ
แต่มีความรู้สึกเจ็บแทรกอยู่ในกาย
หมายความว่า เมื่อเรารู้รูปขันธ์อยู่นั้น
สังเกตอีกหน่อยจะเห็นเวทนาขันธ์แทรกอยู่ในรูป
ส่วนจิตเป็นผู้รู้ ผู้ดู ทั้งรูปและเวทนา
รูปก็เกิดดับ เช่นหายใจเข้าแล้วก็หายใจออก
เวทนาก็แสดงความไม่คงที่ตลอดเวลา เดี๋ยวเจ็บมาก เดี๋ยวเจ็บน้อย
ส่วนจิตเป็นกลางวางเฉยตลอดเวลา

เวลาเราดูรูป เรามักเห็นทั้งรูป เวทนาทางกาย และจิต
ส่วนเวลาดูจิต(จิตตานุปัสสนา) ก็ให้รู้ให้ละเอียดเช่นกันว่า
อันนี้คือจิตผู้รู้ อันนี้คือความคิดนึกปรุงแต่ง หรือสังขารขันธ์
อันนี้คือเวทนาทางใจ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นกลางบ้าง
อันนี้คือสัญญาที่ผุดขึ้นมาทำหน้าที่จำได้หมายรู้

ที่แนะนำคุณหลังเขา ก็คือเรื่องให้รู้จักจำแนกรูปนามให้ละเอียดชัดเจนน่ะครับ
ไม่ใช่อะไรที่ลึกลับเลย เป็นเบื้องต้นของการเจริญวิปัสสนานั่นเอง
[30 เม.ย. 2542]


เรื่องปฏิจจสมุปบาทที่คุณนักเรียนใหม่ถามว่า
"การจะสามารถ รู้ และ เข้าใจ ปฏิจจสมุปบาทอย่างถ่องแท้ได้
ต้องอาศัยจิตของพระอริยะเท่านั้น
เพียงการเจริญสติสัมปชัญญะเป็นการเพียงพอหรือไม่ครับ
ที่จิตจะได้เห็นธรรมในชาตินี้
หรือต้องมีองค์อื่นๆประกอบ"

คำถามนี้คุณดังตฤณตอบไว้ดีแล้ว
แต่ขอเพิ่มเติมสักเล็กน้อยว่า
การเจริญสติปัฏฐาน ด้วยจิตที่มีสติสัมปชัญญะ
จะช่วยให้เราเห็นปฏิจจมุปบาทได้
โดยผู้ปฏิบัตินั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นพระอริยบุคคลอยู่ก่อน

แต่เมื่อผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทแจ่มแจ้งแก่จิตใจ ผู้นั้นเป็นพระอริยบุคคลครับ

เหตุที่ผู้ปฏิบัติยังไม่สามารถเห็นปฏิจจสมุปบาทได้แจ่มแจ้ง
ก็เพราะจิตของผู้ปฏิบัตินั้น เกิดชาติคือความเป็นตัวตนอยู่แล้ว
ตั้งแต่เริ่มจะดูจิตใจตนเอง
คือจะรู้สึกตลอดเวลาว่า "เรา" กำลังทำกรรมฐานอยู่
แม้จะรู้ผัสสะ เวทนา กิเลส ตัณหา อุปาทานใดๆ
ก็ยังเป็นกระบวนการชั้นนอกของจิต
เพราะที่จริงปฏิจจสมุปบาทได้ทำงานไปแล้ว
จนเกิดความเป็นเราของจิต ขึ้นมานั่งดูผัสสะ...อุปาทาน

แต่เมื่อรู้กระบวนการของปฏิจจสมุปบาทมากเข้า
จนจิตเห็นจริงถึงธรรมที่อาศัยกันเกิด ซึ่งแสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้น
จิตจะปล่อยวางอุปาทานขันธ์ ข้ามพ้นความเป็นปุถุชนไปได้

คราวนี้เมื่อตั้งสติ มองกระบวนการของปฏิจจสมุปบาท
จะพบมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
นั่นคือ จิตผู้รู้ ผู้ดูอยู่นั้น ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวเราแม้แต่น้อยหนึ่ง
แล้วเห็นกลไกการทำงานของจิต
ซึ่งหากสติปัญญาทำงานไม่ทันในช่วงที่เกิดตัณหา
จิตก็จะทะยานเข้ายึดอารมณ์ ก่อภพก่อชาติขึ้นมา
ก็จะเห็นชัดว่า แท้จริงแล้ว อัตตาตัวตนและความทุกข์ เกิดด้วยวิธีนี้นั่นเอง
หากมีสติสัมปชัญญะอยู่ พระอริยบุคคลจะเห็นเพียงการไหลไปของธรรมทั้งปวง
ที่เกิดดับๆ ไปเรื่อยๆ เท่านั้น โดยจิตไม่กระทบกระเทือนใดๆ

ผู้ปฏิบัติดูปฏิจจสมุปบาท กับพระอริยบุคคลดูปฏิจจสมุปบาท
จึงชัดเจนแจ่มใสผิดกว่ากันครับ
เพราะคนหนึ่ง เอาจิตที่เป็นอัตตาแล้วไปดู
ในขณะที่อีกท่านหนึ่ง ดูด้วยจิตที่เป็นอนัตตา

พระอริยบุคคลนั้น ท่านเห็นปฏิจจสมุปบาททุกองค์
แต่เห็นมากน้อยไม่เท่ากัน
จุดที่ทุกองค์เห็นตรงกัน คือจุดที่ว่า
เดิมนั้นขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา
แต่เพราะความรู้ไม่ทัน จิตจึงยึดขันธ์ 5 มาเป็นตัวเรา
แล้วความทุกข์ก็เกิดขึ้น
ถ้าไม่อยาก ไม่ยึด ทุกข์ก็เกิดไม่ได้
ส่วนนี้ถ้าจะกล่าวไปแล้ว ก็คืออริยสัจจ์ 4 นั่นเอง
ท่านจึงกล่าวว่า การรู้อริยสัจจ์ 4 คือการรู้ธรรมบ้าง
การรู้ปฏิจจสมุปบาท คือการรู้ธรรมบ้าง
อันนี้พระอริยบุคคลเห็นเหมือนกันทุกองค์ครับ
จะว่าเป็นมาตรฐานขั้นพื้นฐานก็ว่าได้ครับ
[6 พ.ค. 2542]

<Previous   Next>