|
1. ปฐมกถา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ผู้เป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
แนวทางปฏิบัติธรรมนี้
ไม่ใช่แนวทางที่ผู้เขียนคิดแต่งขึ้นด้วยความรู้ความสามารถใดๆ
แต่เป็นพระธรรมคำสอนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว
และผู้เขียนได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์
มีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล และหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นต้น
การถ่ายทอดพระธรรมเหล่านี้เป็นการถ่ายทอดจากจิตสู่จิต
เมื่อผู้เขียนได้รับการอบรมจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้เข้าใจจิตตนเองแล้ว
ธรรมทั้งปวงเหล่านี้ก็เป็นอันว่าถูกเปิดเผยออกมาสู่จิตใจของผู้เขียน
เมื่อสอบทานเทียบเคียงกับพระไตรปิฎกก็สอดคล้องกันเป็นอันดี
สำหรับท่านผู้สนใจจะศึกษาธรรมเหล่านี้
ผู้เขียนขอเสนอแนะว่า
ท่านจะทำความเข้าใจได้ด้วยการศึกษาจิตของตนเอง
ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเข้าใจได้ด้วยการอ่าน
เพราะพระธรรมจะถ่ายทอดจากจิตสู่จิตได้เท่านั้น
การอ่านและการฟังเป็นเพียงการแสวงหาแนวทางปฏิบัติ
เพื่อผู้สนใจจะศึกษาเข้าไปที่จิตของตนเอง
เมื่อท่านรู้แจ้งจิตของตนเองแล้ว
ท่านจะพบขุมคลังแห่งพระธรรมทั้งมวลในที่นั้นด้วยตนเอง
สันตินันทอุบาสก
7
ตุลาคม 2535
*****************************************************
2. ความมุ่งหมาย
พระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์
ทรงประกาศพระศาสนาด้วยพระมหากรุณาในพระหทัยอันบริสุทธิ์
ปรารถนาจะอนุเคราะห์สัตว์โลกผู้เร่าร้อนด้วยเพลิงทุกข์และเพลิงกิเลส
ก็แล้วสัตว์โลกผู้ต้องการศึกษาพระพุทธศาสนาเล่า
ถามตนเองหรือยังว่าปรารถนาความพ้นทุกข์
และพ้นจากความเร่าร้อนของเพลิงกิเลส
หรือปรารถนาสิ่งอื่นใด
อันไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระพุทธองค์
อาหารมีค่าสำหรับผู้หิวโหยฉันใด
สัจธรรมมีค่าสำหรับผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ฉันนั้น
แสงสว่างมีประโยชน์กับคนตาดีฉันใด
สัจธรรมมีประโยชน์กับผู้มีปัญญา
เห็นคุณค่าของสัจธรรมฉันนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้โดยยาก
หากต้องการพ้นทุกข์ก็พึงเข้ามาฟังธรรมของพระองค์
หากปรารถนาสิ่งอื่น ก็เชิญไปแสวงหาความน่าอภิรมย์ ณ ที่อื่นเถิด
เพื่อให้โอกาสกับผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์ จะได้ฟังธรรมโดยสะดวก
3.ผู้บอกทาง
การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น
ผู้ปฏิบัติต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง
พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์เป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น
ไม่สามารถปฏิบัติแทนผู้หนึ่งผู้ใดได้เลย
ดังนั้นจงลงมือปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอน
โดยอย่าเสียเวลากับการขอพร การสวดมนต์
หรือแม้แต่พิธีกรรมใดๆ ทั้งสิ้น
เว้นแต่การกระทำนั้นจะเป็นกำลังใจเพื่อการปฏิบัติของตน
4.ตัดภาระทางใจ
เมื่อคิดจะปฏิบัติธรรม
พึงทำตนของตนให้ว่างจากภาระเครื่องรบกวนจิตใจทั้งมวล
บุคคลผู้ถูกสะเก็ดไฟตกใส่ศีรษะ ย่อมพยายามดับไฟนั้น
ก่อนที่จะทำสิ่งอื่นฉันใด
ผู้ปฏิบัติต้องมุ่งปฏิบัติโดยไม่กังวลถึงสิ่งอื่นใด
ตราบใดที่เพลิงทุกข์ เพลิงกิเลสยังแผดเผาอยู่บนศีรษะฉันนั้น
จะปล่อยให้ความกังวลในสิ่งอื่นมาครอบงำจิตใจไม่ได้เลย
พึงมีความมักน้อย
สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์หมดจด
จนตนไม่อาจติเตียนตนเองได้
ไม่พูดมาก
ไม่มักมากในการรับประทาน
ไม่ปล่อยจิตใจให้ตกไปสู่ความซึมเซา
คบหาบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร
จิตใจย่อมมีกำลังที่จะปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี
5.ปริยัติธรรมที่น่าเรียนรู้
นักปฏิบัติบางท่านปฏิเสธการศึกษาปริยัติธรรม
ทั้งที่การฟังคำแนะนำของครูบาอาจารย์ก็คือการศึกษาปริยัติธรรมนั่นเอง
ดังนั้นไม่ควรรังเกียจปริยัติธรรม
เพียงแต่ควรศึกษาด้วยความตระหนักชัดว่า
ศึกษามิใช่เพื่อความรอบรู้ในพระพุทธศาสนา
เพราะไม่มีผู้ใดเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ด้วยสุตมัยปัญญา
ศึกษามิใช่เพื่อนำความรู้ไปถกเถียงโอ้อวดกัน
มิใช่เพื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้น
นอกจากการศึกษาในลักษณะของการอ่านแผนที่
เพื่อการเดินทางที่ถูกต้องเท่านั้น
ปริยัติธรรมที่ควรศึกษาสำหรับแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน
มิฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่ต้องทรงจำแนกแจกธรรมไว้มากมาย
แต่ถึงแม้จะไม่มีหลักสูตรสำเร็จรูปอันเป็นสากลที่จะศึกษาเพื่อการปฏิบัติ
อย่างน้อยที่สุดผู้จะปฏิบัติก็ควรทราบหลักธรรมเบื้องต้นบางประการ
เพื่อมิให้ปฏิบัติผิดพลาดจนหลงไปสู่หนทางของมิจฉาทิฏฐิ
ขอยกตัวอย่างหลักธรรมที่ควรศึกษาในเบื้องต้นโดยสังเขป
เพื่อง่ายแก่การทำความเข้าใจเมื่อถึงภาคการปฏิบัติ
แต่หากผู้ใดประสงค์จะเรียนธรรมเหล่านี้ให้แจ่มชัด
ก็ขอให้ศึกษาเพิ่มเติมจากตำหรับตำราซึ่งมีอยู่มากแล้วเถิด
6. ขอบเขตของพระพุทธศาสนา
ผู้ปฏิบัติพึงทราบขอบเขตคำสอนของพระพุทธศาสนา
ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนเฉพาะเรื่องทุกข์ กับการดับทุกข์
การแสวงหาความรู้นอกขอบเขตนี้ ควรแสวงหาที่อื่น
ไม่ใช่ด้วยการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา
ผู้ปฏิบัติพึงทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องทางสายกลาง
ผู้ปฏิบัติพึงระมัดระวังที่จะไม่ตกไปสู่ความสุดโต่งในทุกๆ เรื่อง
เช่นเรื่องความมีกับความไม่มี ดังตัวอย่างคือ
ผู้ปฏิบัติบางท่านสอนว่าพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในโลกนิพพาน
หรือดำรงอยู่ในรูปของพระแก้วใสหน้าตักขนาดนั้นขนาดนี้ เข้านิโรธสมาบัติอยู่
บางท่านสอนว่าพระพุทธเจ้าทรงดับสูญไปแล้ว
บางท่านคิดว่ามนุษย์และสัตว์มีอยู่
บางท่านคิดว่ามนุษย์และสัตว์ไม่มี เป็นต้น
บางท่านสุดโต่งในการปฏิบัติด้วยการถือศีลอย่างเคร่งครัด
จนเป็นการบำเพ็ญตบะนอกพระพุทธศาสนา
บางท่านปล่อยตัวปล่อยใจระเริงไปกับโลก
โดยคิดว่าเมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ จิตใจจะพัฒนาไปเอง
โดยไม่ต้องอาศัยศีลและความสำรวมระวัง
บางท่านปฏิเสธการทำสมถภาวนา
โดยเห็นว่าเป็นเรื่องนอกพระพุทธศาสนา
ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องสมถภาวนาไว้ไม่น้อย
บางท่านบำเพ็ญฌาน
ดูดดื่มในฌานสุขอันหาสุขอื่นเปรียบได้ยาก
7. ขันธ์
ผู้ปฏิบัติควรรู้จักขันธ์ 5
อันประกอบเป็นร่างกายและจิตใจของตน คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
รูป คือส่วนที่รู้เห็นได้เป็นรูปธรรม
หากเป็นมนุษย์ก็คือร่างกายนี้ เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณเป็นส่วนของนามธรรม
เวทนา คือส่วนที่เป็นความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์
และรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์
สัญญา คือความจำได้หมายรู้ คือจำรูป เสียง กลิ่น รส
สัมผัส และอารมณ์ได้
สังขาร คือความคิดนึกปรุงแต่งของจิต ซึ่งดีบ้าง ชั่วบ้าง
เป็นกลางบ้าง
วิญญาณ คือความรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
และใจ
ขันธ์ 5 นี้เมื่อประกอบกันเข้า ผู้ไม่เข้าใจสัจธรรม
จะหมายรู้ในภาพรวม แล้วสำคัญมั่นหมายว่า เป็นสัตว์
บุคคล ตัวตน เรา เขา
8. อายตนะ
ผู้ปฏิบัติควรรู้จักอายตนะ 6
อายตนะคือเครื่องเชื่อมต่อจิตให้รู้โลก
ได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
หากปราศจากอายตนะเหล่านี้
จิตจะสัมผัสกับโลกไม่ได้เลย
อายตนะเป็นทางเดินของกิเลส
และเป็นทางเดินของปัญญาด้วย เพราะกิเลสและปัญญา
จะเกิดได้ก็ด้วยการที่จิตรู้อารมณ์ ซึ่งต้องรู้ผ่านอายตนะ
9. อริยสัจ
ผู้ปฏิบัติควรรู้จักอริยสัจ 4 คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
ทุกข์ ได้แก่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก
การประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา ความไม่สมปรารถนา
ความโศกเศร้ารำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
ความรู้สึกเหี่ยวแห้งใจ และความคับแค้นใจ เป็นต้น
บรรดาทุกข์เหล่านี้มีได้ก็เพราะมีขันธ์ทั้ง 5 นั่นเอง
คือถ้าไม่มีกาย ก็ไม่มีความแก่ เจ็บ ตาย
และความพลัดพราก เป็นต้น ถ้าไม่มีเวทนา
ก็ไม่มีความเจ็บปวด ถ้าไม่มีสัญญาและสังขาร
ก็ไม่มีความเศร้าโศก ถ้าไม่มีวิญญาณ
กายนี้ก็เหมือนท่อนไม้ ไม่สามารถรู้อารมณ์ใดๆ ได้
ลำพังขันธ์แท้จริงยังไม่ใช่ตัว "ทุกข์ในอริยสัจจ์"
หากแต่ต้องมีจิตเข้าไปยึดถือครอบครองขันธ์นั้น
จึงจะเป็นทุกข์ได้ ท่านจึงกล่าวรวบย่อว่า
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือทุกข์
สมุทัย คือต้นเหตุให้ทุกข์ถูกต้องกระทบกระเทือนเข้าถึงจิต
จนจิตเป็นทุกข์ โดยธรรมชาติแม้ขันธ์จะเป็นทุกข์
ก็เป็นโดยสามัญลักษณะคือมีความไม่คงทน
ขันธ์ก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับจิต
แต่สมุทัยอันได้แก่ตัณหา
หรือความทะยานอยากของจิตนั่นเอง
เป็นต้นเหตุให้จิตเข้าไปยึดถือขันธ์ แล้วเกิดความรู้สึกว่า
เรามีอยู่ ขันธ์ของเรามีอยู่ สิ่งต่างๆ ของเราก็มีอยู่
จิตที่เป็นตัวตนนั้นก็เป็นทุกข์ในอันดับแรกแล้ว
และเมื่อสิ่งที่จิตเข้าไปยึดถือ มีความแปรปรวน
หรือไม่สมปรารถนา
จิตก็เกิดความทุกข์ซ้ำซ้อนเข้าทับถมจิตอีก
ส่วนนิโรธและมรรคเป็นธรรมคู่ปรับกับทุกข์และสมุทัย
คือมรรคเป็นเครื่องทำลายสมุทัย
เมื่อจิตปราศจากตัณหาคือความอยากแล้ว
จิตก็ไม่เข้ายึดถือสิ่งใด นิโรธ
คือความดับสนิทแห่งทุกข์ก็เกิดขึ้นในที่นั้น
10.
กิจต่ออริยสัจ
ทุกข์อริยสัจ
คือตัวอุปาทานขันธ์นั้น
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรากำหนดรู้ คือรู้ เท่าที่ปรากฏเป็นจริง
ท่านไม่ได้สอนให้พวกเราละความทุกข์นั้น
เพราะขันธ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วด้วยกรรมเก่า
สุดวิสัยที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
เพียงแต่ต้องคอยบำบัดทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นคราวๆ ไป
เช่นเมื่อหิวต้องให้อาหาร เมื่อง่วงต้องนอน
เมื่อป่วยไข้ต้องรักษาเยียวยา
เพื่อเป็นเครื่องอาศัยปฏิบัติธรรมต่อไป
สมุทัย
คือตัณหานั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราละเสีย
เพื่อจิตจะได้ไม่เกิดความทุกข์อันเนื่องจากความยึดถือในขันธ์
จิตก็จะเป็นอิสระ
หรือเรียกว่าจิตหลุดพ้นจากทุกข์คืออุปาทานขันธ์ก็ได้
นิโรธ
คือความดับสนิทของทุกข์ในจิต เพราะจิตปราศจากตัณหา
จะเรียกว่าวิมุติคือจิตหลุดพ้นก็ได้
เรียกว่าวิราคะคือจิตปราศจากความผูกพันกับอารมณ์ก็ได้
เรียกว่าอนาลยะคือจิตไม่อาลัยในอารมณ์ก็ได้
กิจต่อนิโรธคือการทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง
มรรค
คือหนทางเพื่อความดับสนิทแห่งทุกข์ในจิต
กิจต่อมรรคคือการทำให้มาก ทำให้เจริญงอกงามไพบูลย์
มรรคมีหนึ่ง แต่มีองค์ประกอบจำแนกได้ 8 ประการ
หนึ่งคืออะไร ? หนึ่งคือ รู้
องค์ประกอบ 8 ประการได้แก่อะไรบ้าง ?
ได้แก่ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ
การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ
สติชอบ และสมาธิชอบ
การทำความเข้าใจกับองค์ประกอบทั้ง
8 เป็นเรื่องสมควร
แต่ผู้สนใจสามารถแสวงหาตำราศึกษาได้ไม่ยาก
ในที่นี้จึงจะให้ความสำคัญในการศึกษามรรคที่เป็นหนึ่ง
ที่ว่า
“รู้” นั้นคือสภาวะอย่างใด ? “รู้”
คือสภาวะที่จิตเป็นตัวของตัวเอง
มีความรู้ตัวคือสัมปชัญญะ
และมีสติว่องไวรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏทางอายตนะ
ความมีสัมปชัญญะและสติจะส่งผลให้จิตมีคุณภาพยิ่งขึ้น
จิตจึงมีศีล คือ ความเป็นปกติ ไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ
มีสมาธิ คือ ความตั้งมั่น ไม่หลงเลื่อนไหลไปตามอารมณ์
มีปัญญา คือ ความรอบรู้เท่าทัน สามารถแยกแยะอารมณ์
อันเป็นสิ่งแปลกปลอมออกจากจิตได้
ดังจะได้อธิบายสาระสำคัญต่อไปข้างหน้าในภาคปฏิบัติ
11.
สามัญลักษณะ
ได้กล่าวถึงสามัญลักษณะของทุกข์
หรือของขันธ์ไว้ในตอนต้นบ้างแล้ว
บัดนี้จะได้ขยายความสามัญลักษณะซึ่งเป็นธรรมชาติสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ควรทราบ
สามัญลักษณะคือลักษณะทั่วไป
หรือลักษณะร่วมของสิ่งทั้งปวง มี 3 ประการ
จึงเรียกว่าไตรลักษณ์ก็ได้ ประกอบด้วยอนิจจลักษณะ
ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ
อนิจจลักษณะ
คือลักษณะความไม่คงที่ หรือความไม่เที่ยง
ของขันธ์และสิ่งที่มีเหตุปรุงแต่งให้เกิดขึ้น(สังขารธรรม)
ทุกขลักษณะ
คือลักษณะที่สังขารธรรม
ไม่อาจคงทนอยู่ได้ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง
อนัตตลักษณะ
คือลักษณะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง
ทั้งที่เป็นสิ่งปรุงแต่ง(สังขาร)
และสิ่งที่พ้นจากความปรุงแต่ง (วิสังขาร)
ไม่มีอัตตาตัวตนที่แท้จริงอย่างหนึ่ง
และไม่ใช่ตัวตนที่สามารถบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ อีกอย่างหนึ่ง
อนิจลักษณะและทุกขลักษณะเป็นสิ่งที่มองเห็นง่าย
เข้าใจง่าย
แต่อนัตตลักษณะเป็นสิ่งที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งได้ยาก
เพราะความเป็นอนัตตามีความลึกซึ้งมาก
เราจะเข้าใจอนัตตลักษณะได้ชัดเจนขึ้น
หากเข้าใจทัศนะเกี่ยวกับอัตตาของพราหมณ์
พราหมณ์เชื่อว่ามนุษย์มีอัตตาเป็นสิ่งถาวรไม่มีสิ่งใดทำลายได้
เมื่อร่างกายแตกดับลง อัตตาไม่ตายไปพร้อมกับร่างกาย
แต่จะไปเกิดหมุนเวียนไปอย่างไม่สิ้นสุด
จนกว่าจะเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า หรือบรมอัตตา(ปรมาตมัน)
ส่วนพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธความเชื่อเรื่องอัตตา
เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดว่าร่างกายและจิตใจนี้
เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น
ตั้งอยู่ และดับไป จะหาสิ่งใดมั่นคง ถาวร
หรือเป็นตัวตนที่แท้จริงไม่ได้เลย
กระทั่งจิต ก็เป็นสิ่งที่เกิดดับต่อเนื่องกันไปอย่างรวดเร็ว
น่าแปลกใจยิ่งที่ “ชาวพุทธ” ส่วนมากเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
ในลักษณะที่พราหมณ์เชื่อ
คือเชื่อว่าเมื่อร่างกายตายลง วิญญาณจะออกจากร่างไปเกิดใหม่
อันเป็นความเชื่อว่าวิญญาณเป็นอัตตา คือถาวรเป็นอมตะ
ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา
คำว่าสิ่งทั้งปวงนั้น
มีความหมายรวมถึงสิ่งที่เป็นสังขารธรรม
อันได้แก่สิ่งที่มีเหตุปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เช่นขันธ์ทั้ง 5
และรวมถึงสิ่งที่พ้นจากความปรุงแต่งหรือวิสังขารธรรม คือนิพพานด้วย
สิ่งที่เป็นสังขารธรรมนั้น มันเป็นของที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
ผู้เจริญสติปัฏฐานจะเห็นขันธ์แต่ละขันธ์เกิดดับต่อเนื่องกันไปเสมอตามเหตุปัจจัย
กระทั่งจิตก็ไม่ใช่ตัวตนที่ถาวร
เพราะเกิดดับอยู่เสมอพร้อมกับอารมณ์
ความสำคัญว่าจิตเป็นตัวตนของตน
เกิดจากความคิดนึกปรุงแต่งเท่านั้น
หากหยุดความคิด
เหลือแต่ "รู้" ล้วนๆ จะเห็นชัดว่า
จิตไม่ใช่ตัวตน หรือตัวเรา
ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้
สำหรับวิสังขารธรรม หรือนิพพานนั้น ก็เป็นอนัตตา
เพราะนิพพานไม่ใช่สิ่งที่ใครจะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความปรารถนาได้
เช่นจะสั่งให้นิพพานปรากฏต่อผู้นั้นผู้นี้ก็ไม่ได้
นิพพานจึงเป็นอนัตตาโดยนัยที่ว่าไม่ใช่ตัวตน
ที่สามารถบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้
กล่าวโดยสรุปในแง่มุมของผู้เจริญมหาสติปัฏฐานแล้ว
ทั้งขันธ์ ทั้งนิพพาน และทั้งจิตผู้รู้ขันธ์และนิพพาน ต่างก็เป็นอนัตตา
กล่าวคือสิ่งที่เป็นความปรุงแต่ง
เช่นขันธ์ทั้ง 5 เป็นอนัตตา โดยความไม่มีตัวตนถาวร
เพราะมันเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
โดยความเป็นสิ่งที่ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ตามใจปรารถนา
และโดยความเป็นสิ่งที่ถูกรู้ จึงไม่ใช่ตัวเรา
ส่วนนิพพานก็เป็นอนัตตา
เพราะไม่อยู่ในอำนาจที่ใครจะควบคุมบังคับได้ดังปรารถนา
และเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้เช่นกัน จึงไม่ใช่ตัวเราผู้รู้ ผู้ดูอยู่
ส่วนตัวจิตผู้รู้ ผู้ดูอยู่นั้น ก็ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่า
จิตเป็นตัวเรา ความรู้สึกเป็นตัวเราของจิต
เกิดจากความคิดนึกปรุงแต่งเท่านั้นเอง
อนึ่ง
“ชาวพุทธ” บางคนฟังคำสอนของพระศาสดาโดยสะเพร่า
เข้าใจว่าอนัตตาคือความขาดสูญ เช่นตายแล้วสูญ
การเวียนว่ายในสังสารวัฏไม่มี
ก็นับเป็นความสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง
ตรงข้ามกับความคิดเรื่องการมีตัวตนอย่างถาวร
12. ปฏิจจสมุปบาท
ธรรมอันลึกซึ้งที่สุด
มีแต่พระอริยเจ้าจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งได้
คือปฏิจจสมุปบาท หรือปัจจยาการ
ปฏิจจสมุปบาทเป็นกระบวนการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับอารมณ์
เป็นขั้นตอนการดำเนินของจิตซึ่งเข้ายึดถืออารมณ์แล้วเกิดทุกข์ขึ้น
และเป็นกระบวนการที่แสดงถึงความดับทุกข์ด้วย
กระบวนการของความทุกข์เริ่มต้นจากจิตอันประกอบด้วยอวิชชา
คือจิตที่ไม่รู้อริยสัจ 4 มีลักษณะเป็นจิตที่ส่งออกนอก รู้ออกไปภายนอก
เป็นจิตเข้าคู่กับความว่าง จิตชนิดนี้ไม่มองตนเอง ไม่รู้จักตนเอง
เพราะจิตไม่รู้ว่า การส่งออกจะนำทุกข์มาให้
จิตอวิชชาเป็นจิตที่ผ่องใสประภัสสรเพราะยังไม่ปรุงแต่งอารมณ์
แต่ไม่บริสุทธิ์
มีความไม่รู้คืออวิชชากางกั้นญาณทัศนะของจิต
ไม่ให้มองย้อนเข้าไปรู้จิตอย่างแจ่มแจ้งได้
เมื่อจิตไม่สามารถรู้จิตอย่างแจ่มแจ้งได้
จิตก็ต้องมองออกไปภายนอก
ซึ่งเป็นปัจจัยให้ความปรุงแต่งต่างๆ เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นความปรุงแต่งฝ่ายชั่ว ฝ่ายดี
แม้กระทั่งความปรุงแต่งฝ่ายความตั้งมั่นคือฌานสมาบัติทั้งหลาย
เมื่อความปรุงแต่งเกิดขึ้น จิตก็ยิ่งถูกห่อหุ้มปกปิดมากขึ้น
คือชั้นในถูกแทรกด้วยอวิชชา
ชั้นกลางถูกปกปิดด้วยความปรุงแต่ง
และใจเมื่อกระทบความคิดนึกปรุงแต่ง
ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณทางใจ
เป็นสิ่งห่อหุ้มปกปิดจิตไว้เป็นชั้นนอก
กระแสของวิญญาณหยั่งลงที่รูป
รูปก็ปรากฏ
กระแสวิญญาณหยั่งลงที่นาม นามก็ปรากฏ
เมื่อรูปนามปรากฏแล้ว อายตนะภายในคือ ตา หู ฯลฯ ย่อมปรากฏ
อาศัยอายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกคือ รูป เสียง ฯลฯ
ย่อมเกิดความรับรู้ คือวิญญาณทางตา ทางหู เป็นต้น
จากนั้นความคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดขึ้น
ความคิดเมื่อกระทบเข้ากับใจย่อมเกิดความรับรู้ หรือวิญญาณทางใจ
เมื่อมีวิญญาณทางใจแล้ว ความหยั่งรู้เวทนาย่อมเกิดขึ้น
เมื่อจิตรู้เวทนาแล้ว สัญญาย่อมทำงานตีค่าของเวทนานั้น
เมื่อสัญญาตีค่าของเวทนานั้นแล้ว
ความคิดนึกปรุงแต่งไปตามสัญญาเวทนานั้นๆ ย่อมเกิดขึ้น
ความคิดนึกปรุงแต่งนั้นเองเป็นปัจจัยให้กุศล หรืออกุศลหรือกิเลส ทำงาน
แล้วจิตก็เกิดความทะยานอยากไปสู่อารมณ์นั้นๆ อันปรากฏทางอายตนะ
นั่นแหละคือตัณหาอันเป็นตัวสมุทัย
อาการที่จิตทะยานอยากไปในอารมณ์นั้นมี
3 ลักษณะ
คือทะยานไปผูกพันพึงใจกับอารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น
และกาย เรียกว่า กามตัณหา
ความทะยานไปตามอารมณ์ทางใจ
ผูกพันกับอารมณ์ทางใจ เรียกว่า ภวตัณหา
และความทะยานไปต่อต้านปฏิเสธอารมณ์ต่างๆ เรียกว่า วิภวตัณหา
เมื่อจิตทะยานไปสู่อารมณ์แล้ว
จิตย่อมยึดถืออารมณ์นั้น
ความยึดถือนั้นคืออุปาทาน
เมื่อจิตยึดถืออารมณ์ จิตย่อมหลงรวมอยู่กับอารมณ์ นั่นคือภพ
ภพทั้งหลายทั้งปวงล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตที่หลงอยู่กับอารมณ์ทั้งสิ้น
เมื่อจิตหลงอยู่กับอารมณ์
ความรู้สึกว่า จิตคือตัวเราผู้เสวยอารมณ์ ย่อมเกิดขึ้น
เมื่อจิตมีความเป็นตัวตนขึ้นมา
ความทุกข์เพราะความเป็นตัวตนย่อมเกิดขึ้น
จิตมีอาการหนัก เป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นจริงเป็นจัง
แล้วจิตก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น
เมื่อขันธ์ที่จิตครอบครองอยู่นั้นมีความแปรปรวน
มีความไม่สมปรารถนาด้วยความ แก่ เจ็บ ตาย
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก
และความไม่สมปรารถนาต่างๆ
นี่เองคือกระบวนการให้ความทุกข์เกิดขึ้น
เพราะอวิชชาดับไม่เหลือ
คือจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดในจิต
สังขารคือความปรุงแต่งจึงดับไม่เหลือ
และไม่อาจเชื่อมโยงก่อภพก่อชาติ
หรือความยึดมั่นว่าจิตเป็นตัวตนของตน ขึ้นได้อีก
จิตก็ถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น ความพ้นทุกข์มีได้
ก็ด้วยกระบวนการอย่างนี้เอง
13. หลักการปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนามี
2 อย่างคือ
สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา
ผู้ศึกษาปริยัติธรรมบางคนปฏิเสธการเจริญสมถภาวนา
โดยอ้างว่าเป็นเรื่องนอกพระพุทธศาสนา
มีมาก่อนพระพุทธศาสนา
แท้จริงการเกิดก่อนหรือเกิดในพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่สำคัญก็คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนเรื่องสมถภาวนาไว้มาก
ในพระสูตรชื่อ อาคันตุกาคาร สังยุตนิกาย มหาวารวรรค
ทรงสอนอย่างชัดเจนว่าธรรมที่ควรเจริญคือ
สมถะและวิปัสสนา
ก็แล้วบรรดาผู้ศึกษาศาสนาในรุ่นหลัง
ควรหรือจะถือดีว่าสมถภาวนาเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ
14.
เครื่องจำแนกระหว่างสมถะกับวิปัสสนา
ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างไม่รอบคอบ
หลงเชื่อตามคัมภีร์รุ่นหลังว่ากรรมฐาน 40
เป็นอารมณ์ของสมถภาวนา
ส่วนการกำหนดรู้รูปนามเป็นการเจริญวิปัสสนา
ตัวอย่างของการเจริญกรรมฐาน 40 ได้แก่การเจริญอนุสติ
10 ประการ เช่นพุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ
อานานปานสติ และกายคตาสติ เป็นต้น
หากย้อนไปศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจังจะพบว่า
พระผู้เป็นดวงประทีปแก้วของโลกทรงประกาศธรรมอย่างชัดเจน
ในพระสูตรชื่อ เอกธัมมาทิบาลี เอกนิบาต อังคุตรนิกาย
สุตตันตปิฎก (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 หัวข้อที่ 179 - 180)
มีความว่าการเจริญพุทธานุสติ ฯลฯ
ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย
เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ยิ่ง
เป็นไปเพื่อพระนิพพาน
หากเราผู้เป็นสาวกจะเชื่อฟังพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าตำราชั้นหลัง
เราย่อมได้ข้อสรุปว่า อนุสติ 10 ย่อมเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาได้
และแท้ที่จริงอนุสติ 10 ก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากรูปนามขันธ์ 5
เพราะอนุสติ 10 เป็นความคิด ซึ่งจัดอยู่ในสังขารขันธ์นั่นเอง
ในชั้นนี้จึงอยากสรุปว่าเป็นความไม่ถูกต้อง
ที่ไปจำแนกสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนาด้วยอารมณ์กรรมฐาน
ถ้าเช่นนั้นเราจะจำแนกสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนาด้วยสิ่งใด?
เราน่าจะจำแนกด้วย ลักษณะการดำเนินจิต ยิ่งกว่าด้วยอารมณ์กรรมฐาน
จิตจะรู้สิ่งใดก็ได้ หากรู้ด้วยความมี สติ จดจ่อในอารมณ์อันเดียว
นั่นคือการเจริญสมถภาวนา
หากจิตรู้สิ่งใดด้วยความมี สติและสัมปชัญญะ นั่นคือการเจริญวิปัสสนา
ฉะนั้น
ถ้าจิตมีสติอย่างเดียวจดจ่อกับพุทธานุสติ
นั่นเป็นการเจริญสมถภาวนา
หากจิตมีสติระลึกรู้พุทธานุสติโดยในขณะนั้นจิตมีความรู้ตัว
ไม่ส่งกระแสออกนอก คือไม่หลงไปกับพุทธานุสติ
นั่นคือการเจริญพุทธานุสติที่เป็นวิปัสสนาภาวนา
การเจริญสติอย่างเดียวเป็นสิ่งที่กระทำได้
แต่การเจริญสัมปชัญญะอย่างเดียวทำไม่ได้
ฉะนั้นการทำสมถภาวนาอย่างเดียวกระทำได้
เพราะเหตุใด ?
เพราะการเจริญสติโดยระลึกรู้อารมณ์กระทำได้
แม้ในขณะที่จิตหลงเพลินอยู่กับอารมณ์กรรมฐานนั้น
ส่วนการเจริญสัมปชัญญะคือการเจริญความไม่หลงของจิตนั้น
นอกจากจิตจะรู้ตัวแล้ว
จิตย่อมต้องมีสติรู้ปัจจุบันอารมณ์ที่ปรากฏด้วย
เนื่องจากจิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน
เมื่อจิตไม่หลงเสียแล้วย่อมต้องรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง
15.
หลักการของสมถภาวนา
หลักการเจริญสมถภาวนา
คือการรู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งโดยต่อเนื่อง
เมื่อจิตจะรวมลงเป็นสมถะนั้นจิตย่อมปราศจากความตั้งใจที่จะให้จิตสงบ
หากมีความอยากให้จิตสงบแม้เพียงเล็กน้อย
จิตจะไม่สงบเลย
16.
ประเภทของสมถภาวนา
ความสงบหรือสมถภาวนามี
2 ประเภท
คือสมถภาวนานอกพระพุทธศาสนา
ซึ่งหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี สมมุติเรียกว่า ฌาน
และสมถภาวนาในพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเรียกว่า สมาธิ
ในที่นี้จะขอยืมศัพท์บัญญัติของหลวงปู่เทสก์มาใช้
เนื่องจากท่านจำแนกเรื่องนี้ไว้อย่างแจ่มชัดกว่าท่านผู้รู้อื่นในยุคนี้
การทำฌานนั้น
ใช้การทำสติระลึกรู้อารมณ์อันเดียว
เมื่อจิตจะรวมเข้าเป็นฌานนั้น
จิตจะมีความอ่อนแอท้อถอย จิตประกอบด้วยราคะ
คือความอ้อยสร้อยอ้อยอิ่งถึงความสุขของความสงบ
แล้วรวมเข้าไปพักอยู่เฉยๆ
อาการเข้าพักของฌานมี 3 ลักษณะ
อย่างแรกจิตรวมเข้าเพียงวูบเดียวแล้วถอนออก
ในขณะที่จิตรวมลงนั้น จิตลืมตัวหายไปชั่วขณะ
อย่างที่ 2 จิตรวมแล้วถอยออกมาเล็กน้อย
จิตมีอาการส่ายไปมา คล้ายคนนอนหลับแล้วฝันไป
อย่างที่ 3 จิตรวมแล้วหายเงียบไปเป็นเวลานานๆ
ฌานเป็นที่พักของจิต
แต่เป็นที่พักที่ไม่เกื้อกูลต่อปัญญา
ต่างจากสมาธิซึ่งก็รู้อารมณ์อันเดียวกับฌานนั่นเอง
แต่สมาธิ ประกอบไปด้วยสัมปชัญญะคือความรู้ตัว
เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเจริญวิปัสสนา ควบคู่กับสติ
สมาธิก็จำแนกได้
3 อย่างเช่นกัน
อย่างแรกคือ ขณิกสมาธิ หรือสมาธิชั่วขณะ
เป็นอาการที่จิตซึ่งกำลังเจริญวิปัสสนา
(คือรับรู้ความเกิดดับของอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ด้วยความไม่หลงไปตามอารมณ์)
ได้วางอารมณ์ แล้วรวมสงบเข้ามาเหลือแต่ความรู้ตัวอันเดียว
ในขณะนั้นจิตไม่สนใจอารมณ์ใดๆ
จึงไม่ปรากฏกระทั่งโลกธาตุทั้งปวง
แต่เป็นการรวมสงบเข้ามาเพียงชั่วขณะจิตเดียว
สมาธิอย่างที่
2 คือ อุปจารสมาธิ
มีผู้เข้าใจผิดว่า อุปจารสมาธิเป็นสภาวะที่จิตเฉียดๆ หรือใกล้จะเป็นสมาธิ
ความเข้าใจนั้นไม่ถูกต้อง เพราะอุปจารสมาธินั้น จิตเป็นสมาธิแล้ว
คำว่า “อุป” ไม่ได้แปลว่าใกล้ แต่แปลว่า “เข้าไป”
ส่วน “จาระ” คือการประพฤติปฏิบัติ
อุปจารสมาธิ คือสมาธิที่จิตเข้าไปประพฤติปฏิบัติ
คือเจริญวิปัสสนานั่นเอง
มีอาการที่จิตรับรู้อารมณ์อันเดียว
โดยไม่ต้องควบคุมบังคับทั้งจิตและอารมณ์
มีความสงบสุข รักที่จะเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าภายในกายในใจของตน
จิตจะรู้อารมณ์ชัดเจนบ้าง จางลงบ้าง
ธรรมใดมีกระทบจิต จิตจะหยั่งรู้ธรรมนั้นอย่างลึกซึ้ง
เมื่อจิตถอนออกจากสมาธินั้นแล้ว
จิตอาจจะจดจำข้อธรรมนั้นได้ หรือไม่จดจำก็ได้
ถ้าจิตไม่จดจำ เราจะนึกถึงความรู้ความเข้าใจภายในจิตไม่ได้เลย
ความรู้นั้นจิตจะรับรู้อย่างลึกซึ้ง แต่เราไม่รู้เลยก็ได้
สมาธิอย่างที่
3 คือ อัปปนาสมาธิ
เป็นสภาวะที่จิตมีความรู้ตัว แต่ไม่ออกรู้อารมณ์ภายนอก
เกิดขึ้นหลังจากที่จิตดำเนินวิปัสสนามาแล้วอย่างโชกโชน
อัปปนาสมาธิเป็นอารมณ์เหมือนผู้ใหญ่ที่ทำงานเสร็จ
แล้วหยุดพักผ่อนอย่างอิ่มใจ
ไม่ใช่การพักอย่างเด็กที่เล่นจนเหนื่อย แล้วพักอย่างอาการของฌาน
การพักในอัปปนาสมาธินั้น หากปัญญายังไม่แก่รอบ
จะเป็นการพักเพื่อกลับมาทำวิปัสสนาต่อไป
แต่หากจิตดำเนินวิปัสสนาจนปัญญาแก่รอบแล้ว
จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิเพื่อรวมกำลัง
แล้วถอยออกมาบรรลุโลกุตรธรรมเลย
ที่กล่าวมานี้
เป็นการจำแนกเรื่องฌานกับสมาธิ
ตามแนวของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
อันจะมีประโยชน์ต่อไปเมื่อกล่าวถึงเรื่องนิมิต และวิปัสนูปกิเลส
17.
สมาบัติ 9
อัปปนาสมาธิ
คือสมาธิอันหนักแน่นมั่นคง
จำแนกความละเอียดลึกซึ้งได้ 3 ส่วนคือ
ส่วนที่เป็นรูปฌาน 4 ขั้น อรูปฌาน 4 ขั้น
และยังมีสัญญาเวทยิตนิโรธอีกอย่างหนึ่ง รวมเรียกว่า สมาบัติ 9
และคำว่าฌานที่จะกล่าวถึงในที่นี้ หมายถึงฌานที่เป็นสัมมาสมาธิ
หรือสิ่งที่หลวงปู่เทสก์เรียกว่า สมาธินั่นเอง
การดำเนินรูปฌาน
4 ในทางพระพุทธศาสนานั้น
ทำไปเพื่อความมีสติสัมปชัญญะ
และความอยู่สงบสุขในปัจจุบัน
ในเบื้องต้นจะใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอารมณ์ก็ได้
ให้ทำสติระลึกรู้อารมณ์นั้นไปเรื่อยๆ
อย่าอยากให้จิตสงบ หรืออยากรู้เห็นสิ่งใดๆ
เมื่อจิตจะรวมเข้าสู่ปฐมฌานนั้น
ผู้ไม่ชำนาญอาจรู้สึกเหมือนตกวูบลง
แต่เมื่อชำนาญแล้วจิตจะรวมลงอย่างนิ่มนวล มีสติ
จิตจะสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน
มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน
มีธรรมอันเอกคือตัวรู้ผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
มีอุเบกขา
มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย
เพราะปีติสิ้นไป ได้บรรลุถึงตติยฌาน
อันพระอริยเจ้าสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
บรรลุจตุตถฌาน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้มีสติบริสุทธิ์ เป็นจิตที่อ่อนโยน
ตั้งมั่น ว่องไว ควรแก่การงานของวิปัสสนากรรมฐาน
ผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนา
จะดำเนินจิตโดยการทำสมาธิมาตามลำดับ
จนมีจิตผู้รู้ตั้งมั่นดีแล้ว จึงเจริญสติปัฏฐานก็ได้
เรียกว่าเป็นการปฏิบัติในแนวทางของเจโตวิมุติ
แต่ผู้ที่ไม่สามารถทำสมาธิก่อน
ก็ยังสามารถเจริญสติปัฏฐานได้ ด้วยการใช้ปัญญานำ
เรียกว่าแนวทางปัญญาวิมุติ
อย่างแรกเป็นการทำความสงบก่อน เจริญปัญญาภายหลัง
อย่างหลังเจริญปัญญาก่อนจนจิตรวมสงบเข้ามาถึงจิตผู้รู้เช่นกัน
แล้วสมาธิก็จะเกิดตามภายหลังโดยง่าย
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะบรรลุถึงอริยมรรคได้
ต่างก็ต้องมีทั้งสมาธิและปัญญาด้วยกันทั้งสิ้น
เสมือนการเดินมาคนละทาง แต่เมื่อถึงที่หมายแล้ว
ก็บรรจบเข้าสู่ประตูอันเดียวกัน
สำหรับการดำเนินอรูปฌาน
4 นั้น
ได้แก่การใช้ อากาส คือช่องว่างเป็นอารมณ์
การใช้ วิญญาณ เป็นอารมณ์
การใช้ ความไม่มีอะไรเลย เป็นอารมณ์
และการเข้าสู่ภาวะ มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
ผู้สอนรุ่นหลังมักสอนว่าการเข้าสู่
อากาสานัญจายตนะ
ให้ใช้การบริกรรมว่า “อากาส (ช่องว่าง) ไม่มีที่สุด”
บางแห่งให้เพ่งช่องว่างของประตูและหน้าต่าง
ซึ่งอันนั้นเป็นรูป ไม่ใช่ อรูป
และแท้จริงการเข้าอรูปฌานนั้น
ไม่มีการบริกรรมภาวนาใดๆ ทั้งสิ้น
แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงสอนให้บริกรรม
แต่ทรงสอนให้ มนสิการ
คือการใส่ใจหรือทำความรู้สึกถึงความว่าง
โดยใช้ความว่างในจิต ซึ่งเป็นอรูป เป็นเครื่องระลึกของสติ
จนจิตจับนิ่งสงบอยู่กับความว่างอย่างเป็นสมถภาวนา
หรือหากขณะนั้นผู้ปฏิบัติมีสัมปชัญญะคือความรู้ตัวของจิตอยู่ด้วย
ก็จะเป็นการทำวิปัสสนาภาวนาในอากาสานัญจายตนะ
โดยใช้ความว่างเป็นอารมณ์เครื่องระลึกของสติ
เรื่องการทำ
วิปัสสนาในฌาน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่ผู้สอนรุ่นหลังบางท่านเชื่อว่ากระทำไม่ได้
แท้จริงพระเถระในอดีตเคยกล่าวสอนอย่างชัดเจนปรากฏในพระไตรปิฎกว่า
สามารถเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ใน สัญญาสมาบัติ
ซึ่งหมายความว่า
เว้นแต่สัญญาเวทยิตนิโรธหรือนิโรธสมาบัติ
เนวสัญญานาสัญญายตนะ และอสัญญีพรหม
อันเป็นสภาวะเหนือสัญญาแล้ว
สมาบัติอื่นๆ คือรูปฌาน 4 และอรูปฌาน 3 ขั้นแรก
สามารถทำวิปัสสนาภาวนาได้ทั้งสิ้น
เมื่อระลึกรู้
อากาส ไปจนชำนาญ
ผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นว่าในความว่างนั้นไม่ว่างจริง แต่มี วิญญาณ แฝงอยู่
ในลักษณะเดียวกับที่ อากาศ แฝงอยู่ในความว่างตรงหน้าเรานี้เอง
ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถสังเกตรู้ได้ในความว่างที่เห็นนั้น
ผู้ปฏิบัติก็ใส่ใจแนบแน่นอยู่กับวิญญาณนั้น
จัดเป็นอรูปฌานที่ 2 หรือสมาบัติที่ 6
เมื่อระลึกรู้วิญญาณไปจนชำนาญ
ผู้ปฏิบัติจะพบว่าวิญญาณนั้นยังไม่ใช่สาระ
และยังเป็นของหยาบ ตั้งอยู่ในความไม่มีอะไรเลย
จิตก็จะใส่ใจกับ ความไม่มีอะไรเลย
เอาความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์ จัดเป็นอรูปฌานที่ 3 หรือสมาบัติที่ 7
เมื่อจิตระลึกรู้ความไม่มีอะไรเลย
นานๆ เข้า สัญญา
จะอ่อนกำลังลง จิตจะเคลิ้มลง จนไม่อาจจัดว่ามีสัญญาหรือไม่มีสัญญา
จัดเป็นอรูปฌานที่ 4 หรือสมาบัติที่ 8
สำหรับการเข้า
สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ นิโรธสมาบัติ
นั้น จะเริ่มเข้าเมื่อจิตดำรงอยู่ในสมาบัติที่ 7
กล่าวคือเมื่อจิตระลึกรู้ความไม่มีอะไรเลยอยู่นั้น
ผู้ปฏิบัติพึงย้อนระลึกเข้ามาที่จิตผู้รู้
แต่ก่อนที่กระแสจิตจะจับเข้ากับจิตผู้รู้
ให้ส่งกระแสนั้นกลับเข้าไปสู่อารมณ์
คือความไม่มีอะไรเลย อีกครั้งหนึ่ง
และก่อนที่กระแสจิตจะจับเข้ากับความไม่มีอะไร
ก็น้อมกระแสกลับเข้าหาจิต
แล้วสัญญาก็จางลงผ่านสมาบัติที่ 8
และดับสนิทลงในระหว่างจิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ เหลือแต่
ธรรมชาติรู้ที่ไม่คิด เพราะปราศจากจิตสังขารคือสัญญาและเวทนา
ในภาวะนั้น เสมือนไม่มีการตั้งต้น ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีเวลา
เพราะไม่มีความคิดนึกใดๆ เลย
มีแต่ความว่างและความเบิกบานที่หาขอบเขตไม่ได้
18.
นิมิต
ปัญหาใหญ่ในระหว่างการเจริญสมถภาวนาคือนิมิต
นิมิตได้แก่สิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้
อาจปรากฏในลักษณะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ก็ได้
และการที่จิตจะรู้เห็นนิมิตนั้น จิตต้องอยู่ใน อุปจารสมาธิอย่างหนึ่ง
หรืออยู่ในฌานประเภทที่ 2 (ที่หลวงปู่เทสก์กล่าวไว้) อีกอย่างหนึ่ง
บุคคลทั่วไปก็อาจจะพบเห็นนิมิตได้เป็นครั้งคราว
เมื่อจิตเคลื่อนผ่านจุดที่จิตเคลิ้มๆ ใกล้จะตกภวังค์
อันเป็นสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น และมีอาการส่ายไปมา
ใกล้เคียงกับฌานประเภทที่ 2 นั้น
นิมิตจำแนกได้
2 ส่วนคือนิมิตภายนอก กับนิมิตภายใน
นิมิตภายนอก
ได้แก่สิ่งที่จิตไปรู้ไปเห็นเข้าโดยสิ่งนั้นมีอยู่จริง มาปรากฏให้รู้ให้เห็นจริงๆ
ส่วน นิมิตภายใน เป็นสิ่งที่จิตคิดนึกปรุงแต่งขึ้นเอง
การจำแนกว่านิมิตที่เห็นนั้น เป็นนิมิตภายนอกหรือนิมิตภายใน
กระทำได้โดยย้อนเข้ามารู้จิตผู้รู้
เมื่อย้อนเข้ามาถึงจิตผู้รู้แล้ว
เวลาที่ย้อนกลับออกไปรู้นิมิตนั้น
หากเป็นนิมิตภายนอก เช่นโอปปาติกะมาขอส่วนบุญ หรือขอฟังธรรม
ภาพของโอปปาติกะนั้นจะยังคงอยู่
แต่หากนิมิตนั้นจิตปรุงแต่งขึ้นเอง
พอย้อนออกจากจิตผู้รู้ จะไม่พบเห็นสิ่งที่จิตสร้างขึ้นมาอีก
เพราะการย้อนเข้าไปรู้จิตผู้รู้นั้น
ได้ทำลายความปรุงแต่งของจิตเสียแล้ว
นักปฏิบัติในขั้นเริ่มแรกจำนวนมากหลงวุ่นวายอยู่กับเรื่องนิมิต
สนใจไต่ถามแต่เรื่องนิมิต บางคนปฏิบัติเพื่อนิมิตก็มี
เช่นปฏิบัติเพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในนิพพาน
หรือไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์
บางคนปฏิบัติเพื่อจะเห็นดวงแก้วบ้าง
เห็นพระพุทธรูปในกายบ้าง
สิ่งเหล่านี้ยังหาสาระแก่นสารไม่ได้ ถือเอาเป็นสรณะใดๆไม่ได้
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้
เป็นของแปลกปลอม เป็นสิ่งที่เกิดๆ ดับๆ
ไม่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง
ผู้ปฏิบัติไม่ควรตื่นเต้นกับสิ่งที่ถูกรู้
เพราะสาระแก่นสารของการปฏิบัติอยู่ที่ จิตผู้รู้
จึงควรสนใจที่จะศึกษาเรื่องจิตผู้รู้ ยิ่งกว่าเรื่องสิ่งที่ถูกรู้
ได้กล่าวไว้ในตอนต้นถึงเรื่องการรู้เห็นโอปปาติกะ
แท้จริงโอปปาติกะเป็นเรื่องธรรมดามาก
พระพุทธเจ้าก็ทรงกล่าวถึงโอปปาติกะอยู่บ่อยครั้ง
ผู้ปฏิบัติไม่ควรปฏิเสธ
แต่ก็ไม่ควรให้โอปปาติกะมาเป็นเจ้าหัวใจ
สิ่งที่ควรทำเมื่อพบโอปปาติกะคือการแผ่เมตตา
และหากไม่ต้องการพบโอปปาติกะ
ก็จงอย่าเผลอตัวส่งจิตออกนอก
19.
อภิญญา
ในเรื่องการทำสมถภาวนานั้น
ยังมีสิ่งที่ชวนให้ลุ่มหลงอีกอย่างหนึ่งคืออภิญญา
หรือความสามารถพิเศษทางจิต เช่นการระลึกชาติได้
การรู้ความเคลื่อนและความหยั่งลงเกิดของสัตว์
การมีทิพยจักษุ การมีทิพยโสต การรู้วาระจิตผู้อื่น
การรู้อนาคต และการแสดงฤทธิ์ได้
สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่จิตส่งออกไปรู้สิ่งภายนอก
หรือเคลื่อนไหวทำงานออกมา
โดยมีกำลังของอัปปนาสมาธิสนับสนุนอยู่
อภิญญาเป็นดาบสองคม
ใช้เพื่อความปล่อยวาง หรือเพื่อความยึดถือก็ได้
เช่นเมื่อสามารถระลึกชาติได้
ก็จะรู้ว่า ตายแล้วไม่สูญ กฎแห่งกรรมมีจริง
และจะเกิดความเบื่อหน่ายเอือมระอา ต่อการเวียนว่ายตายเกิด
หรือการหยั่งรู้วาระจิตผู้อื่น
ก็มีประโยชน์เป็นเครื่องมือในการสอนการปฏิบัติสมาธิภาวนาได้เป็นอย่างดี
แต่บุคคลผู้หนาไปด้วยกิเลส
อาจใช้อภิญญาในการล้างผลาญตนเองและผู้อื่นได้
เช่นสะกดจิตผู้อื่นให้เป็นเชื่อฟัง และมอบทรัพย์สมบัติให้
หรือใช้ทำร้ายร่างกายและชีวิตของผู้อื่น เป็นต้น
ดังนั้นผู้ปฏิบัติที่ยังไม่ตกกระแสธรรม
จำเป็นจะต้องมีศีลเป็นรั้วกั้นพฤติกรรมของตนให้ดี
มิฉะนั้นหากมีฤทธิ์อำนาจขึ้นมาแล้ว ก็อาจก่อกรรมทำชั่ว
ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน แล้วนำผลบาปมาสู่ตนในที่สุด
สำหรับการป้องกันตัวจากการเบียดเบียนของผู้มีฤทธิ์อำนาจนั้น
ไม่มีสิ่งใดดีเท่าการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
ยิ่งเป็นผู้ที่สามารถรู้จักจิตผู้รู้แล้ว
เพียงมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ธรรมดาๆ เท่านั้น
ฤทธิ์อำนาจฝ่ายต่ำจะไม่สามารถแผ้วพานได้เลย
20.
การเจริญวิปัสสนา
การเจริญวิปัสสนามีหลักการสำคัญคือการรู้ปัจจุบันอารมณ์
ด้วยจิตที่รู้ตัว เป็นกลาง พ้นจากความยินดียินร้าย
21.
เครื่องมือในการเจริญวิปัสสนา
เครื่องมีสำคัญในการเจริญวิปัสสนาคือ
สติและสัมปชัญญะ
สติ
ได้แก่ความระลึกได้ถึงปัจจุบันอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ทั้งนี้ อารมณ์ย่อมปรากฏชัดเจนทางทวารใด ทวารหนึ่ง ทีละทวารเท่านั้น
หากจิตรู้อารมณ์ทางทวารใดชัดเจนในขณะนั้น
ก็ใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องระลึกของสติ
สัมปชัญญะ
คือความรู้ตัว เมื่อเอ่ยถึงคำว่าสัมปชัญญะ
เรามักนึกถึงการตามรู้ความเคลื่อนไหวของกาย
เนื่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม
เกี่ยวกับการรู้ความเคลื่อนไหวกายไว้ในสัมปชัญญบัพพ
อันเป็นธรรมหมวดหนึ่งของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
แต่แท้จริงการรู้ความเคลื่อนไหวกาย
เป็นเพียงการใช้ความเคลื่อนไหวของกายเป็นเครื่องระลึกรู้ของสติ
ซึ่งเป็นเพียงอารมณ์ในสติปัฏฐานอันหนึ่งเท่านั้น
ในขณะที่สัมปชัญญะที่ใช้เป็นเครื่องมีอเจริญวิปัสสนานั้น
เป็นสิ่งที่ต้องใช้ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเจริญสติปัฏฐานในหมวดใดก็ตาม
สัมปชัญญะเป็นสิ่งที่เข้าใจยากมาก
หรือยากอย่างยิ่ง
เพราะเป็นสภาวะที่จิตไม่หลง ไม่เผลอ ไม่ถูกโมหะครอบงำ
หากกล่าวตามตำราก็หมายถึง อสัมโมหสัมปชัญญะ
คนทั่วไปทั้งโลก รวมตลอดทั้งเทวดาและพรหม
ต่างก็นึกว่าตนเองรู้ตัวกันทั้งนั้น
ใครเลยจะทราบว่าตนเองกำลังฝัน กำลังหลง
ทั้งที่ลืมตาดูโลก ทั้งที่ทำการงานได้ทุกอย่าง
เพราะเหตุใด
ก็เพราะจิตของเขามีโมหะแทรกอยู่เกือบตลอดเวลา
โดยไม่เคยรู้เท่าทันกิเลสที่ครอบงำจิตของตน
ยกตัวอย่างเช่น
ผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่งเดินจงกรม
สติของเขาจดจ่ออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกส่วน
คิดถึงการเคลื่อนไหวว่า กำลังยกเท้า กำลังย่างเท้า เป็นต้น
ขณะนั้นเขาไม่รู้เห็นสภาพจิตของตนเอง
ว่ากำลังส่งจิตหลงเข้าไปในการเคลื่อนไหวของกาย
และกำลังหลงวุ่นวายกับความคิดเรื่องการยกเท้าและย่างเท้าเป็นต้น
ขณะนั้น เขามีสติ แต่ไม่มีสัมปชัญญะ
เพราะไม่รู้ทันจิตใจตนเอง
จิตมีความหลงคือโมหะครอบงำอยู่
หรือผู้ปฏิบัติธรรมอีกคนหนึ่งกำลังกำหนดลมหายใจเข้าออก
สติของเขารู้ลมหายใจเข้าออกอย่างละเอียด
แต่ขณะนั้นจิตเลื่อนไหลเข้าไปเกาะกับลมหายใจโดยเขาไม่รู้ตัวเลย
เขามีสติ แต่ไม่มีสัมปชัญญะ
เพราะไม่รู้ทันจิตใจตนเองเช่นกัน
กิเลสประเภทโทสะนั้นเห็นง่าย
ประเภทราคะก็ยังเห็นง่าย
แต่ประเภทโมหะ คือความหลงของจิตที่ไม่เห็นจิตใจตนเอง
อันมีลักษณะทำให้ความรับรู้ขุ่นมัวเศร้าหมองนั้น
เห็นยากอย่างยิ่ง
แต่ก็หนีไม่พ้นความพยายามของผู้ปฏิบัติไปได้
22.
วิธีสร้างสติและสัมปชัญญะ
เครื่องมือสำคัญในการสร้างสติสัมปชัญญะที่ดีที่สุด
มาตรฐานที่สุด
ก็คือการเจริญสมถภาวนา
จึงมีคำกล่าวว่า สมถะเป็นฐานของวิปัสสนา
แต่สมถะนั้น จะต้องเป็นสัมมาสมาธิ
คือสมาธิที่เป็นไปเพื่อความมีสติและสัมปชัญญะ
หากเป็นมิจฉาสมาธิ สติจะจดจ่อเข้ากับอารมณ์กรรมฐาน
แล้วจิตหลงเพลินเพลินในความสุขสงบ
อย่างที่เรียกกันว่าติดสมถะบ้าง ติดความสงบบ้าง
ขั้นแรกให้เรามีสติระลึกรู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งโดยต่อเนื่อง
เช่นรู้ลมหายใจเข้าออก รู้พุทโธ
รู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือจะเพ่งกสิณ
อันใดก็ได้แล้วแต่ถนัด
จนจิตรวมสงบลงแน่วแน่รู้อยู่ที่อารมณ์อันเดียวนั้นแล้ว
จิตมีปีติ มีความสุข
เกิดจากวิเวกคือการที่จิตไม่ได้แส่ส่ายออกมาภายนอก
และแทนที่จะปล่อยจิตให้จมแช่อยู่กับความสุขสงบอันเจือปนด้วยราคะนั้น
ก็ให้ผู้ปฏิบัติสังเกตรู้ความสงบสุขที่เกิดขึ้น
ในที่สุดก็จะจับได้ว่า
ความสงบสุขนั้นยังเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้
หรืออารมณ์อันหนึ่งนั่นเอง
ถึงขั้นนี้ผู้ปฏิบัติจะสังเกตเห็นจิตผู้รู้
ที่เป็นกลาง สงบ สบายอยู่ในตัวเอง
ก็ให้ผู้ปฏิบัติทำความรู้ไว้ที่ความรู้ตัวที่สงบและเป็นกลางนั้น
ในขณะนั้นอารมณ์ที่เป็นสุขก็ยังปรากฏอยู่
ความรู้ตัวที่เป็นกลางหรือเป็นอุเบกขาก็ปรากฏอยู่
ต่อมาความสุขก็ดับไปตามธรรมดา
จิตที่เป็นอุเบกขา ก็จะรู้อารมณ์ที่เป็นอุเบกขา
เป็นสภาวะที่ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มีสติอันบริสุทธิ์หมดจด
ถึงจุดนี้ผู้ปฏิบัติจะเห็นชัดเจนว่าสติเป็นเครื่องระลึกรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ส่วนสัมปชัญญะความรู้ตัวนั้น ก็จะรู้อยู่ที่จิตผู้รู้ของตนเอง
เพราะไม่มีสิ่งใดถูกยึดและเห็นว่าเป็นเรา
เท่ากับจิตของตน
ลักษณาการที่ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้จักสติและสัมปชัญญะ
และรู้จักจิตผู้รู้ ดังที่กล่าวมานี้
คือสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนในเรื่องสัมมาสมาธิ
ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงจตุตถฌานนั่นเอง
ผู้ปฏิบัติบางคน
ไม่สามารถเดินฌานได้เต็มภูมิเช่นนี้
ก็ยังมีอุบายวิธีที่จะสร้างสัมปชัญญะคือความรู้ตัวขึ้นมาได้ อีกหลายวิธี
แต่ทุกวิธีมีหลักการอันเดียวกันคือ
ให้รู้อารมณ์อันใดอันหนึ่งให้ต่อเนื่องเสียก่อน
เช่นความลังเลสงสัย ความโกรธ ความรัก ความสุข
ความทุกข์ ความร้อน ความเย็น รสหวาน รสขม
รสเปรี้ยว เสียงที่ไพเราะ เสียงที่ไม่ไพเราะ การหายใจ
การกลั้นลมหายใจ และการเคลื่อนไหวกาย เป็นต้น
เมื่อรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏชัดเจนแล้ว
ให้สังเกตว่าอารมณ์นั้นเป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้
จิตผู้รู้มีอยู่ต่างหาก
มันมีสภาพเป็นความรู้ตัว สงบ เบิกบานในตัวเอง
มันแทรกซ้อนอยู่กับอารมณ์ที่กำลังปรากฏนั้นเอง
แม้อารมณ์นั้นจะดับไป
จิตผู้รู้ก็ยังอยู่ และเป็นผู้เฝ้ารู้อารมณ์อื่นๆ ต่อไปอีก
23.
วิธีเจริญวิปัสสนา
การเจริญมหาสติปัฏฐานเป็นวิธีเดียวของการเจริญวิปัสสนา
น่าเสียดายที่ผู้ปฏิบัติจำนวนมากเจริญมหาสติปัฏฐานอย่างข้ามขั้นตอน
คือข้ามไปเจริญสติระลึกรู้ กาย เวทนา จิต หรือธรรม
โดยไม่ได้ปรับสภาพจิตให้พร้อมที่จะเจริญสติเสียก่อน
24.
ความพร้อมของจิตที่จะเจริญสติปัฏฐาน
พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรอันน่าอัศจรรย์
โดยทรงสอนให้สาวกทั้งหลายระลึกรู้ กาย เวทนา จิต หรือธรรม
อย่างเป็น วิหารธรรม หรือเป็นเครื่องอยู่ของจิต
มิใช่สอนให้ เพ่งจ้อง ใส่ กาย เวทนา จิต หรือธรรม
เพราะจะทำให้ กาย เวทนา จิต หรือธรรมเป็นเครื่องผูกมัดจองจำจิต
เสมือนเป็นเรือนจำอันนำทุกข์มาให้
แทนที่จะเป็นเครื่องอยู่อาศัยอันผาสุก
ในขณะที่ระลึกรู้
กาย เวทนา จิต หรือธรรมนั้น
ท่านสอนให้มี ตบะ คือความเพียรเผาผลาญกิเลสให้เร่าร้อน
ท่านสอนให้มี สัมปชัญญะ คือความรู้ตัว
ท่านสอนให้มี สติ คือความระลึกได้ถึงอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
และสอนให้กำจัดความยินดียินร้ายในโลก
การมี
ตบะ หรือความเพียรเผาผลาญกิเลสหมายความว่า
ให้มีขันติคือความอดกลั้นเป็นตบธรรมแผดเผากิเลส
ต้องต่อสู้กับกิเลสนานาชนิด เช่นความเกียจคร้าน
ความซึมเซา ความฟุ้งซ่าน ความลังเลสงสัย
ความอยากได้ อยากดี อยากรู้ อยากเห็น เป็นต้น
เพราะกิเลสเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวขัดขวางการปฏิบัติทั้งสิ้น
ส่วนการมี
สัมปชัญญะ นั้น ได้อธิบายไปแล้วในช่วงก่อน
การมี
สติ คือความรู้เท่าทันอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ซึ่งจะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
หรือธรรมารมณ์ก็ได้
แต่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เป็นตัวอย่าง
ได้แก่ที่ตั้งของสติ 4 หมวดคือ กาย เวทนา จิต และธรรม
ดังจะได้กล่าวในช่วงต่อไป
ในขณะที่เจริญสติปัฏฐานนั้น
ผู้ปฏิบัติจะต้องอ่านจิตใจของตนอยู่เสมอ
มิใช่เพียงแต่มีสติรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏเท่านั้น
แต่ต้องมีสัมปชัญญะรู้จิตใจของตนเองด้วย
หากขณะที่สติรู้อารมณ์แล้ว
จิตเกิดความยินดียินร้ายต่ออารมณ์นั้นๆ
ผู้ปฏิบัติก็จะต้องรู้เท่าทันจิตใจตนเอง
เมื่อรู้ทันจิตตนเองแล้ว
ความยินดียินร้ายต่อโลกที่สัมผัสได้
ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ก็จะดับไป
จิตก็จะมีความเป็นกลางวางเฉย
และรู้อารมณ์นั้นต่อไปโดยปราศจากความยินดียินร้าย
ผู้ปฏิบัติจำนวนมากเจริญสติปัฏฐานอย่างไม่ระมัดระวัง
เช่นเมื่อใช้กายเป็นอารมณ์
แล้วจิตเกิดความเบื่อหน่ายชิงชังร่างกาย
จิตก็ติดอยู่เพียงนั้น
เพราะมองไม่เห็นความยินร้ายของจิตต่อกายของตนเอง
บางคนถึงกับฆ่าตัวตายก็มี
หรือบางคนปฏิบัติธรรมแล้วจิตมีความสงบสุข
เกิดความยินดีเพลิดเพลินในการปฏิบัติ
โดยไม่เห็นราคะอันละเอียดที่แทรกเข้ามาครอบงำจิตให้เกิดความยินดี
ดังนั้น เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละความยินดียินร้ายเสียนั้น
จึงเป็นกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่งของการเจริญมหาสติปัฎฐาน
เมื่อจิตมีคุณภาพแล้ว
คือมีความเพียรแผดเผากิเลสด้วยขันติธรรม
มีสัมปชัญญะคือความรู้ตัว
มีสติว่องไวรู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์
มีความเป็นกลางปราศจากความยินดียินร้ายในสิ่งทั้งปวง
จิตย่อมพร้อมที่จะเจริญวิปัสสนา
25.
เดินทางสายเอก
พระพุทธเจ้าทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร
ให้พวกเราอาศัย กาย เวทนา จิต หรือ ธรรม เป็นเครื่องระลึกรู้ของสติ
แท้จริงเครื่องระลึกของสติที่ทรงยกมานั้น เป็นเพียงตัวอย่าง
ผู้ปฏิบัติจะใช้สิ่งใดเป็นเครื่องระลึกของสติก็ได้
เพราะสิ่งที่ถูกจิตรู้ทุกสิ่งล้วนแต่แสดงสามัญลักษณะเหมือนกันทั้งสิ้น
จริงอยู่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
มหาสติปัฏฐานเป็นทางสายเอก หรือจะว่าเป็นทางสายเดียวก็ได้
แต่นั่นหมายถึงวิธีเจริญสติและสัมปชัญญะที่ต้องเหมือนกันหมด
ส่วนที่ตั้ง หรือเครื่องระลึกของสติ มีอยู่หลากหลาย
แม้ในมหาสติปัฏฐานสูตรเอง
ก็ทรงแสดงไว้มาก
เช่นหมวดกาย 9 ประการ
ส่วนในพระสูตรอื่นก็มีการแสดงฐานที่ตั้งของสติอย่างอื่นไว้อีกมากมาย
เช่นพระจุลลปัณฑกะ อาศัยการขยี้ผ้าขาว เป็นที่ตั้งของสติ
พระบางองค์มีดอกบัวที่ปักไว้ในกองทราย เป็นที่ตั้งของสติ
บางองค์เอาน้ำค้างแข็งที่เกาะชายคากุฎี เป็นที่ตั้งของสติ
บางองค์ระลึกถึงการไถนา และการถากลูกศร
การเห็นตะเกียงดับเมื่อขาดน้ำมัน
และการเห็นน้ำซึมลงในดิน เป็นต้น
สิ่งที่ทุกองค์มีเหมือนกัน คือการเจริญสติและสัมปชัญญะ
สิ่งที่ต่างกันคืออารมณ์เครื่องระลึกของสติ
ทั้งนี้ แตกต่างกันไปตามจริตนิสัยของแต่ละบุคคล
ผู้ปฏิบัติพึงตระหนักว่า
การเจริญสติเป็นหลักสำคัญของสมถภาวนา
ส่วนการเจริญวิปัสสนาจะต้องมีทั้งสัมปชัญญะและสติ
ฉะนั้นการทำวิปัสสนาจึงต้องมีกำลังของสมถภาวนาสนับสนุนอยู่ด้วยเสมอ
ผู้ต้องการทำวิปัสสนาจึงไม่ควรรังเกียจการทำสมถภาวนาแต่อย่างใด
26.
ตัวอย่างการเจริญวิปัสสนา
นักปฏิบัติบางท่านดำเนินสมถภาวนาด้วยการภาวนา
พุทโธ
จนจิตรวมลงเป็นหนึ่ง มีความสงบโปร่ง เบาสบาย
แล้วอาศัยจิตที่สงบนั้นน้อมไปพิจารณาร่างกาย
บางท่านพิจารณาโดยน้อมคิดว่า ร่างกายไม่เที่ยง เป็นทุกข์
ไม่ใช่ตัวตน เป็นของสกปรก เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ และลม
จิตเกิดความสลดสังเวชว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เป็นเพียงสักว่าธาตุเท่านั้น มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
อันนี้เป็นการเจริญวิปัสสนา
บางท่านเมื่อจิตปล่อยวางร่างกายแล้ว
จิตรวมเข้ามาที่จิต
มีสัมปชัญญะ รู้ตัวอยู่ด้วยความเป็นกลาง
เห็นอารมณ์เกิดดับอยู่ภายในจิต
อันนี้ก็ยังเป็นวิปัสสนาเช่นกัน
บางท่านน้อมคิดพิจารณาไปแล้วเกิดนิมิตเห็นร่างกายแตกดับ
บ้างก็เห็นหนอนมาชอนไชกัดกินร่างกาย
ทั้งหมดนี้เป็นผลของ สมถภาวนา ทั้งสิ้น
นักปฏิบัติบางท่านเดินจงกรม
หรือตามรู้การขยับกาย
และมีความรู้เท่าทันความเคลื่อนไหวของร่างกาย
บางครั้งจิตก็เคลื่อนไปจับอยู่กับความเคลื่อนไหวของกาย เป็น สมถภาวนา
บางครั้งจิตมีความรู้ตัว คือมีสัมปชัญญะ
ไม่ใช่เอาแต่รู้ความเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเดียวโดยลืมตัว
อันนั้นเป็นการเจริญ วิปัสสนา
จิตจะดำเนินสมถภาวนากับวิปัสสนาสลับกันไปมาอย่างนี้
นักปฏิบัติบางท่านนั่งภาวนาจนปวดขาเกิดทุกขเวทนา
แต่อาศัยความข่มกลั้นทนต่อความเจ็บปวดและเฝ้าระลึกรู้ความเจ็บปวดนั้น
ขณะที่จิตเคลื่อนออกไประลึกรู้ความเจ็บปวดและกระสับกระส่าย
อันนั้นเป็นความฟุ้งซ่านรำคาญใจของจิต
บางครั้งจิตจับเพ่งอยู่กับความเจ็บปวดอย่างแน่วแน่ด้วยกำลังของสติ
อันนั้นเป็นสมถภาวนา
บางขณะจิตระลึกรู้ความเจ็บปวดด้วยความรู้ตัวและเป็นกลาง
เห็นระดับความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ ไม่คงที่
เป็นการเจริญวิปัสสนา
นักปฏิบัติบางท่านระลึกรู้จิตสังขาร
คือความคิดนึกปรุงแต่งของจิต ซึ่งอาจจะเป็นกุศลบ้าง
เป็นอกุศลบ้าง เป็นกลางๆ ยิบๆ ยับๆ บ้าง
เป็นความร้อน เป็นความเย็นของจิตบ้าง
ขณะที่จิตเคลื่อนออกไปเพ่งจ้องจิตสังขาร เป็นสมถภาวนา
เมื่อจิตรู้จิตสังขารด้วยความรู้ตัวและเป็นกลาง เป็นวิปัสสนาภาวนา
นักปฏิบัติบางท่านเห็นจิตของตนอยู่กับความรู้ตัวบ้าง
เคลื่อนเข้าไปเกาะอารมณ์บ้าง อันนั้นเป็นวิปัสสนาภาวนา
แต่บางคราวก็เผลอเพ่งจ้องที่อารมณ์บ้าง ที่จิตบ้าง
อันนั้นเป็นสมถภาวนา
27.
วิปัสสนูปกิเลส
วิปัสสนูปกิเลสเป็นผลของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการเจริญวิปัสสนา
มีอาการมากมายหลายอย่างเช่น
เกิดความรอบรู้แตกฉานในธรรม อย่างมาก
แม้ครูบาอาจารย์จะกล่าวจะสอนอะไรก็รู้ไปหมด
จนรับอะไรไม่ได้เลย เพราะสำคัญว่าตนรู้อยู่แล้ว
หรือตนบรรลุพระอรหันต์แล้ว
เกิด ความมุ่งมั่นพากเพียร จนลืมความพอดีที่ร่างกายจิตใจจะรับได้
เกิดความเห็นผิด ต่างๆ เช่นเห็นว่าไม่มีสิ่งใดควรยึดถือสักอย่างเดียว
ทั้งๆ ที่กำลัง ยึดถือความไม่ยึดถือ แต่ไม่รู้ตัว
หรือปฏิเสธความจริงของสมมุติสัจจะ
กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ไม่มี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็ไม่มี
เพราะล้วนแต่เป็นเพียงธาตุขันธ์เท่านั้น
และเกิดการตั้งสติแข็งกล้าเกินไป จนเกิดความผิดธรรมชาติ เป็นต้น
สภาวะจิตของผู้ติดวิปัสสนูปกิเลสนั้น
ในภาวะปกติจะดูคล้ายคนปกติ มีความรู้ตัวหรือพูดจาเป็นปกติที่สุด
บางสิ่งดูจะเหนือคนปกติเสียอีก
เช่นมีความผ่องใส เบิกบาน นุ่มนวล
แต่บางอารมณ์ เช่นเมื่อได้ฟังธรรม หรือกล่าวธรรม
จิตจะเตลิดเปิดเปิง รั้งไม่อยู่ หลงรุนแรงยิ่งกว่าคนปกติเสียอีก
บางคนดูภายนอกจะเห็นเหมือนคนบ้า
แต่พออารมณ์นั้นผ่านไปแล้ว ก็จะกลับสงบ
ดูเหมือนคนปกติอีก ก็มี
เมื่อจิตจะเกิดวิปัสสนูปกิเลสนั้น
จิตต้องดำเนินวิปัสสนาอยู่
คือจิตมีสัมปชัญญะ มีสติระลึกรู้ปัจจุบันอารมณ์โดยต่อเนื่อง
จิตจะเห็นอารมณ์เกิดดับสืบต่อกันไปเรื่อยๆ
ต่อมาสัมปชัญญะอ่อนกำลังลง
จิตก็เคลื่อนออกไปจับกับอารมณ์อันเป็นเครื่องระลึกของสติ
หมายความว่า จิตถอนตัวจากการเจริญวิปัสสนา
พลิกตัวเข้าสู่ภูมิของสมถภาวนาโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นก็เกิดความรู้ความเห็น หรืออาการอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น
แล้วปักใจเชื่อมั่น ยึดถือในสิ่งที่ปรากฏนั้นอย่างเหนียวแน่น
เครื่องป้องกันการเกิดวิปัสสนูปกิเลสไม่มีสิ่งใดดีกว่าความช่างสังเกต
ช่างพิจารณาอย่างรอบคอบแยบคาย หรือโยนิโสมนสิการ
เช่น ต้องเข้าใจลักษณะการดำเนินของจิต
ทราบว่าจิตของตนดำเนินวิปัสสนา
หรือพลิกเข้าสู่ภูมิของสมถะแล้ว
หากเป็นความรู้ความเห็นในภูมิของสมถะ
อันนั้นย่อมไม่ใช่การบรรลุธรรม
ต้องถือหลักว่า
ปรากฏการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น
เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดถือ
หากทำใจเช่นนี้
สิ่งที่ปรากฏนั้นจะไม่มีอิทธิพลครอบงำจิตใจของตนได้
ต้องหมั่นสังเกตกิเลสในจิตของตนเองให้ชัดเจนเสมอ
ว่าหมดกิเลสจริง หรือไม่เห็นกิเลสเพราะไม่ดู
เนื่องจากเชื่อว่ากิเลสหมดสิ้นแล้ว
เช่นสังเกตแล้ว ยังเห็นว่า จิตมีความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา
หรือเป็นจิตของเราอย่างเหนียวแน่น
ก็แสดงว่าตนเองยังเข้าไม่ถึงธรรมแท้
หากดำเนินด้วยความแยบคายเช่นนี้
ก็สามารถป้องกันวิปัสสนูปกิเลสได้
ถ้าปล่อยให้วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นแล้ว
การแก้ไขเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก
มักจะต้องอาศัยครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในทางจิตเช่นชำนาญในเจโตปริยญาณ
หรือคล่องแคล่วในฌานสมาบัติ
เพื่อหาจังหวะกระตุ้นให้จิตของผู้นั้น เคลื่อนออกจากจุดที่ตนติดยึดอยู่
เช่นคราวหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
เกิดสำคัญตนว่าบรรลุพระอรหันต์แล้ว
และเที่ยวเรียกพระเณร กระทั่งหลวงปู่ผู้เป็นอาจารย์
ให้มาฟังธรรมของตน
หลวงปู่ได้รอจังหวะจนถึงโอกาสเหมาะ
ท่านจึงบริภาษเพื่อกระตุ้นให้ภิกษุนั้นเกิดอารมณ์โกรธที่รุนแรง
เมื่อจิตเกิดความโกรธ
ก็เคลื่อนออกจากความสำคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์
เพราะเห็นว่าตนยังมีความโกรธอยู่
28.
วิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาญาณ
คือความหยั่งรู้ของจิต อันเกิดจากการเจริญวิปัสสนา
จำแนกตามตำราเป็น 16 ชั้น
แต่ถ้าจะจำแนกอย่างง่ายๆ เพื่อทำความเข้าใจสำหรับนักปฏิบัติ
อาจจำแนกได้ 2 อย่างคือ ญาณที่เป็นโลกียญาณ กับโลกุตรญาณ
แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงวิปัสสนาญาณ
จักกล่าวถึงอาการเกิดวิปัสสนาญาณก่อน
วิปัสสนาญาณเป็นผลจากการเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้อง
คือมีสัมปชัญญะ มีสติ มีจิตเป็นกลาง
รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏตามที่ปรากฏ
อันเป็นการดำเนินจิตในอุปจารสมาธิ
เมื่อจิตเกิดวิปัสสนาญาณนั้น
จิตจะตัดกระแสการพิจารณาอารมณ์ภายนอก
รวมตัวเข้ามาเป็นอัปปนาสมาธิ คือสงบ ตั้งมั่น และ รู้
แล้วเกิดวิปัสสนาญาณขึ้น
แต่หากจิตพลิกจากอุปจารสมาธิไปเป็นมิจฉาสมาธิ
อันนั้นมีโอกาสที่จะเกิดวิปัสสนูปกิเลสได้
การเกิดวิปัสสนาญาณนั้น
อาจจะเกิดรวดเดียว 16 ญาณ
หรือจะเกิดเพียงบางส่วนก็ได้
แล้วแต่กำลังของศีล สมาธิ และปัญญา ในขณะนั้น
วิปัสสนาญาณอันเป็นโลกียญาณ
คือญาณที่ยังอิงอาศัยอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
เป็นความหยั่งรู้ที่ยังไม่บริสุทธิ์หมดจด
ยังประกอบด้วยความคิด
แม้จะรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง
และรู้ปัจจุบันอารมณ์ก็ตาม
แต่ก็ยังเป็นจริงเฉพาะอารมณ์ที่ถูกรู้
ส่วนตัวจิตผู้รู้เองยังไม่พ้นจากความปรุงแต่งของอารมณ์
ดังนั้นจึงยังถูกอารมณ์ครอบงำได้
และยังมีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออารมณ์
เช่นเมื่อเห็นความเกิดดับของอารมณ์อย่างต่อเนื่อง
ก็เกิดความรู้ว่าอารมณ์ต่างๆ เกิดแล้วดับทั้งสิ้น
อารมณ์ใดๆ จึงไม่เป็นที่พึ่งที่อาศัยอันถาวรปลอดภัย
จิตเกิดเห็นภัย เห็นโทษ และเกิดความเบื่อหน่ายในอารมณ์
แต่ก็ไม่สามารถหาหนทางพ้นจากอารมณ์ได้
เพราะตราบใดที่ยังมีจิต ก็ต้องมีอารมณ์เป็นของคู่กัน
เมื่อจิตค้นคว้าหาทางพ้นจากอารมณ์จนสุดความสามารถแล้ว
จิตจึงหยั่งรู้ความจริงว่า
อารมณ์เป็นของที่ควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้
จะห้ามอารมณ์ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้
เมื่อเกิดแล้วจะสั่งให้ดับไปก็ไม่ได้
เมื่อจะดับ จะสั่งไม่ให้ดับก็ไม่ได้อีก
แม้ตัวจิตเองก็เป็นของที่ควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้
คือว่าจะสั่งจิตไม่ให้รู้อารมณ์ก็ไม่ได้
จะสั่งให้เลือกรู้เฉพาะอารมณ์ที่ถูกใจก็ไม่ได้
เมื่อจิตรู้ความเป็นจริงของจิตและอารมณ์แล้ว
จิตจะเริ่มปล่อยวาง แล้วแต่อารมณ์และจิตจะเป็นไป
โดยจิตไม่ยินดียินร้าย
จิตได้แต่มีสัมปชัญญะคือความรู้ตัวไม่เผลอ
และมีสติซ้อนระลึกอยู่ที่จิตด้วยความเป็นกลาง
ไม่แส่ส่ายไปสู่อารมณ์ภายนอก
ญาณหยั่งรู้ที่จิตเป็นกลางนี้เองคือ สังขารุเบกขาญาณ
อันเป็นทางแยกสำคัญของผู้ปฏิบัติ
ว่าจะดำเนินจิตไปสู่ความหลุดพ้น
หรือจะดำเนินไปสู่พุทธภูมิด้วยมหากรุณาจิต
ที่ปรารถนาจะโอบอุ้มสรรพสัตว์ออกจากห้วงทุกข์ด้วย
บางท่านเมื่อภาวนามาถึงจุดนี้แล้ว
แม้จะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุถึงโลกุตรธรรมได้
เพราะจิตได้ซ่อนเร้นความปรารถนาพุทธภูมิไว้อย่างเร้นลับ
ต่อเมื่อรู้เท่าทันแล้วกำหนดจิตยกเลิกความปรารถนาพุทธภูมิ
จึงสามารถบรรลุถึงโลกุตรธรรมได้
ความปรารถนาพุทธภูมิจะมีกำลังมากเมื่อจิตดำเนินมาถึงสังขารุเบกขาญาณ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
ส่วนการเลิกปรารถนาพุทธภูมิก็กระทำได้ยากเช่นกัน
กล่าวคือจะต้องภาวนาจนจิตรวมเข้าถึงอัปปนาสมาธิ
เมื่อจิตถอนจากอัปปนาสมาธิแล้ว
ก็กำหนดจิตยกเลิกความปรารถนานั้น
แล้วกลับเข้าอัปปนาสมาธิอีก
การที่ต้องเข้าออกถึงอัปปนาสมาธิ
ก็เพื่อเข้าไปขุดคุ้ยทำลายความปรารถนาที่ซ่อนเร้นในภวังคจิต
เมื่อจิตดำเนินอยู่ในสังขารุเบกขาญาณจนสมควรแก่ธรรมแล้ว
จิตจะดำเนินต่อไปถึงอนุโลมญาณ
โดยขั้นแรกจิตจะรวมตกเข้าสู่ภวังค์
แล้วจึงไหวตัวขึ้นรับรู้อารมณ์วิปัสสนาละเอียด
อันเป็นวิปัสสนาที่จิตดำเนินเอง นอกเหนือความตั้งใจของผู้ปฏิบัติ
จิตจะเห็นสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วดับไป โดยไม่รู้ว่าสิ่งๆ นั้นคืออะไร
เพราะขณะนั้นเหลือแต่รู้ ไม่มีความคิดอันประกอบด้วยสัญญา
จิตจะเห็นเพียงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ดับไป
ประมาณ 3 ครั้งต่อเนื่องกัน
แล้วจิตก็รู้แจ้งเห็นจริงเกี่ยวกับสังขารธรรม
จิตจึงตัดกระแสเข้าสู่โคตรภูญาณ
29.
ปฏิเวธธรรม
เมื่อจิตดำเนินวิปัสสนาละเอียดในอนุโลมญาณแล้ว
หากกำลังแห่ง ศีล สมาธิ และปัญญาแก่รอบพอ
จิตจะดำเนินเข้าถึงวิปัสสนาญาณอันเป็น โลกุตรญาณ
คือมรรคญาณ และผลญาณ โดยดำเนินผ่านโคตรภูญาณ
อันเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกียญาณกับโลกุตรญาณ
โคตรภูญาณ
เป็นญาณที่จิตหยั่งรู้การปล่อยวางอารมณ์ภายนอกของจิต
และรู้การเคลื่อนถอยทวนกระแสโลกคือตัณหาเข้ามาหาตัวจิตผู้รู้ที่แท้จริง
ญาณนี้เป็นญาณที่จิตไม่เกาะเกี่ยวกับอารมณ์ภายนอก
จึงไม่อาจจัดเป็นโลกียญาณที่สมบูรณ์
และยังไม่หยั่งรู้เข้าไปถึงจิตจริงแท้
จึงไม่อาจจัดว่าเป็นโลกุตรญาณด้วย
เมื่อจิตทวนกระแสเข้าถึงจิตผู้รู้แล้ว
ลำดับนั้นมรรคญาณก็เกิดต่อเนื่องกัน
มรรคได้แหวกมโนวิญญาณอันเป็นสิ่งห่อหุ้มปกปิดจิตแท้ธรรมแท้ออก
แล้วเข้าไปรู้นิพพาน ซึ่งมีมาแต่ไหนแต่ไร แต่สรรพสัตว์ไม่เคยเห็น
แล้วจิตก็ดำเนินเข้าสู่ผลญาณอันมีอาการต่อเนื่องกัน 3 ช่วง
คือเข้าถึงนิพพานอันเป็นความว่างอันแท้จริง
ปราศจากขันธ์ทั้ง
5 ปราศจากความคิดและรูปลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
หากกล่าวก็ต้องกล่าวว่า สิ่งบางสิ่งมีอยู่ แต่ไม่มีอะไรเลย
จากนั้นแสงสว่างได้พุ่งโพลงขึ้น
ดังที่พระผู้มีพระภาคทรงเรียกว่า อาโลโกอุทปาทิ
แล้วธรรมชาติอันไม่เกิดไม่ตาย
ก็แสดงความเบิกบานออกมา เป็นอิสระ
หลุดพ้นชั่วขณะจากพันธนาการทั้งปวง
ธรรมชาตินี้ไม่ใช่วิญญาณ และไม่ใช่จิตผู้รู้แต่อย่างใด
จากนั้นจิตจะตัดความรับรู้รวมเข้าภวังค์อีกคราวหนึ่ง
เมื่อถอนขึ้นจากภวังค์
สิ่งห่อหุ้มก็กลับเข้าปกปิดธรรมชาติอันนั้นไว้อีกคราวหนึ่ง
จิตจะกลับมารู้โลก โดยประกอบด้วยความคิดนึกปกติ
แล้วทบทวนสิ่งที่ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ก็จะรู้ชัดว่า "อ้อ ธรรมะเป็นอย่างนี้เอง"
จิตรู้แจ้งเห็นจริงแล้วว่า
ความเป็นตัวตนไม่มีอยู่จริง
กระทั่งตัวจิตก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นแต่ธรรมชาติรู้เท่านั้น
ส่วนความเห็นว่าเป็นตัวตนเกิดจากความคิดนึกปรุงแต่งเท่านั้น
เมื่อหยุดคิด เหลือแต่รู้ ความเป็นตัวตนจะมีไม่ได้
อันนี้เองสักกายทิฏฐิได้ขาดสิ้นไปแล้วจากจิต
ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยหรือวิจิกิจฉา
ไม่มีอีกแล้วและเข้าใจวิถีทางปฏิบัติอย่างถ่องแท้
ไม่มีการปฏิบัติธรรมอย่างงมงายใดๆอีกแล้ว
เป็นอันว่าสีลลัพพตปรามาส ก็ขาดไปพร้อมกันนั้น
ผู้ปฏิบัตินั้น
ประจักษ์ชัดในสภาวะของพระโสดาบันบุคคลแห่งตน
ปรากฏการณ์ในช่วงนี้ ผู้เขียนทราบดีว่า ไม่ตรงกับตำราอภิธรรม
หากจะให้ผู้เขียนเขียนให้ตรงตำราก็สามารถกระทำได้เพราะศึกษามาแล้ว
แต่ตำรานั้น ใครก็สามารถศึกษาเล่าเรียนได้
ส่วนผลการปฏิบัติเช่นนี้ ไม่ค่อยมีใครยอมเปิดเผยให้เปลืองตัวนัก
ผู้เขียนจึงเขียนไปตามประสบการณ์
เพียงเพื่อฝากเป็นแง่มุมทิ้งไว้เท่านั้น
มิใช่เพื่อคัดค้านตำรา และก็มิใช่การเขียนให้เป็นตำราด้วย
ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณาญาณให้ดี
เพราะการเชื่อคำบอกเล่าของผู้เขียน ผิดหลักกาลามสูตร
ส่วนการเชื่อตำรา ก็ยังไม่ถูกต้องเช่นกัน
สิ่งที่ควรทำคือการเจริญมหาสติปัฏฐานให้ถูกต้องเต็มกำลัง
แล้วสัมผัสความเป็นจริงด้วยตนเอง
30.
ธรรมชาติของพระโสดาบัน
หากกล่าวตามตำรา
พระโสดาบันมีปกติเคารพรักพระรัตนตรัยกว่าสิ่งใด
เป็นผู้เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างแน่นแฟ้น
และมีศีลอันบริสุทธิ์หมดจดเหมือนสังข์ที่ขัดดีแล้ว
ตำราที่กล่าวมานี้ ถูกต้องโดยธรรมแล้ว
แต่จักกล่าวถึงธรรมชาติบางอย่างของพระโสดาบันเพิ่มเติม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการดำรงชีวิตอยู่กับโลก
เพราะบุคคลจำนวนมากกลัวว่า
เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วจะอยู่กับโลกเขาไม่ได้บ้าง
กลัวจะหมดรสชาติของกามบ้าง
จึงควรกล่าวถึงธรรมชาติของพระโสดาบันเพิ่มเติมสักเล็กน้อย
ปุถุชนนั้น
เมื่อย้อนมาสังเกตจิตผู้รู้ของตน
จะเห็นว่ามันมีความเป็น "เรา" อย่างเหนียวแน่น
คิดอะไรก็ยังเป็น "เรา" คิด
แต่พระโสดาบันเมื่อมองเข้าไปที่จิตผู้รู้
จะเห็นเป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่ไม่ใช่ "เรา" หรือไม่ใช่ "ตัวตน"
แต่หากสติสัมปชัญญะอ่อนลง
พระโสดาบันก็จะยังมีความยึดถือว่า "จิตเป็นเรา" อยู่ดังเดิม
เพราะสิ่งที่พระโสดาบันละได้เด็ดขาด
คือความเห็นผิดว่าจิตเป็นเรา
ส่วนความยึดถือว่าจิตเป็นเรายังมีอยู่ หากไม่กำหนดรู้เข้าที่จิต
พระโสดาบัน
เมื่อมองโลกด้วยสติสัมปชัญญะ
จะเห็นโลกเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน
กระทั่งผู้คนที่พูดคุยหรือติดต่อด้วย ก็เห็นเป็นสักแต่ธาตุขันธ์ ไม่ใช่คน
แต่หากขาดสติสัมปชัญญะ ก็กลับเห็นคนเป็นคนอีก
ในยามมีความสุข
พระโสดาบันไม่ประมาทมัวเมา
เพราะเห็นความเป็นไตรลักษณ์แทรกอยู่เป็นระยะๆ
หากพระโสดาบันปล่อยตัวปล่อยใจเพลิดเพลินไปกับโลกละเลยการปฏิบัติธรรม
ไม่นานจิตจะโหยหาธรรม
แล้วเตือนให้กลับมาปฏิบัติธรรมอีก ในขณะที่ปุถุชนนั้น
ถ้าหลงโลก ก็ไม่คิดอยากจะปฏิบัติธรรมอีก
และในยามประสบความทุกข์
พระโสดาบันยังมีความทุกข์
แต่แก้ไขเอาจิตใจให้พ้นทุกข์ได้ง่าย
มีความพยายามค้นคว้าพิจารณาหาทางออกจากทุกข์โดยธรรม
ไม่ใช่ด้วยการดื่มเหล้าดับทุกข์ หรือวิ่งหนีความทุกข์
พระโสดาบันยังคงรักสุข
เกลียดทุกข์
แต่ไม่แสวงหาสุข หรือหนีทุกข์ด้วยวิธีที่ผิดศีลธรรม
เพราะในส่วนลึกก็เห็นอยู่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นของเกิดดับทั้งสิ้น
แต่ความพยายามแสวงหาสุขและหนีทุกข์ก็ยังมีอยู่
เพราะความยึดว่าจิตเป็นตน ยังมีอยู่
พระโสดาบันรู้ว่า
ความเกียจคร้านทำให้จิตเศร้าหมอง
พระโสดาบันจึงขยันขันแข็งในการทำหน้าที่ของตน
พระโสดาบันมองเพื่อนร่วมโลกและสัตว์ทั้งหลายด้วยความเมตตา
รู้สึกสงสารว่า
เมื่อใดหนอเขาจะพบทางอันประเสริฐนี้บ้าง
ดังนั้นเมื่อมีโอกาส หรือเมื่อมีผู้สมควรชี้แนะ
ก็จะพยายามชี้แนะให้เต็มกำลัง
โดยหวังประโยชน์ของผู้นั้นเป็นที่ตั้ง
พระโสดาบันยังมีความรู้สึกและความมีต้องการทางเพศเป็นปกติ
ไม่ใช่ผู้หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
แต่การตอบสนองความต้องการทางเพศ
จะอยู่ในกรอบของศีลธรรม
เพราะแม้จะต้องการตามอำนาจของกิเลส
แต่หากให้ทำผิดศีล ก็จะเกิดความละอายใจ
และเสียดายศีลของตน ไม่สามารถจะกระทำผิดได้
ดังนั้น พระโสดาบันจึงรักภักดีเฉพาะในคู่ของตน
สามีและภรรยาที่ฉลาด จึงควรพากันปฏิบัติ
และส่งเสริมซึ่งกันและกันในธรรม
31.
การปฏิบัติอริยมรรคระดับต่อไป
พระโสดาบันที่บรรลุพระโสดาบันด้วยกรรมฐานใด
ยังคงเจริญกรรมฐานนั้นต่อไปได้ตามปกติ
เช่นเคยพิจารณากาย ก็สามารถพิจารณากายต่อไป
เคยดูจิต ก็ยังคงดูจิตต่อไป เมื่อกำลังของศีล สมาธิ ปัญญา แก่กล้าพอ
จิตจะปฏิวัติตนเองไปสู่สกิทาคามีมรรค และสกิทาคามีผล
โดยลักษณาการเดียวกับการเกิดอริยมรรคอริยผลขั้นแรกนั่นเอง
ธรรมชาติของพระสกิทาคามีนั้น
สิ่งที่ห่อหุ้มจิตเบาบางลงมาก
จิตผู้รู้เด่นชัดอยู่เสมอเมื่อระลึกถึง
กิเลสอย่างหยาบจึงตั้งอยู่ครอบงำจิตไม่ได้
และเมื่อบรรลุถึงขั้นพระอนาคามีแล้ว
จิตมีปกติตั้งมั่น เป็นสัมมาสมาธิ
ดำรงสติอยู่กับจิตผู้รู้สม่ำเสมอ
การที่จิตตั้งมั่นอยู่กับจิตผู้รู้ตามธรรมชาติของพระอนาคามีนั้น
เป็นเหตุจากการที่อนาคามีมรรคประหารกามราคะและปฏิฆะไปแล้ว
จิตจึงมีปกติไม่ส่งส่ายออกตามอารมณ์ภายนอก
แต่ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ภายใน
ยินดีพอใจในความสงบสุขภายในของตน
และเพราะการที่จิตมีปกติอยู่กับจิตผู้รู้นั้นเอง
พระอนาคามีที่สิ้นชีพ จึงไปบังเกิดในพรหมโลกเท่านั้น
การที่จิตของพระอนาคามีไม่ถูกกระทบกระทั่งด้วยกามและปฏิฆะ
ทำให้พระอนาคามี มีจิตที่สงบ สะอาด สว่าง ผ่องใสมาก
บางท่านจึงยินดีพอใจ
หรือหยุดพัฒนาการเพียงเท่านั้นเพราะไม่ทราบว่าจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร
แต่บางท่านเป็นผู้ช่างสังเกต
ไม่นิ่งนอนใจในภูมิธรรมของตน
หรือมีครูบาอาจารย์ชั้นเลิศชี้ทางต่อไปให้ท่านก็สามารถหาทางเดินต่อไปได้
พระอริยบุคคล
3 ชั้นแรกนั้น สามารถบรรลุมรรคผล
ด้วยการพิจารณากาย หรือจิต ก็ได้
แต่ในขั้นที่จะดำเนินอรหัตมรรคนั้น
มีแต่ด้วยการพิจารณาจิตอย่างเดียว
เพราะกิเลสที่เหลือเป็นกิเลสละเอียด
เกินกว่าที่จะละได้ด้วยการพิจารณากาย
เพราะรูปราคะและอรูปราคะ
ก็เป็นราคะที่จิตติดในความสุขสงบ
มานะหรือความถือตัว ก็เป็นความเห็นผิดของจิต
อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านเล็กน้อยในธรรม
เพราะการพิจารณา หรือเพราะความพยายามหาทางเดินต่อไป
ก็เป็นสิ่งที่เกิดกับจิต
ส่วนอวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจจ์ ก็เกิดที่จิตอีกเช่นกัน
ผู้เขียนยังไม่มีภูมิธรรมถึงขั้นบรรลุพระอรหัตผล
เพียงได้ฟังครูบาอาจารย์กล่าวถึงการปฏิบัติเพื่ออรหัตตมรรค
โดยหลวงปู่ดูลย์กล่าวเตือนผู้เขียนว่า
เมื่อพบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิต ให้ทำลายจิต
จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
ครูบาอาจารย์บางองค์ขยายความว่า
พระอนาคามี
มีปกติจิตตั้งมั่นอยู่กับจิตผู้รู้แล้ว
ท่านที่มีปัญญายังสังเกตเห็นอีกว่า
การอยู่กับจิตผู้รู้ยังไม่ใช่ที่ปลอดภัย เพราะจิตผู้รู้เอง
ก็ตกอยู่ใต้สภาวะของไตรลักษณ์เช่นเดียวกับสังขารธรรมอื่นๆ
เมื่อเห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้นแล้ว
จิตก็หมดความยึดถือจิตผู้รู้
แล้วไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ยึดถืออีก จึงเข้าถึงความหลุดพ้น
หรือความเป็นอิสระอันแท้จริง
32.
บทสรุปของการปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติธรรมต้องเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ
โดยเฉพาะต้องรู้หลักการปฏิบัติทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา
สำหรับเครื่องมือต่อสู้กับกิเลสนั้น ไม่มีสิ่งใดเทียบได้กับไตรลักษณ์
หากจิตติดข้องยึดถือสิ่งใด ก็ตั้งสติพิจารณาลงไปที่สิ่งนั้น
จนเห็นแจ้งว่าสิ่งนั้นเป็นไตรลักษณ์
ก็จะถอดถอนความยึดถือได้
เมื่อจิตวางอารมณ์แล้ว ก็กลับมาอยู่กับความรู้ตัวต่อไป
จิตของพระอรหันต์นั้น
ว่าง สว่าง บริสุทธิ์
พ้นจากความปรุงแต่ง หากยังครองขันธ์อยู่
ขันธ์ก็ทำหน้าที่ของขันธ์
ส่วนจิตที่บริสุทธิ์ก็ลอยเด่นไม่ยึดถือติดข้องในขันธ์
เหมือนดอกบัวที่บานอยู่เหนือน้ำฉะนั้น
พระอรหันต์ประจักษ์ชัดถึงนิพพานอันเป็นอนัตตา อยู่ต่อหน้าต่อตานั้นเอง
ดังนั้นเมื่อเวลาที่ธาตุขันธ์จะแตกทำลาย
จึงไม่จำเป็นต้องกำหนด
หรือเดินทางไปเข้านิพพานในที่ใดอีก
คงทิ้งแต่กายซึ่งรังสีจิตฟอกจนกลายเป็นแก้วผลึกไว้เท่านั้น
**************************************
สันตินันทอุบาสก
12
มกราคม 2542
**************************************
|