|
(แนวทางปฏิบัติธรรมของ
พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์
เรียบเรียงโดย : อุบาสกนิรนาม)
1. คำปรารภ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เป็นศิษย์รุ่นแรกสุดของท่านพระอาจารย์มั่น
ภูริทัตตเถร ภายหลังจากท่านออกเดินธุดงค์จนสิ้นธุระในส่วนขององค์ท่านแล้ว
ท่านได้ไปประจำอยู่ที่วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ตลอดมาจนถึง
วันมรณภาพ หลวงปู่เป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และได้แผ่บารมีธรรม
อบรมสั่งสอนศิษย์ทั้งที่เป็นบรรพชิตและคฤหัสถ์ ประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ
ธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หลักปฏิบัติที่ท่านนำมาสั่งสอนนั้น
ไม่ใช่หลักธรรมของท่าน หรือของท่านอาจารย์ของท่าน แต่เป็นพระธรรมคำสอน
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าประทานไว้นั่นเอง ท่านเพียงแต่เลือกเฟ้นกลั่นกรองนำมา
สอน ให้ถูกกับจริตนิสัยของศิษย์แต่ละคนเท่านั้น
หลวงปู่มีปรกติสอนเรื่องจิต จนบางคนเข้าใจว่า ท่านสอนเฉพาะ
การดูจิตหรือการพิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนา) แต่ในความ
เป็นจริงแล้ว ท่านสอนไว้สารพัดรูปแบบ คือใครดูจิตได้ท่านก็สอนให้ดูจิต แต่
หากใครไม่สามารถดูจิตโดยตรงได้ ท่านก็สอนให้พิจารณากาย(กายานุปัสสนา
และเวทนานุปัสสนา)เช่นเดียวกับที่ท่านพระอาจารย์มั่นสอน และในความเป็นจริง
ศิษย์ฝ่ายบรรพชิตที่พิจารณากายนั้น ดูจะมีมากกว่าผู้พิจารณาจิตโดยตรงเสียอีก
2. เหตุผลที่ท่านเน้นการศึกษาที่จิต หลวงปู่พิจารณาเห็นว่ากุศลธรรม
ทั้งหลายรวมลงได้ในอริยสัจสี่ทั้งนั้น และอริยสัจสี่นั้นสามารถรู้เห็นและเข้าใจได้
ด้วยการศึกษาจิตของตนเอง เพราะทุกข์นั้นเกิดมาจากสมุทัยคือตัณหา
(ความทะยานอยากของจิต) และความพ้นทุกข์ก็เกิดจากความสิ้นไปของตัณหา
แม้แต่มรรคมีองค์แปด ซึ่งย่อลงเป็นศีล สมาธิ และปัญญานั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิด
ขึ้นกับจิตทั้งสิ้น กล่าวคือศีลได้แก่ความเป็นปรกติธรรมดาของจิตที่ไม่ถูกสภาวะ
อันใดครอบงำ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต และปัญญาคือความรอบรู้ของจิต
ท่านจึงกล้ากล่าวว่า พระธรรมทั้งปวงนั้น สามารถเรียนรู้ได้ที่จิตของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูจิต
3. วิธีดูจิต
3.1 การเตรียมความพร้อมของจิต พระกรรมฐานสายท่านพระ
อาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร จะสอนตรงกันว่า จิตที่จะเจริญวิปัสสนาได้นั้น ต้องมี
สมาธิหรือความสงบตั้งมั่นของจิตเป็นฐานเสียก่อน จิตจะได้ไม่ถูกกิเลสครอบงำ
จนเห็นไม่สามารถเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงได้ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็สอน
ในลักษณะเดียวกัน และท่านมักจะให้เจริญพุทธานุสติบริกรรม "พุทโธ" หรือ
ควบด้วยการทำอานาปานสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้า บริกรรม "พุท"
หายใจออกบริกรรม "โธ"
เคล็ดลับของการทำความสงบ ในเวลาที่จะทำความสงบนั้น ท่าน
ให้ทำความสงบจริงๆ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องการเจริญปัญญา และมีเคล็ดลับที่
ช่วยให้จิตสงบง่ายคือ ให้รู้คำบริกรรมหรือกำหนดลมหายใจไปเรื่อยๆ ตาม
สบาย อย่าอยากหรือจงใจจะให้จิตสงบ เพราะธรรมชาติของจิตนั้นจะไป
บังคับให้สงบไม่ได้ ยิ่งพยายามให้สงบกลับจะยิ่งฟุ้งซ่านหนักเข้าไปอีก
เมื่อจิตสงบลงแล้ว จิตจะทิ้งคำบริกรรม ก็ไม่ต้องนึกหาคำ
บริกรรมอีก แต่ให้รู้อยู่ตรงความรู้สึกที่สงบนั้น จนกว่าจิตจะถอนออกมาสู่
ความเป็นปรกติด้วยตัวของมันเอง
3.2 การแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ที่ถูกจิตรู้ เมื่อจิตรวมสงบทิ้งคำ
บริกรรมไปแล้ว ท่านให้สังเกตอยู่ที่ความสงบนั้นเอง และสังเกตต่อไปว่า
ความสงบนั้นเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น จิตคือตัวผู้รู้ ผู้ดูอยู่นั้น มีอยู่ต่างหาก
สรุปก็คือ ท่านสอนให้แยกจิตผู้รู้ออกจากอารมณ์ที่ถูกรู้
บางคนไม่สามารถทำความสงบด้วยการบริกรรม หรือด้วยกรรมฐาน
อื่นใด ก็อาจใช้วิธีอื่นในการแยกผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ได้ ตัวอย่างเช่น
นึกถึงพุทโธ หรือบทสวดมนต์บทใดก็ได้ที่คุ้นเคย แล้วก็เฝ้ารู้การ
สวดมนต์ที่แจ้ว ๆ อยู่ในสมองตนเองไป จากนั้นจึงแยกว่า บทสวดนั้นถูกรู้ ผู้รู้
มีอยู่ต่างหาก ตรงจุดนี้มีอุบายยักย้ายอีกหลายอย่าง เช่นอาจจะสังเกตดูความ
คิดของตนเอง ซึ่งพูดแจ้ว ๆ อยู่ในสมองก็ได้ แล้วเห็นว่า ความคิดนั้นถูกรู้
จิตผู้รู้มีอยู่ต่างหาก
หรือตามรู้ความเคลื่อนไหวของร่างกายไปเรื่อย ๆ หรือตามรู้ความ
รู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ ไปเรื่อยๆ หรือ ฯลฯ (สรุปว่า รู้อะไรก็ได้ให้
ต่อเนื่อง) และสังเกตเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นแค่สิ่งที่ถูกรู้ จิตผู้รู้มีอยู่ต่างหาก
หรืออย่างท่านพระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี ศิษย์อาวุโสอีกรูปหนึ่ง
ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านสอนให้ลองกลั้นหายใจดูชั่วขณะ แล้วสังเกตดู
ความรู้สึกตรงที่นิ่งๆ ว่างๆ นั้น แล้วทำสติรู้อยู่ตรงนั้นเรื่อยๆ ไป เป็นต้น
เมื่อแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ที่ถูกรู้ได้แล้ว ก็ให้เจริญสติสัมปชัญญะต่อไป
3.3 การเจริญสติและสัมปชัญญะ ให้ทำความรู้ตัวอยู่กับจิตผู้รู้
อย่างสบาย ๆ ไม่เพ่งจ้องหรือควานหา ค้นคว้า พิจารณาเข้าไปที่จิตผู้รู้ เพียง
แค่รู้อยู่เฉย ๆ เท่านั้น ต่อมาเมื่อมีความคิดนึกปรุงแต่งอื่นๆ เกิดขึ้น ก็จะเห็น
ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ชัดเจน เช่นเดิมมีความนิ่งว่างอยู่ ต่อมาเกิด
คิดถึงคน ๆ หนึ่ง แล้วเกิดความรู้สึกรัก หรือชังขึ้น ก็ให้สังเกตรู้ความรัก
ความชังนั้น และเห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น ตัวจิตผู้รู้มีอยู่ต่างหาก ให้รู้ตัว
ไปเรื่อย ๆ สิ่งใดเป็นอารมณ์ปรากฏขึ้นกับจิต ก็ให้มีสติรู้อารมณ์ที่กำลัง
ปรากฏนั้น ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่เผลอส่งจิตเข้าไปในอารมณ์นั้น ตรงที่
จิตไม่เผลอส่งออกไปนั้นเอง คือความรู้ตัว หรือสัมปชัญญะ
เรื่องสตินั้นเข้าใจง่าย เพราะหมายถึงตัวที่ไปรู้เท่าอารมณ์ที่กำลัง
ปรากฏ เช่นคนอ่านหนังสือ สติจดจ่ออยู่กับหนังสือ จึงอ่านหนังสือได้รู้เรื่อง
คนขับรถ สติจดจ่อกับการขับรถก็ทำให้ขับรถได้ ฉะนั้นโดยธรรมชาติแล้ว คน
มีสติอยู่เสมอเมื่อจิตรู้อารมณ์ แต่จะเป็นสัมมาสติได้ ก็ต่อเมื่อมีสัมปชัญญะคือ
ความรู้ตัวไม่เผลอควบคู่ไปด้วย
ความรู้ตัวไม่เผลอนั้นเข้าใจยากที่สุด เพราะถามใครเขาก็ว่าเขารู้ตัว
ทั้งนั้น ทั้งที่ความจริงจิตยังมีความหลง(โมหะ)แฝงอยู่เกือบตลอดเวลา
สัมปชัญญะที่ใช้เจริญสติปัฏฐาน จะต้องเป็น "อสัมโมหสัมปชัญญะ" เท่านั้น
ยกตัวอย่าง เมื่อเราดูละครโทรทัศน์ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ใจรู้
คิดนึกตามเรื่องของละครไป ในขณะนั้นเรามีสติดูโทรทัศน์ แต่ไม่อาจไม่มี
สัมปชัญญะ เพราะเราส่งจิตหลงไปทางตา ทางหู และทางใจ เราลืมนึกถึง
ตัวเองที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่ อันนี้เรียกว่าไม่มีสัมปชัญญะหรือไม่รู้ตัว
บางคนเดินจงกรม กำหนดรู้ความเคลื่อนไหวของเท้าซ้าย เท้าขวา
รู้ความเคลื่อนไหวของกาย อันนั้นมีสติ แต่อาจไม่มีสัมปชัญญะถ้าส่งจิตเผลอ
ไปในเรื่องของเท้าและร่างกาย มัวแต่จดจ่อที่เท้าและร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหว
จนเหมือนกับลืมตัวเอง เหมือนตัวเอง หรือตัวจิตผู้รู้นั้นไม่มีอยู่ในโลกเลยใน
ขณะนั้น
ความรู้ตัว หรือการไม่หลงเผลอส่งจิตออกไปตามอารมณ์ภาย
นอกนั้นเองคือสัมปชัญญะ วิธีฝึกให้ได้สัมปชัญญะที่ดีที่สุดคือการทำสมถะ
กรรมฐาน เช่นการบริกรรมพุทโธ จนจิตรวมเข้าถึงฐานของมัน แล้วรู้อยู่ตรง
ฐานนั้นเรื่อยไป หากมีอารมณ์มาล่อทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ไม่เผลอ
หลงลืมฐานของตน ส่งจิตตามอารมณ์ไปอย่างไม่รู้ตัว
3.4 ดูจิตแล้วรู้อารมณ์อะไรบ้าง การที่เราเฝ้ารู้จิตผู้รู้ไปเรื่อย ๆ
อย่างสบาย ๆ นั้น เราสามารถรู้อารมณ์ทุกชนิดที่ผ่านเข้ามาให้จิตรู้ แล้วแต่ว่า
ในขณะนั้นอารมณ์ตัวไหนจะแรงและเด่นชัดที่สุด ดังนั้น เราสามารถเจริญ
สติปัฏฐานได้ทั้ง 4 ประเภท (ในทางตรงข้าม ถ้าแยกจิตผู้รู้กับอารมณ์ที่ถูกรู้
ออกจากกันไม่ได้ จะไม่สามารถเจริญสติปัฏฐานทุกประเภทเช่นกัน ที่กล่าวว่า
สมถะเป็นฐานของวิปัสสนาก็คือเรื่องตรงนี้เอง คือถ้าขาดสมถะที่ถูกต้อง จิต
จะตกเป็นทางอารมณ์ ถ้ามีสมถะที่ถูก จิตจะมีสัมปชัญญะ รู้ตัว ไม่เป็นทาสของ
อารมณ์ จึงเห็นความเกิดดับของอารมณ์ชัดเจนตามความเป็นจริงได้) กล่าวคือ
3.4.1 รู้กาย เมื่อมีสัมผัสทางกาย เช่นรู้ลมหายใจเข้า
ออก รู้ทางกายว่ามีอากาศเย็นมากระทบกาย กายเกิดอาการหนาว
สะท้านขึ้น หรือเมื่อเดินกลางแดดร้อนจัด กายอิดโรยมีเหงื่อไคล
สกปรกชุ่มอยู่ หรือเมื่อเดินจงกรมเคลื่อนไหวไปมา ผู้ที่มีจิตผู้รู้
จะเห็นกายสักแต่ว่าเป็นกลุ่มของธาตุมารวมกัน และเคลื่อนไหวไป
มาได้เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ไม่เห็นว่ากายส่วนใดจะเรียกตัวเองว่า
กายเลย หรือเดินจงกรมจนเมื่อยขา ก็ไม่เห็นว่าขาจะบ่นอะไรได้เลย
กายกับจิตมันแยกชัดเป็นคนละส่วนกันทีเดียว ผู้ปฏิบัติจะเห็นกาย
เป็นไตรลักษณ์ชัดเจนมาก
3.4.2 รู้เวทนา บางครั้งในขณะที่รู้จิตผู้รู้อยู่นั้น เรา
จะรู้เวทนา ทางกายบ้าง ทางจิตบ้าง แล้วแต่ตัวใดจะเด่นชัดในขณะ
นั้น เช่นในขณะที่เดินอยู่ เกิดเมื่อยขารุนแรง ถ้าเรามีจิตผู้รู้ เราจะ
เห็นชัดเลยว่า ความเมื่อยไม่ใช่ขาที่เป็นวัตถุธาตุ แต่เป็นอีกสิ่งหนึ่ง
แฝงอยู่ในวัตถุธาตุที่ประกอบกันขึ้นเป็นขา หรืออย่างนั่งอยู่ร้อน ๆ
มีลมเย็นพัดมา รู้สึกสบาย ความสบายนั้นเป็นความรู้สึกอีกตัวหนึ่ง
ที่แทรกเข้ามา โดยที่กายไม่ได้สบายไปด้วย หรืออย่างเราปวดฟัน
ถ้าเรามีจิตผู้รู้ จะเห็นชัดว่า ความปวดไม่ใช่ฟัน และไม่ใช่จิตด้วย
แต่เป็นอีกสิ่งหนึ่ง(อีกขันธ์หนึ่ง) และความปวดนั้นเปลี่ยนระดับ
ตลอด ไม่ได้ปวดเท่ากันตลอดเวลา อันเป็นการแสดงความเป็น
ไตรลักษณ์ของเวทนาขันธ์ให้ปรากฏ
ในส่วนของเวทนาทางจิต ก็เห็นได้ชัดมาก เช่นเวลา
ปวดฟัน มีเวทนาทางกายแล้ว บางครั้งจิตก็ปรุงแต่งเวทนาทางจิต
ขึ้นมาด้วย คือเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ใจขึ้นมา หรือในเวลารับประทาน
อาหารที่ชอบใจ แม้รสยังไม่ทันสัมผัสลิ้น ความสุขทางใจก็เกิดขึ้น
ก่อนแล้ว อย่างนี้ก็มี
การรู้เวทนาขณะที่รู้จิตผู้รู้อยู่นั้น จะเห็นเวทนาเป็น
ไตรลักษณ์ชัดเจนมาก
3.4.3 รู้จิต จิตตานุปัสสนานั้น ไม่ใช่การเห็นจิตผู้รู้
หรือจิตที่แท้จริง แต่เป็นการเห็นจิตสังขาร(ความคิดนึกปรุงแต่ง)
ที่กำลังปรากฏ เช่นเห็นชัดว่า ขณะนั้นจิตมีความโกรธเกิดขึ้น มี
ความใคร่เกิดขึ้น มีความหลงฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ความความผ่องใส
เบิกบานเกิดขึ้น ฯลฯ แล้วก็จะเห็นอีกว่า ความปรุงแต่งทั้งฝ่ายชั่ว
และฝ่ายดี ล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มันไม่ใช่จิต มัน
เป็นแค่อารมณ์ที่ถูกรู้ ทั้งนี้ การรู้จิต(สังขาร) ในขณะที่รู้ตัวหรือรู้จิต
ผู้รู้อยู่นั้น จะเห็นจิตสังขารเป็นไตรลักษณ์อย่างชัดเจนมาก
3.4.4 รู้ธรรม ถ้ารู้จิตผู้รู้อยู่นั้น หากสภาวธรรมอันใด
ปรากฏขึ้น ก็จะเห็นสภาวธรรมนั้นตามที่มันเป็นจริง เช่นขณะที่
รู้ตัวอยู่ จิตคิดถึงคนที่รัก แล้วจิตก็ทะยานออกไปเกาะความคิดนั้น
คลุกคลีกับความคิดนั้น ผู้ปฏิบัติจะเห็นชัดว่า จิตเกิดความยึดว่าจิต
เป็นตัวตนของตนขึ้นมา เพราะความที่จิตหลงไปยึดอารมณ์นั้นเอง
ความเป็นตัวตน ความเป็นกลุ่มก้อน ความหนัก ได้เกิดขึ้นแทน
ความไม่มีอะไรในตอนแรก และถ้ารู้ทันว่าจิตส่งออกไปนำความทุกข์
มาให้ จิตจะปล่อยอารมณ์นั้น กลับมาอยู่กับรู้ ความเป็นกลุ่มก้อน
ความหนัก ความแน่น หรือทุกข์ก็จะสลายตัวไปเอง อันนี้คือการเห็น
อริยสัจสี่นั่นเอง คือเห็นว่าถ้ามีตัณหาคือความทะยานอยากไปตาม
อารมณ์ ความเป็นตัวตนและเป็นทุกข์จะเกิดขึ้น ถ้าไม่อยาก ทุกข์ก็
ไม่เกิด
การรู้สภาวธรรมในขณะที่รู้ตัว หรือรู้จิตผู้รู้นั้น จะเห็นว่า
จิตเป็นไตรลักษณ์ชัดเจนทีเดียว เช่นเห็นว่า เป็นของบังคับบัญชา
ไม่ได้ มันส่งออกไปยึดอารมณ์ มันก็ไปเอง ถ้ามันรู้ว่าไปยึดแล้วทุกข์
มันก็ไม่ไปเอง เราจะบังคับว่า จงอย่าไป ไม่ได้เลย
ตัวอย่างการพิจารณาหรือการดูจิต
1. นาย จ.กำลังซักผ้า ขณะนั้น สัญญาคือความจำภาพของสาว
คนรักผุดขึ้นมา จิตของเขาปรุงแต่งราคะคือความรักใคร่ผูกพันขึ้นมา ทั้งที่
ไม่ได้เห็นสาวคนรักจริง ๆ วิธีดูจิตนั้น ไม่ได้หมายความว่าให้นาย จ.หันมาทำ
สติว่ามือกำลังขยี้ผ้าอยู่ แต่นาย จ.จะต้องมองเห็นกิเลสที่เกิดขึ้นในใจของ
ตนเอง เมื่อเห็นกิเลสแล้ว ก็ไม่ใช่เกลียดหรืออยากดับกิเลส แต่การเห็นกิเลส
ด้วยจิตที่เป็นกลาง กิเลสมันจะดับไปเอง เมื่อกิเลสดับไป นาย จ.ก็ต้องรู้ว่า
กิเลสดับไป เป็นต้น
2. กรณีเดียวกับตัวอย่างแรก ถ้านาย จ.เกิดราคะเพราะคิดถึง
คนรัก บางครั้งกำลังกิเลสที่แรงมาก ๆ แม้นาย จ.จะรู้ว่ากิเลสเกิดขึ้น แต่ราคะ
นั้นอาจจะไม่ดับไป มิหนำซ้ำ จิตของนาย จ.ยังเคลื่อนออกจากฐานผู้รู้ เข้าไป
เกาะกับภาพคนรัก หรือหลงเข้าไปในความคิดเกี่ยวกับคนรัก ถึงขั้นนี้ก็ให้ นาย
จ.รู้ว่า จิตเคลื่อนออกไปรวมกับอารมณ์แล้ว ไม่ต้องทำอะไร แค่รู้เฉย ๆ เท่านั้น
3. เมื่อจิตของนาย จ.มีราคะ หรือจิตของนาย จ.เคลื่อนเข้าไป
รวมกับอารมณ์ นาย จ.อาจจะสงสัยว่า เอ..เราควรต้องพิจารณาอสุภกรรมฐาน
ช่วยจิตหรือไม่ เพื่อให้พ้นอำนาจดึงดูดของราคะ เรื่องอย่างนี้ในกรณีที่ผู้
ปฏิบัติพิจารณากาย อาจจะใช้การพิจารณาอสุภกรรมฐานมาเป็นเครื่องแก้กิเลส
ก็ได้ แต่นักดูจิตจะไม่ใช้ความคิดเข้าไปช่วยจิต เขาจะทำแค่รู้ทันสภาพจิตของ
ตนอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้ว จิตจะเปลี่ยนสภาพอยู่ตลอดเวลา
ถ้าตั้งใจสังเกตดู เช่นกำลังราคะจะแรงขึ้นบ้าง อ่อนลงบ้าง ความคิดเกี่ยวกับ
คนรักจะปรากฏขึ้นบ้าง และดับไปบ้าง การเคลื่อนของจิตก็อาจเคลื่อนถลำ
เข้าไปในอารมณ์บ้าง แล้วถอยออกมาอยู่กับรู้บ้าง มันแสดงไตรลักษณ์อยู่
ตลอดเวลา
4. เมื่อนาย จ.รู้ทันจิตเรื่อย ๆ ไปโดยไม่ได้ใช้ความคิดเข้าไป
ช่วยจิต นาย จ.ซึ่งเป็นปัญญาชน เคยชินกับการแก้ปัญหาด้วยการคิด อาจ
เกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาว่า เอ..ถ้าเราเฝ้ารู้จิตไปเฉย ๆ เราจะเกิดปัญญา
ได้อย่างไร เราจะกลายเป็นคนโง่สมองฝ่อหรือเปล่า ก็ให้นาย จ.รู้ว่าความ
ลังเลสงสัยเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องคิดหาคำตอบ แค่เห็นว่าความสงสัยเกิดขึ้นก็พอ
ที่สุดมันจะดับไปเองเหมือนอารมณ์ตัวอื่น ๆ นั่นเอง
แท้ที่จริง การที่จิตเป็นกลางรู้อารมณ์นั้น จิตเห็นไตรลักษณ์อยู่
ตลอดเวลา และจะเห็นอริยสัจ 4 ไปในตัวด้วยนั้น เป็นปัญญาขั้นสุดยอด
อยู่แล้วที่จะปลดเปลื้องจิตจากความทุกข์ ทั้งนี้ปัญญาอันเกิดจากการใช้
ความคิด(จินตมยปัญญา)ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้เก่า ๆ ที่ปัญญาชนอย่างนาย
จ. เคยชิน ไม่สามารถนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้ แต่ปัญญาที่เกิดจากการ
ภาวนา (ภาวนามยปัญญา) คือการเจริญสติสัมปชัญญะนั้น นำผู้ปฏิบัติออก
จากทุกข์ได้ และมันเป็นปัญญาคนละชนิดกัน
5. เมื่อนาย จ.ซักผ้าไปนาน ๆ แขนของนาย จ.ก็ปวด มือก็ล้า
นาย จ.รับรู้ทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้น แล้วสังเกตเห็นว่า ความจริงร่างกาย
ของนาย จ.ไม่ได้ปวดเมื่อยเลย แต่ความปวดเมื่อย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แฝงอยู่
ในกาย จิตผู้รู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง มันสงบสบายอยู่ได้ ในขณะที่ทุกข์ทางกาย
เกิดขึ้น อันนี้ก็เป็นการเห็นความจริงเกี่ยวกับขันธ์ที่แยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ
เมื่อมองดูแต่ละส่วน ไม่เห็นมีส่วนใดเลยที่เรียกว่า "นาย จ." นี่ก็เป็นสภาพอีก
อันหนึ่งที่ผู้ดูจิตจะรู้เห็นได้ไม่ยาก
3.5 การดูจิตจะพลิกไปมาระหว่างสมถะกับวิปัสสนาได้ การดูจิตก็ดี
หรือการพิจารณากายก็ดี จิตสามารถพลิกกลับไปมาระหว่างการเจริญสมถ
กรรมฐานและวิปัสนากรรมฐานได้
ในทางตำราทั่ว ๆ ไป มักจะแยกสมถะกับวิปัสสนาด้วยอารมณ์
กรรมฐาน คือถ้าใครทำกรรมฐาน 40 เช่นอนุสติ 10 ถือว่าทำสมถะ ถ้าเจริญสติ
ปัฏฐานคือรู้กาย เวทนา จิต หรือธรรม ถือว่าเจริญวิปัสสนา และเมื่อพบว่า
กรรมฐานบางอย่างเช่นอานาปานสติ มีอยู่ทั้งในกรรมฐาน 40 และในสติปัฏฐาน
ก็อธิบายเลี่ยงไปว่า อานาปานสติเป็นข้อยกเว้น คือเป็นได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา
แต่ในแง่ของนักปฏิบัติแล้วไม่ใช่เช่นนั้น การจำแนกสมถะกับ
วิปัสสนานั้น สามารถจำแนกด้วยอาการดำเนินของจิต คือถ้าขณะใด จิตมีสติรู้
อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง อันนั้นเป็นการทำสมถะ และเมื่อทำไปจนจิตจับ
อารมณ์นั้นเองโดยไม่ต้องบังคับควบคุม หรือไม่ต้องตั้งใจแล้ว จิตเกาะเข้ากับ
อารมณ์อันเดียว เกิดความสุขความสงบ อันนั้นเป็นฌานอันเป็นผลของการ
ทำสมถะ
เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติมีสติรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ ในขณะเดียวกันก็มี
สัมปชัญญะคือความรู้ตัว หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้แยกออกจากกัน แล้ว
ตามเห็นความเกิดดับของอารมณ์ อันนั้นเป็นการทำวิปัสสนา และเมื่อถึงจุดหนึ่ง
จิตจะไม่จงใจรู้อารมณ์และไม่จงใจประคองผู้รู้ แต่สามารถเจริญสติและ
สัมปชัญญะได้เอง อันนั้นจิตเดินวิปัสสนาเองโดยอัตโนมัติ อันเป็นวิปัสสนาแท้
ที่จิตทำของเขาเอง
เปรียบเทียบคนที่ทำสมถะ เหมือนคนที่ตกลงในกระแสน้ำ ว่ายอยู่
ในน้ำ ย่อมเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่ชัดเจน ในขณะที่ผู้ทำวิปัสสนา เหมือนคนที่นั่งบน
ฝั่งน้ำ แล้วมองดูสายน้ำที่ไหลผ่านเฉพาะหน้าไป ย่อมเห็นชัดว่า มีอะไรลอยมา
กับน้ำบ้าง ทั้งของสะอาดสวยงาม และของสกปรก
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นบทเฉลยที่ว่า ทำไมจึงต้องหัดแยกจิตผู้รู้ ออก
จากอารมณ์ที่ถูกรู้ ก่อนที่จะดูจิตหรือพิจารณากายอย่างหนึ่งอย่างใด
ตัวอย่างเช่น หากพิจารณาอัฐิหรือกระดูก โดยให้สมาธิเพ่งรู้รูปร่าง
ของกระดูก ว่าเป็นแท่งยาว ๆ กลม ๆ อันนั้นเป็นการเพ่ง เป็นกสิณดิน หาก
เพ่งดูว่า กระดูกมีสีขาว อันนั้นก็เป็นกสิณสี ซึ่งการเพ่งจนจิตสงบเกาะอยู่กับ
รูปกระดูกก็ดี สีกระดูกก็ดี เป็นการทำสมถะ
แต่หากรู้กระดูก โดยมีจิตผู้รู้ตั้งมั่นอยู่ต่างหาก แล้วคิดพิจารณา
ไปในแง่ที่กระดูกเป็นไตรลักษณ์ อันนั้นเป็นการเจริญวิปัสสนาขั้นต้น และใน
ระหว่างที่พิจารณากายอย่างเป็นวิปัสสนานั้น บางครั้งจิตก็เข้าไปจับอยู่กับกาย
ส่วนใดส่วนหนึ่งนิ่งพักอยู่เป็นสมถะ แล้วค่อยกลับออกมาพิจารณากายต่อก็มี
แต่ถ้าจิตไม่เข้าพักเอง แล้วกลับตะลุยพิจารณากายจนจิตฟุ้งซ่าน ผู้ปฏิบัติ
จะต้องย้อนกลับไปทำสมถะใหม่ เพื่อให้จิตมีกำลังและแยกตัวออกจาก
อารมณ์เสียก่อน
การดูจิตก็เป็นได้ทั้งสองอย่าง คือถ้าเพ่งความว่างเปล่าของจิต
หรือเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งในจิต อันนั้นเป็นสมถะ หากรู้อารมณ์ที่เกิดดับไป โดยจิต
ผู้รู้อยู่ต่างหาก อันนั้นเป็นการทำวิปัสสนา และตามธรรมดาแล้ว เมื่อผู้ปฏิบัติ
ดูจิตอยู่อย่างเป็นวิปัสสนานั้น บางครั้งจิตก็เข้าพักในสมถะ ด้วยการจับนิ่ง
เข้ากับอารมณ์อันเดียว
ผู้ปฏิบัติควรจำแนกได้ว่า ขณะนั้นจิตของตนทำสมถะหรือเดิน
วิปัสสนา มิฉะนั้น อาจหลงผิดทำสมถะ แล้วคิดว่ากำลังทำวิปัสสนาอยู่ ผู้
ปฏิบัติที่ครูบาอาจารย์ขาดญาณทัศนะ ไม่รู้วาระจิตของศิษย์ อาจหลงผิด
ได้ง่ายโดยไม่มีใครแก้ไขให้ เช่นเดินจงกรมกำหนดยกหนอ ย่างหนอ
เหยียบหนอ ฯลฯ แล้วจิตไหลลงไปอยู่ในเท้า หรือหลงคิดแต่เรื่องยก ย่าง
เหยียบ ไม่มีสัมปชัญญะคือความรู้ตัวของจิต อันนั้นเป็นการทำสมถะอย่างเดียว
เท่านั้น
อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการที่แยกไม่ออกระหว่างการทำสมถะ
กับวิปัสสนาก็คือ การเกิดวิปัสสนูปกิเลส คือในระหว่างที่ทำวิปัสสนาอยู่นั้น
บางครั้งจิตพลิกกลับไปสู่ภูมิของสมถะ แล้วเกิดความรู้ความเห็นหรืออาการ
บางอย่าง ทำให้หลงผิดว่าตนบรรลุธรรมชั้นสูงแล้ว เช่นเกิดอาการที่สติรู้อารมณ์
ชัดกริบด้วยจิตที่แข็งกระด้าง (แทนที่จะรู้ด้วยจิตที่อ่อนโยน ว่องไว ควรแก่การ
ทำวิปัสสนา) หรือเกิดความรู้ความเห็นผิด เช่นแยกไม่ออกระหว่างสมมุติสัจจะ
กับปรมัตถสัจจะ หลงผิดว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่มี พ่อแม่ก็ไม่มี ทุกอย่างว่างเปล่า
หมด เป็นการปฏิเสธสมมุติบัญญัติคิดว่ามันไม่มี ทั้งที่สมมุติเขาก็มีของเขาอยู่
แต่มีอย่างเป็นสมมุติ เป็นต้น
การที่ดูจิตแล้วจิตพลิกกลับไปมาระหว่างสมถะและวิปัสสนาได้นั้น
ทำให้ผู้ปฏิบัติบางคน จะได้ฌานโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ไม่ต้องหัดเข้าฌาน
3.6 การปล่อยวางอารมณ์หยาบเข้าถึงความว่าง เมื่อดูจิตชำนาญเข้า
อารมณ์ใดกระทบจิต อารมณ์นั้นก็ดับไป เหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เริ่มต้น
ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นแต่อารมณ์หยาบ เช่นโกรธแรง ๆ จึงจะดูออก แต่เมื่อปฏิบัติ
มากเข้า แม้ความขัดใจเล็กน้อย หรือความพอใจเล็กน้อยเกิดขึ้นกับจิต ก็สามารถ
รู้เห็นได้อย่างชัดเจน เช่นในขณะที่ร้อน ๆ มีลมเย็นโชยกระทบผิวกายนิดเดียว
จิตก็เกิดยินดีมีราคะขึ้นแล้ว หรือปวดปัสสาวะ พอเริ่มถ่ายปัสสาวะจิตก็ยินดีเสีย
แล้ว หรือกำลังหิวข้าว พอเห็นเขายกอาหารมาวางต่อหน้า จิตก็ยินดีเสียแล้ว
เป็นต้น
เมื่อรู้อารมณ์ละเอียดแล้ว โอกาสที่อารมณ์หยาบจะเกิดก็ยากขึ้น
เพราะอารมณ์หยาบนั้นงอกงามขึ้นไปจากอารมณ์ละเอียดนั่นเอง
อนึ่ง หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำก็คือ ให้รู้อารมณ์เฉย ๆ
อย่าไปพยายามละอารมณ์นั้นเด็ดขาด จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น
เป็นตัวขันธ์ เป็นตัวทุกข์ ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น อย่าอยาก(มีตัณหา)ที่จะไปละ
มันเข้า จะผิดหลักการเกี่ยวกับกิจของอริยสัจที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า "ทุกข์ให้รู้
สมุทัยให้ละ" เพราะยิ่งพยายามละ ก็จะยิ่งหลงผิดมากขึ้น ตัวอย่างเช่นเห็นความ
โกรธเกิดขึ้นในจิต ท่านให้รู้เฉย ๆ บางครั้งผู้ปฏิบัติพยายามหาทางดับความโกรธ
นั้น แล้วความโกรธก็ดับได้จริง ๆ เหมือนกัน นักปฏิบัติจะหลงผิดว่า ตนเองเก่ง
ดับกิเลสได้ และเห็นว่า จิตเป็นอัตตา กิเลสเป็นอัตตา ทั้งที่ความจริงนั้น กิเลสมัน
ดับเพราะหมดเหตุของมันต่างหาก เช่นเราถูกคนด่า เราใคร่ครวญเก่าอยู่กับเรื่อง
ที่เขาด่า ความโกรธก็เกิดและแรงขึ้นเรื่อย ๆ พอเราคิดเรื่องจะดับความโกรธ
เราละเหตุของความโกรธเสียแล้วคือไม่ได้คิดเรื่องว่าเขาด่า มัวแต่คิดจะดับ
ความโกรธ ความโกรธหมดเหตุมันก็ดับไปเอง แต่ผู้ปฏิบัติหลงผิดว่า ตนดับ
ความโกรธได้ แล้วเมื่อไปเจอกิเลสอื่น ก็จะวุ่นวายอยู่กับความพยายามจะดับมันอีก
เรียกว่าหางานให้จิตทำวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา
การที่ผู้ปฏิบัติรู้อารมณ์เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้นตามลำดับนั้น อารมณ์ก็จะ
ยิ่งละเอียดเข้าไปอีกตามลำดับเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า จิตก็ดี อารมณ์ก็ดี
สติสัมปชัญญะหรือสมาธิก็ดี เป็นของที่อยู่ในอำนาจไตรลักษณ์เหมือนกัน ดังนั้น
เมื่อจิตละเอียดแล้ว ช่วงหนึ่งมันก็จะหยาบอีก อย่าตกใจเพราะนั่นมันเป็นธรรมดา
ให้ตั้งหน้าปฏิบัติไปเรื่อย ๆ มันจะกลับดี และดีขึ้นไปตามลำดับ
เมื่ออารมณ์ละเอียดถึงที่สุด จิตจะปรากฏเหมือนว่า จิตว่างไปหมด
ถึงจุดนี้ผู้ปฏิบัติอาจหลงผิดว่าตนสิ้นกิเลสแล้ว ความจริงความว่างนั้นก็คือ
อารมณ์อีกอันหนึ่ง เพียงแต่ละเอียดถึงที่สุดเท่านั้นเอง
ทุกวันนี้มีผู้ประกาศเรื่องให้ดำรงชีวิตด้วยจิตว่าง ทั้งที่เขาไม่รู้จัก
จิตว่างเลย และไม่รู้ว่าจิตว่างนั้นยังหาสาระแก่นสารเอาเป็นที่พึ่งอะไรไม่ได้ เพราะ
มันก็ยังตกอยู่ใต้อำนาจของไตรลักษณ์นั่นเอง และที่สำคัญก็คือ คนที่คิดเรื่อง
จิตว่างและพยายามทำให้จิตว่างนั้น จิตยังห่างจากความว่างมากมายนัก เพราะแม้
จิตที่มีอารมณ์หยาบก็ยังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
3.7 การปล่อยวางความว่าง เข้าถึงธรรมที่แท้จริง เมื่อปฏิบัติเข้าถึง
ขั้นที่ละเอียดเช่นนั้นแล้ว หลักที่จะปฏิบัติต่อไปยังคงเหมือนเดิม คือรู้หรือดูจิต
ต่อไป ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องคิดค้นวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำอย่างไรจะปล่อยวาง
ความว่างนั้นได้ เพราะแค่เริ่มคิดนิดเดียว จิตก็จะหลงทางเข้าสู่ความวุ่นวายสับสน
อีกแล้ว ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้อย่างเดียวเท่านั้น
การรู้โดยไม่คิดนั้นเอง คือการเจริญวิปัสสนาที่แท้จริง และละเอียด
ที่สุด ควรทราบว่าจิต จะหลุดพ้นได้นั้น จิตเขาจะต้องหลุดพ้นเองเพราะเขาเห็น
ความจริง การคิดใคร่ครวญด้วยสัญญาอารมณ์ มันเป็นเพียงความรู้ขั้นสัญญา
ของตัวผู้ปฏิบัติ แต่ความรู้จริงของจิตนั้น จิตเขาต้องเรียนรู้เอง ผู้ปฏิบัติ
เพียงแต่ทำสิ่งที่เอื้อต่อการที่จิตจะเรียนรู้เท่านั้น คืออย่าไปรบกวนจิตให้วุ่นวาย
ขึ้นมาอีก มีสติ มีสัมปชัญญะ รู้แต่ไม่คิดค้นคว้าใด ๆ ในที่สุด จิตจะเกิดความ
เข้าใจขึ้นมาเองว่า จิตว่างนั้นเองไม่ใช่สาระแก่นสาร ตราบใดที่ยังเห็นว่าจิตเป็น
ตัวเรา หรือเป็นของเราที่จะต้องช่วยให้จิตหลุดพ้น ตราบนั้นตัณหาหรือสมุทัย
ก็จะสร้างภพของจิตว่างขึ้นมาร่ำไป
ขอย้ำว่าในขั้นนี้ จิตจะดำเนินวิปัสสนาเอง ไม่ใช่ผู้ปฏิบัติจงใจกระทำ
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไม่มีใครเลยที่จงใจหรือตั้งใจบรรลุมรรคผลนิพพานได้ มี
แต่จิตเขาปฏิวัติตนเองไปเท่านั้น
3.8 การรู้ธรรมในขั้นของพระโสดาบัน และการปฏิบัติเพื่อบรรลุ
อรหัตมรรค เมื่อจิตทรงตัวรู้แต่ไม่คิดอะไรนั้น บางครั้งจะมีสิ่งบางสิ่งผุดขึ้นมา
สู่ภูมิรู้ของจิต แต่จิตไม่สำคัญมั่นหมายว่า นั่นคืออะไร เพียงแต่รู้เฉย ๆ ถึงความ
เกิดดับนั้นเท่านั้น ในขั้นนี้เป็นการเดินวิปัสสนาในขั้นละเอียดที่สุด ถึงจุดหนึ่ง จิต
จะก้าวกระโดดต่อไปเอง ซึ่งจะขอไม่กล่าวถึงขั้นตอนอย่างละเอียด เพราะผู้อ่าน
อาจคิดตามแล้วปรุงแต่งอาการนั้นขึ้นมาได้
การเข้าสู่มรรคผลนั้น "รู้" มีอยู่ตลอด แต่ไม่คิดและไม่สำคัญ
มั่นหมายในสังขารละเอียดที่ผุดขึ้น บางอาจารย์จะสอนผิด ๆ ว่า ในเวลาบรรลุ
มรรคผลนิพพาน หรือในเวลาเข้าผลสมาบัตินั้น จิตดับความรู้หายเงียบไปเลย
โดยเข้าใจผิดในคำว่า "นิพพานัง ปรมัง สุญญัง" สูญอย่างนั้นเป็นการสูญหาย
แบบอุทเฉททิฏฐิ สภาพของมรรคผลนิพพานไม่ได้เป็นเช่นนั้น การที่จิตดับ
ความรับรู้นั้น เป็นภพชนิดหนึ่งเรียกว่า "อสัญญี" หรือที่คนโบราณเรียกว่าพรหม
ลูกฟัก เท่านั้นเอง
เมื่อจิตถอยออกจากอริยมรรคและอริยผลที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติ
จะรู้ชัดว่า ธรรมเป็นอย่างนี้ สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับไป ธรรมชาติบางอย่าง
มีอยู่ แต่ก็ไม่มีความเป็นตัวตนสักอณูเดียว นี้เป็นการรู้ธรรมในขั้นของพระโสดาบัน
คือไม่เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้แต่ตัวจิตเอง เป็นตัวเรา แต่ความยึดถือในความเป็น
เรายังมีอยู่ เพราะขั้นความเห็นกับความยึดนั้นมันคนละขั้นกัน
เมื่อบรรลุถึงสิ่งที่บัญญัติว่า "พระโสดาบัน" แล้ว ผู้ปฏิบัติยังคง
ปฏิบัติอย่างเดิมนั้นเอง แต่ตัวจิตผู้รู้จะยิ่งเด่นดวงขึ้นตามลำดับ จนเมื่อบรรลุ
พระอนาคามีแล้ว จิตผู้รู้จะเด่นดวงเต็มที่ เพราะพ้นจากอำนาจของกาม การที่จิต
รู้อยู่กับจิตเช่นนั้น แสดงถึงกำลังสมาธิอันเต็มเปี่ยม เพราะสิ่งที่เป็นอันตรายต่อ
สมาธิคือกามได้ถูกล้างออกจากจิตหมดแล้ว ผู้ปฏิบัติในขั้นนี้ หากตายลง จึงไป
สู่พรหมโลกชันสุทธาวาสโดยส่วนเดียว ไม่สามารถกลับมาเกิดในภพมนุษย์ได้
อีกแล้ว
นักปฏิบัติจำนวนมากที่ไม่มีครูบาอาจารย์ชี้แนะ จะคิดว่าเมื่อถึงขั้นที่
จิตผู้รู้หมดจดผ่องใสแล้วนั้น ไม่มีทางไปต่อแล้ว แต่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กลับ
สอนต่อไปอีกว่า "พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต พบพระพุทธเจ้า
ให้ฆ่าพระพุทธเจ้าเสีย"
จุดนี้ไม่ใช่การเล่นสำนวนโวหารที่จะนำมาพูดกันเล่น ๆ ได้ ความจริง
ก็คือการสอนว่า ยังจะต้องปล่อยวางความยึดมั่นจิตอีกชั้นหนึ่ง มันละเอียดเสีย
จนผู้ที่ไม่ละเอียดพอ ไม่รู้ว่ามีอะไรจะต้องปล่อยวางอีก เพราะความจริงตัวจิต
ผู้รู้นั้น ยังเป็นของที่อยู่ในอำนาจของไตรลักษณ์ บางครั้งยังมีอาการหมองลง
นิด ๆ พอให้สังเกตเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมัน แต่ผู้ปฏิบัติที่ได้รับการ
อบรมเรื่องจิตมาดีแล้ว จะเห็นความยึดมั่นนั้น แล้วไม่ต้องทำอะไรเลย แค่รู้ทัน
เท่านั้น จิตจะประคองตัวอยู่ที่รู้ ไม่คิดค้นคว้าอะไร มันเงียบสนิทจริง ๆ ถึงจุด
หนึ่ง จิตจะปล่อยวางความยึดถือจิต จิตจะเป็นอิสระเปิดโล่งไปหมด ไม่กลับ
เข้าเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ใด ๆ ที่จะพาไปก่อเกิดได้อีก
4. บทสรุปคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
4.1 ธรรมเรียนรู้ได้ที่จิต
4.2 ให้บริกรรมเพื่อรวมอารมณ์ให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครเป็นผู้
บริกรรม "พุทโธ"
4.3 ทำความเข้าใจในอารมณ์ความคิดนึก สังเกตกิเลสที่กำลัง
ปรากฏให้ออก
4.4 อย่าส่งจิตออกนอก อย่าให้จิตคิดส่งไปภายนอก (เผลอ)
ให้สังเกตความหวั่นไหวหรือปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์ที่รับ
เข้ามาทางอายตนะทั้ง 6
4.5 จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป คือรู้ทันพฤติของจิต
4.6 รู้ เพราะคิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดถึงจะรู้ แต่ก็ต้องอาศัยคิด
คืออย่าไปห้ามความคิด
4.7 แยกรูปถอด (ความปรุงแต่ง) ก็ถึงความว่าง แยกความว่าง
ถึงมหาสุญตา
4.8 สรุปอริยสัจแห่งจิต
จิตส่งออกนอก เป็นสมุทัย (ฉะนั้น อย่าส่งจิตออกนอก)
ผลอันเปิดจากจิตส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ
|