|
โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 15 ธันวาคม 2542 15:43:18
พวกเรามีพัฒนาการในการศึกษาปฏิบัติธรรมเข้มข้นขึ้นตามลำดับ
เริ่มตั้งแต่การจับกลุ่มคุยกันเฉยๆ ในห้องสมุด
แล้วบางคนก็มาศึกษาการปฏิบัติจากผม
กลุ่มแรกสุดเลยก็มีบิ๊ก ชิ้ง ป๋อง กับโจโจ้
ซึ่งเวลานี้ทั้ง 4 คนคือส่วนหนึ่งของกำลังหลักที่เข้มแข็งในกลุ่มของพวกเรา
จากนั้นก็พัฒนามาเป็นการไปทำบุญทำทานและฟังธรรมร่วมกัน
ที่ศาลาลุงชิน หมู่บ้านลานทอง มูลนิธิพระอาจารย์มั่น
แล้วเขยิบเป็นการออกปฏิบัติธรรมตามสำนักวัดป่าต่างๆ
โดยเฉพาะฝ่ายหญิง แข็งขันกันมากตั้งแต่รู้จัก เขาสวนหลวง
(พวกเรามักรู้จักกันในนามของอุศมสถาน
แต่นักปฏิบัติรุ่นเก่าจะเรียกที่นั่นว่า เขาสวนหลวง)
ส่วนฝ่ายชายค่อนข้างลำบาก เพราะยังหาสำนักปฏิบัติที่เหมาะๆ ไม่ได้
แต่ก็มีความขวนขวายกันไม่ใช่น้อย
คือในช่วงที่ผมไปปฏิบัติธรรมแถวหนองคายต่อกับเมืองเลยนั้น
ขากลับแวะไปวัดถ้ำไตรรัตน์ที่ปากช่อง
ก็ได้พบ โยคาวจร กับปรีชา ไปซุ่มปฏิบัติอยู่ที่นั่น
พัฒนาการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมดีใจมาก เพราะเป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา
ดีกว่าจะตามศึกษาอยู่กับผมหรือคุณดังตฤณอย่างเดียว
เพราะยิ่งพวกเรามีประสบการณ์มากเท่าไร แกร่งมากขึ้นเท่าไร
ก็จะยิ่งเป็นกำลังของพระศาสนาในอนาคต มากขึ้นเท่านั้น
ส่วนผมเอง ก็ไม่ได้ยึดถืออะไรกับพวกเรา
มากไปกว่าการเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กัน
และเห็นว่ามีบุญได้มาพบกันแล้ว ก็พยายามเกื้อกูลกันไปตามสภาพ
เคยมีลูกศิษย์ของผมคนหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่มากแล้ว ทั้งอายุและตำแหน่งหน้าที่
มาถามผมตรงๆ ว่า "พ่อคลุกคลีกับพวกเรานี้ มีความผูกพันอะไรไหม"
ผมก็ตอบตรงๆ ว่า "ผูกพันเหมือนกัน คือเป็นห่วงใยอยากให้ปฏิบัติ
แต่โดยส่วนตัวแล้ว ถึงคุณลูกจะตายไปต่อหน้านี่
พ่อก็ไม่มีความหวั่นไหวเสียใจเลย
เพราะกระทั่งพ่อของพ่อถึงแก่กรรม
จิตของพ่อยังเบิกบานอยู่ตั้งหลายวัน"
ดังนั้น เป็นการถูกต้องแล้ว ที่พวกเราพยายามช่วยตนเองให้มากที่สุด
ผมคงช่วยได้ในแง่การแนะประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เมื่อฟังคำแนะนำแล้ว ก็ต้องไปขวนขวายหาความเจริญเอาเอง
***************************************
การศึกษาปฏิบัติธรรมนั้นต้องขวนขวายเอาให้เต็มสติปัญญา
จะนั่งๆ นอนๆ รอว่าวันหนึ่งจิตใจจะพัฒนาเองนั้น ลำบากสักหน่อย
เวลานี้พวกเราก็เริ่มออกไปสำรวจสำนักปฏิบัติต่างๆ กันบ้างแล้ว
ซึ่งก็เป็นเรื่องดี หากพบแล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง
เพื่อนๆ จะได้ตามไปปฏิบัติกันบ้าง
เช่นตอนนี้ประไพก็มาบอกผมว่า มีสำนักที่สอนการดูจิตที่ระนอง
และมีวัดที่ชัยภูมิอีกแห่งหนึ่ง สองแห่งนี้ผมยังไม่มีโอกาสเข้าไปศึกษา
จึงยังรับรองไม่ได้ว่าจะดีเหมือน หรือดีกว่าเขาสวนหลวงหรือไม่
นอกจากนี้ โยคาวจรกับหลังเขาก็ไปดูวัดวะภูแก้วที่สีคิ้ว
และบอกว่ามีวัดสาขาของหลวงตามหาบัวอยู่แถวนั้นด้วย
วัดวะภูแก้วผมเคยเข้าไปแล้ว ก็ใช้ได้ครับ
ถ้าไม่ไปเจอเอาช่วงที่อาจารย์ดาราวรรณ เด่นอุดม
เอาเด็กนักเรียนไปสอนกรรมฐานที่นั่น
นอกจากนี้ ยังมีวัดป่ามาตรฐานอีกแห่งหนึ่ง
คือวัดป่าสุนันทวนารามของท่านอาจารย์ คเวสโก ศิษย์หลวงพ่อชา
อยู่ที่กิโลเมตรที่ 91 ใกล้สถานีน้ำตก กาญจนบุรี
วัดนี้ผมยังไม่เคยไป แต่ทราบมาว่าท่านยังปฏิบัติกันแข็งขันดีอยู่
ถ้าหาวัดป่าดีๆ ใกล้ๆ กรุงเทพได้สัก 2 - 3 แห่ง น่าจะเข้าทีครับ
พวกเราจะได้แยกย้ายกันออกไปปฏิบัติธรรม
ให้มีประสบการณ์สมกับชื่อว่าเป็น นักปฏิบัติ
*******************************
ถ้าพวกเราสังเกตสักนิดก็จะเห็นว่า
ผมจะพิถีพิถันในการเลือกสถานที่ปฏิบัติธรรมอย่างมาก
ก่อนจะนำมาแนะนำกับพวกเรา
ทั้งนี้เพราะการไปปฏิบัติธรรมตามสำนักต่างๆ กระทั่งวัดป่า
ก็มีอันตรายแฝงเร้นอยู่เหมือนกัน
สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปปฏิบัติ อาจจะเดือนร้อนในภายหลัง
โดยเฉพาะสุภาพสตรีทั้งหลาย ซึ่งมีภัย ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
เรื่องปัญหาของการออกปฏิบัติธรรมนั้นมีหลายรูปแบบ
จำเป็นที่พวกเราจะต้องเรียนรู้กันไว้บ้าง
จะได้หาทางหลบหลีกเอา เมื่อเวลาเจอกับปัญหาต่างๆ เหล่านั้น
ผมจะขอเล่าเท่าที่นึกได้ในขณะนี้ก็แล้วกัน
ปัญหาอย่างแรกของการไปปฏิบัติธรรมตามสำนักที่เราไม่คุ้นเคย
เริ่มตั้งแต่การขออนุญาต ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก เป็นเรื่องของมารยาทมากกว่า
เดี๋ยวนี้ก็ทำได้ง่าย ด้วยการเขียนจดหมาย หรือโทรศัพท์เอา
ปัญหาต่อมาเป็นเรื่องของการเดินทาง
อันนี้ใครมีรถส่วนตัวและขับไปได้ก็สะดวกหน่อย
แต่บางพื้นที่ รถเก๋งก็เข้าไปไม่ได้ ต้องไปอาศัยปิ๊กอัปชนิดที่ต้องเอาโซ่พันล้อ ก็มี
หรืออย่างสมัยที่ผมกับพุทธินันท์ออกศึกษาธรรมกันนั้น
ส่วนมากก็อาศัยรถไฟ รถทัวร์ ไปถึงตัวจังหวัด
แล้วหารถต่อไปวัดป่า บางแห่งก็ต้องเดินเอาเป็นสิบๆ กิโลเมตร
ก่อนจะไปจึงควรศึกษาเส้นทางเสียก่อน แล้วบวกเวลาเพิ่มไว้ให้มากๆ
ผมเคยเจอปัญหาเรื่องการเดินทางอยู่บ่อยๆ
เช่นคราวหนึ่งถามพระมหาเถระรูปหนึ่งถึงวัดป่าแห่งหนึ่งในกาฬสินธุ์
ท่านก็แนะเส้นทางให้เสร็จ บอกด้วยว่าจากถนนใหญ่มีทางแยกเข้าวัดป่า ใกล้นิดเดียว
คำว่าใกล้นิดเดียวนี่แหละครับ เดินกันเป็นวันเลย
กลับมาต่อว่าท่าน ท่านก็ว่า เอ ไม่น่าจะไกลขนาดนั้นนะ
ตอนท่านนั่งรถตู้เข้าไป พอขึ้นรถก็กำหนดจิต
ปุ๊บเดียว พอจิตถอนก็ถึงวัดแล้ว
บางพื้นที่จะมีรถเข้าออกหมู่บ้านเพียงวันละเที่ยว
คือตอนเช้ามืด รถสองแถวจากหมู่บ้านจะรับคนไปตลาดในตัวอำเภอ
ตอนเที่ยงหรือบ่าย ก็จะรับคนกลับเข้าหมู่บ้าน
เวลาเราไปถึงชุมชน ถ้าจะหารถเข้าหมู่บ้าน ก็ให้ไปหาเอาตามตลาด
และต้องกะเวลาเดินทางให้ดี เพราะบางกรณีไม่มีรถเช่า ต้องไปรถของหมู่บ้านให้ทัน
ความลำบากก็อยู่ตรงที่เราลงจากรถไฟหรือรถทัวร์ตอนเช้าๆ
กว่าจะได้รถเข้าหมู่บ้านก็เป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย
เวลาช่วงนี้แหละครับที่ทรมานพอสมควร
แค่จะเข้าห้องน้ำก็ลำบากแล้ว เพราะกระเป๋าอาจจะหายเมื่อไรก็ได้
แล้วก็ตกเป็นเป้าสายตาผู้คน ซึ่งอาจจะมีอันธพาลท้องถิ่นปนอยู่ด้วย
สำหรับเวลาจะออกจากวัด ก็ต้องวางแผนให้ดี โดยมีแผนสำรองฉุกเฉินด้วย
คราวหนึ่งผมไปอยู่ในดงกระเหรี่ยง นัดรถมารับไปสนามบิน
พระท่านต้องออกไปตระเวณในหมู่บ้าน หารถคันใหม่ให้ เพราะคันที่นัดไว้ไม่มา
ส่วนรถคันใหม่ก็เอ้อระเหยลอยชาย ขนาดเราบอกว่าจ้างเหมา
เขากลับแวะรับส่งคนไปเรื่อยๆ บางทีก็เลี้ยวออกนอกเส้นทาง
ไปขนข้าวของของคนจากหมู่บ้านหนึ่ง เพื่อไปแวะส่งอีกหมู่บ้านหนึ่ง
(ที่เคยเจอแล้วยุ่งที่สุดคือ ไปแวะขนวัว ซึ่งเตะเก่งมาก)
เรื่องเหล่านี้อาจจะดูว่าเล็กน้อย แต่มันหมายถึงความปลอดภัย
และการพลาดกำหนดการเดินทาง ซึ่งอันตรายมากกับผู้หญิง
เพราะอาจจะไปตกค้างอยู่ตามป่าระหว่างหมู่บ้านได้ง่ายๆ
************************************
เมื่อเดินทางไปถึงวัดป่าแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือการเข้าไปกราบรายงานตัว
พระท่านจะกำหนดให้เองว่า ให้เราไปพักที่ไหน
บางวัดจะให้เสื่อ หมอน และผ้าห่มด้วย
เป็นธรรมเนียมวัดป่าที่ ผู้หญิงกับผู้ชายจะต้องแยกกันพัก
บางวัด ผมจะไม่แนะนำให้ผู้หญิงไปเลย เช่นวัดวชิราลงกรณ์ที่ปากช่อง
เพราะเขตที่ผู้หญิงอยู่ ห่างจากเขตพระ และไปหลบอยู่หลังเขา
ซึ่งอันธพาลตามหมู่บ้านจะเข้าไปปล้นและปล้ำเอาได้ง่ายๆ
ส่วนมากผู้หญิงจะถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มกุฏิผู้หญิง หรือแถวๆ โรงครัว
ซึ่งบริเวณนั้น มักจะมีเจ้าที่เจ้าทางที่เฮี้ยนๆ อยู่แทบทุกแห่ง
กระทั่งในวัดป่าบ้านตาด ก็มีคนพยายามไปตั้งตัวเป็นเจ้าแม่ในโรงครัว
คอยกีดกันผู้หญิงอื่นๆ ทั้งเรื่องที่กินที่นอน
หรือกำหนดกะเกณฑ์ให้น้องใหม่ต้องทำนั่นทำนี่ เช่นทำครัว
(ลืมบอกว่า เจ้าแม่ที่บ้านตาดแอบแสดงอิทธิพลลับหลังหลวงตา
แต่ตอนเช้าขึ้นมา หลวงตาด่าเจ้าแม่ออกไมโครโฟนลั่นวัดเลย
แล้วบอกว่า อย่ามาทำใหญ่ที่วัดนี้นะ ทุกคนไม่ว่าคนเก่าคนใหม่
หรือยากดีมีจนอะไรก็ตาม เมื่อมาที่นี่ต้องเท่าเทียมกันหมด
เพราะมาด้วยหัวใจของผู้ใฝ่ธรรม)
ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ บางวัดจะมีชีหรือผู้ปฏิบัติหญิงที่เพื้ยนๆ
ประเภทบ้าไปแล้วก็มี ประเภทวิปลาสที่ดูยากก็มี
คอยดักรับนักปฏิบัติหญิงหน้าใหม่ที่หลงเข้าไป
ชักชวนให้เป็นพวก ให้อยู่กุฏิของตน เพื่อจะอบรมกรรมฐานให้
ไปอีสานรอบนี้ ผมเจอ "พระอรหันต์หญิง และหญิงเพี้ยน" ชนิดนี้หลายวัดด้วยกัน
พวกสาวๆ ที่จะเข้าไปติดต่อที่วัดเพื่อเข้าพักในวัด
ขอให้ดูให้ดีว่า คนที่ไปติดต่อขอพักวัดนั้น
เป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจริงหรือเปล่า
สนามรบของผู้หญิงเวลาอยู่วัดป่า ก็ได้แก่กลุ่มผู้หญิงด้วยกันเองนี่แหละ
ถ้าเป็นสำนักใหญ่ ก็จะมีการแบ่งก๊กแบ่งเหล่า แบ่งหน้าที่การงานกัน
ขืนก้าวก่ายหน้าที่กัน ก็มีเรื่องได้ง่ายๆ
ที่จะสงบ สะดวก สบาย อย่างเขาสวนหลวงนั้น
อย่าหวังง่ายๆ เลยครับ
ปัญหาถัดจากเวลาที่เข้ารายงานตัวในวัดแล้วก็คือ
การปรับตัวตามระเบียบปฏิบัติของแต่ละวัด
เดี๋ยวนี้วัดป่าส่วนมากย่อหย่อนลงมากแล้ว
กิจวัตรแทนที่จะเริ่มตั้งแต่ตีสาม หรือตีสามครึ่ง
บางวัดจะละเลยกัน ไม่ค่อยมีการทำวัตรสวดมนต์ตอนเช้ามืด
หรือการนั่งภาวนาก่อนเวลาออกบิณฑบาต
วัดป่ายุคใหม่นี้ เมื่อสิ้นครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่แล้ว
บางวัดนอนกันถึง 6 โมงเช้าก็ไม่มีใครว่าอะไร
ยกเว้นพวกผู้หญิง มักจะถูกบังคับกลายๆ ให้ไปช่วยทำครัว
หลังจากพระฉันเช้าแล้ว ญาติโยมก็รับประทานอาหาร
จากนั้นก็เป็นเวลาปฏิบัติธรรมเอาเองไปจนบ่ายสามโมง
ก็จะถึงเวลาที่พระท่านทำกิจวัตรส่วนรวม เช่นกวาดวัด ล้างห้องน้ำ ตักน้ำ
เวลาอย่างนี้ญาติโยมก็จะไปช่วยงานวัด
ตกค่ำจะเป็นการทำวัตรเย็น และนั่งภาวนารวมกัน
บางวัดเริ่มตั้งแต่ประมาณ 1 ทุ่ม แล้วใช้เวลาไม่เท่ากัน
คือมีตั้งแต่ครึ่งชั่วโมง จนถึงสี่ทุ่มเที่ยงคืน
แต่วัดป่าหลายวัดก็ยังรักษามาตรฐานเอาไว้ได้
ใครอยากไปวัดที่เข้มข้นระดับใด ก็ต้องเลือกเอาครับ
********************************
อันตรายจากสัตว์ในวัดป่ายุคนี้ ส่วนมากจะเหลือแค่งู ตะขาบ แมงป่อง
ส่วนสัตว์ร้ายกว่านั้น หาทำยายากเสียแล้ว
ยกเว้นวัดป่าลึกๆ ที่ยังมีสัตว์แปลกๆ อยู่บ้าง เช่นหมี
บางคนอยู่ในกุฏิตอนดึกๆ แทบจะประสาทกิน
เพราะมีใครไม่ทราบมาตีฝากุฏิป้าบๆๆๆ
ที่แท้ก็แค่ตุ๊กแก คาบแมลงโขกกับฝากุฏิ
บางคนเจอผีขว้างหลังคากุฏิ
ซึ่งส่วนมากจะเป็นกิ่งไม้หักตกลงมา หรือบางทีสัตว์เล็กๆ มันหักกิ่งไม้โยนใส่
พวกนกกลางคืนที่ร้องแปลกๆ เหมือนเสียงแม่มดหัวเราะก็มี
ดังนั้น พบเห็นหรือได้ยินอะไรแปลกๆ ก็อย่าตกใจ
สัตว์พวกนี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก
ขอให้พยายามเรียนรู้ธรรมชาติของมัน ก็พอจะเอาตัวรอดได้ไม่ยาก
ที่น่ากลัวที่สุดได้แก่พวกที่ติดยาบ้า และเห็นเราเป็นตู้เอทีเอ็มนั่นแหละ
เวลาอยู่วัด จะเดินไปตามซอกมุมเร้นลับในวัดป่า
เช่นตามหุบ ตามถ้ำ ตามดงไม้ หรือตามห้วย
พวกนี้อันตรายสุดขีดจริงๆ เกิดอะไรขึ้นร้องให้ดังสุดเสียง บางทีก็ไม่มีใครได้ยิน
เพราะวัดป่ามักจะกว้างใหญ่มาก
กระทั่งกลางวันก็ประมาทไม่ได้เป็นอันขาด
เพราะยุคนี้ หมู่บ้านเข้ามาเกยวัดป่าเกือบทุกแห่งแล้ว
ชาวบ้านแอบเข้ามาตัดไม้บ้าง ยิงสัตว์บ้าง
แล้วพวกยาบ้าก็ระบาดไปทุกหัวระแหง
นอกจากนี้ หลายๆ วัดมักมีการก่อสร้างในวัด
จะมีคนงานมากินมานอนในวัดเป็นจำนวนมาก
อันนี้ก็ต้องระวังเหมือนกัน
สิ่งที่น่ากลัวมากอีกอย่างหนึ่งก็คือผี
เรื่องนี้ขอให้ทำใจดีๆ ไว้ ที่จริงเป็นปัญหาความความจำและคิดของเราเอง
คนที่หัดทำความสงบ หัดรู้กายรู้ใจมาช่วงหนึ่งแล้ว ยังไม่เคยเจอผีเลย
ก็ขอให้เลิกกลัวได้แล้ว เพราะชาตินี้โอกาสที่จะเจอผีนั้นยากมาก
หากใครมีจริตนิสัยที่จะเจอ หัดภาวนาวันสองวันก็เจอแล้ว
ผมมีญาติคนหนึ่งเป็นหมอ ไปนั่งภาวนาด้วยกันที่วัดป่าดงคู ที่สุรินทร์
ญาติคนนี้เพิ่งหัดภาวนาไ่ม่กี่วัน ช่วงสักตี 3 หรือตี 4 นี่แหละ
จู่ๆ ก็กระโดดเข้ามาผมซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ
บอกว่ามีคนมาเกาเสื่อที่เขานั่งอยู่ดังแกรกๆ
ซึ่งก็จริงครับ รายนั้นขี้เล่น มานั่งเกาเสื่อเรียกร้องความสนใจเพื่อขอส่วนบุญ
ที่เล่านี้เพื่อจะบอกพวกเราว่า พวกเราที่ปฏิบัติกันมาจนป่านนี้แล้วไม่เห็นผี
ขอให้เลิกกลัวได้แล้ว เพราะยังไงก็ไม่เห็นหรอกครับ
ส่วนคนที่เห็น ถ้าเห็นบ่อยๆ ก็เลิกกลัวไปเองแหละ
*************************************
มีธรรมเนียมอันเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ นี่น่ารู้
เช่นเมื่อเราไปวัดนั้น เราบริโภคใช้สอยทรัพย์สินของวัด
จึงเป็นการดี ที่เราจะถวายเงินให้วัดบ้างตามสมควร
เป็นค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ
อันนี้แล้วแต่กำลังครับ ไม่มีจริงๆ ไม่จ่ายเลยก็ไม่เป็นไรหรอก
การจะเข้าห้องน้ำในวัดป่าขอให้สังเกตให้ดี
วัดที่มาตรฐานจริงๆ นั้น ห้องน้ำจะสะอาดมาก
ประเภทเข้าไปนั่งหลับได้สบายๆ เลย
บางวัดเขาจะขอร้องให้ถอดรองเท้าเข้าห้องน้ำก็มี
แต่บางวัดห้องน้ำแม้จะสะอาดก็น่ากลัวมาก
เพราะทำแบบง่ายๆ เวลาเข้าไปแล้วทัศนวิสัยกระจ่างรอบตัว
งูเงี้ยวจะมุดเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้
ดังนั้น กระทั่งเข้าห้องน้ำก็ต้องมีสติ
***********************************
ผมเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับปัญหาในวัดป่ามาพอสมควรแล้ว
ผู้อ่านบางคนอาจจะตั้งคำถามว่า
ถ้ามันยุ่งปานนั้น จะไปวัดป่ากันทำไม ปฏิบัติอยู่บ้านไม่ดีกว่าหรือ
ขอเรียนว่า ปฏิบัติที่บ้านสู้ที่วัดยากครับ
ความลำบากยากแค้นทั้งหลายนั้น มันสอนให้เราแกร่ง สอนให้เรามีสติปัญญา
อีกอย่างหนึ่งธรรมชาติของวัดป่าก็น่าอยู่น่าดู
คล้ายกับการไปปิ๊กนิก ล่องไพร ไต่เขา
สำหรับคนเมืองแล้ว ในแต่ละปี น่าจะมีเวลาสักช่วงหนึ่ง
ไปอยู่กับธรรมชาติที่ขาดการปรุงแต่งเสียบ้าง
เพื่อจะได้เฝ้าดูความปรุงแต่งในจิตใจของเราเองอย่างเดียว ให้ถนัดชัดเจน
ธรรมชาตินั้น แสดงธรรมได้ลึกซึ้งและน่าฟัง
ลองไปสัมผัส แล้วน้อมใจลงฟังก้อนหินแสดงพระไตรลักษณ์
หรือฟังต้นไม้แสดงธรรมเรื่องขันธ์ 5
ธรรมถึงจิตถึงใจอย่างนี้ หาฟังที่บ้านได้ยากครับ
ความเห็นที่ 13 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม 2542 11:05:51
อ่านที่ คุณปุถุชน เล่ามาหลายวัดก็น่าสนใจดีครับ
ที่จริงวัดป่าดีๆ ยังมีอยู่มาก เพียงแต่ห่างๆ ไกลจากกรุงเทพมาก
เช่นแถบอุดรธานีก็มี วัดถ้ำกลองเพล เป็นป่าเป็นเขาใหญ่มากทีเดียว
วัดป่าบ้านค้อ อ.บ้านผือ ของหลวงพ่อทูล
ถัดไปหน่อยมีวัดป่าตาดน้ำพุ สายหลวงพ่อทูล
วัดนี้ผมไม่เคยเข้าไป เคยแต่ผ่าน แต่คุณจิตฐิเคยไปอยู่ บอกว่าดีมาก เป็นวัดบนเขา
ถัดไปอีกเป็นวัดบ้านนาสีดา ของหลวงปู่จันทร์โสม
วัดนี้เป็นวัดเล็ก สงบเงียบมาก ไม่น่ากลัวอะไรเลย
ถ้าขับรถไล่ตั้งแต่วัดป่าบ้านค้อไปถึงนาสีดาแล้ว
เลยต่อไปไม่นานจะถึงศรีเชียงใหม่
ที่ศรีเชียงใหม่ก็มีวัดป่าพระสถิตย์ เป็นวัดบ้านเล็กๆ
เคยสำคัญมากเพราะเป็นที่อยู่ของหลวงปู่บัวพา แต่ท่านทิ้งขันธ์แล้ว
วิ่งต่อไปทางเมืองเลย จะพบวัดบนเขาคือวัดอรัญบรรพต
วัดนี้ไปขออยู่ปฏิบัติได้ครับ ไม่ลำบากเกินไป
แล้วธรรมชาติก็สวยงาม บนหน้าผาจะเห็นพระอาทิตย์ตกบนฝั่งโขง
วัดนี้มีอีกส่วนหนึ่งเรียกว่าวัดล่าง
อยู่ติดน้ำโขงเลยครับ แต่อากาศทึบกว่าวัดบน(เขา)
ถัดไปอีกคือวัดหินหมากเป้ง ซึ่งก็พออยู่ได้อีกแห่งหนึ่ง
แถบหินหมากเป้งมาวัดสาขาหลายวัด เช่นวังน้ำมอก ลุมพินี ถ้ำฮ้าน
เลยไปอีกทางเมืองเลย แถบสังคมมีวัดป่าลึกๆเหมาะกับมือเก่าใจถึง
ตอนนี้ยังไม่แนะนำนะครับ อันตรายมากขนาดพระท่านยังเกรงๆ กันเลย
เลยต่อไปอีกจนถึงเมืองเลยก็มีวัดถ้ำผาปู่ น่าสนใจครับ
คราวนี้เอาใหม่ ถ้าออกจากอุดรมุ่งไปทางสกลนคร มีวัดป่าดีๆ หลายวัด
เช่นวัดป่าปูลูสันติวัฒนา ของหลวงพ่อพวง อยู่ตรงทางเข้าบ้านเชียง
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม วัดนี้แยกจากถนนลงมาทางใต้ค่อยข้างไกลครับ
สภาพป่าเขายังดีมาก น่าอยู่น่าชม
ตามถนนสายอุดร - สกล ต่อไป จะมีวัดป่าอุดมสมพร ของหลวงปู่ฝั้น
เป็นวัดป่ากลางหมู่บ้านที่สภาพก็ยังดีอยู่
ต่อไปมีวัดถ้ำขาม ที่หลวงปู่เทสก์ไปทิ้งขันธ์ที่นั่น
วัดนี้อยู่บนเขาสูง เวลานั่งริมหน้าผา มองลงมาข้างล่าง
แล้วลมกระโชกแรงๆ จะให้ความรู้สึกตื่นตัวดี
เมื่อเข้าถึงสกลนคร ก็มีวัดป่าสุทธาวาส ไม่น่ากลัวอะไรเลยครับ
เป็นวัดกลางเมืองไปแล้ว เป็นที่หลวงปู่มั่นทิ้งขันธ์
แถบสกลมีวัดดีๆ อีกมาก เช่นวัดถ้ำพระเวส ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ไปหมดธุระที่นั่น
วัดดอยธรรมเจดีย์ วัดนี้น่าสนใจมากเพราะป่าเขายังดี
และท่านอาจารย์แบน ท่านยังสอนอยู่อย่างเข้มแข็ง
วัดกันตศีลาวาส ของหลวงปู่กินรี ก็ยังดูดีอยู่
แล้วก็มีวัดป่าที่เป็นสาขาของวัดธาตุมหาชัย
และอยู่ในความดูแลของหลวงปู่คำพัน วัดนี้ก็ดูดีครับ อยู่ที่ปลาปาก
เลยต่อไปอีกก็จะไปมุกดาหาร วัดเอกทางนั้นก็คือภูจ้อก้อของหลวงปู่หน้า
วกเลียบโขงขึ้นทางเหนือ จะไปภูวัวของท่านอาจารย์คำ
วัดนี้เป็นป่าเขา และมีน้ำตกสะแนน สวยงามมาก
ถึงขนาดนักการเมืองพยายามล้มวัดเพื่อเอาไปสร้างรีสอร์ททีเดียว
วกไปทางตะวันตก ก็จะไปเจอวัดภูทอก วัดนี้คงไม่ต้องแนะนำเพราะคงรู้จักกันบ้างแล้ว
ใกล้กับภูทอก มีวัดภูสิงห์ของหลวงตาน้อย
เป็นวัดเล็กๆ แคบๆ มีพื้นราบน้อย
แต่ใครชอบปีนเขาควรจะไป เพราะต้องแข็งแรงจริงจึงขึ้นภาวนาบนภูสิงห์ได้
วันนี้แนะนำ วัดแถบอีสานเหนือ กันพอสังเขปเท่านี้ก่อนนะครับ
วัดเหล่านี้ดี แต่ไกลเกินไปสำหรับเราชาวกรุงที่มีเวลาน้อย
ผมพยายามหาวัดป่าใกล้ๆ กรุงเทพ มานาน ยังไม่ถูกใจเลย
เมื่อไม่กี่วัดมานี้ กลับจากอีสาน ผ่านหินกอง
เห็นป้าย "วัด-ปร่า-พุทธญาณ" ฟังชื่อแล้วดีเหลือเกิน
กะว่าถ้าไปดูแล้วดีจะได้มาบอกพวกเราไปปฏิบัติกันบ้างเพราะเห็นว่าใกล้กรุงเทพ
อกุศลบังตา อวิชชาบังใจ ก็พยายามเลี้ยวรถเข้าไปหา
มีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ วกไปตามท้องนาบ้าง หมู่บ้านบ้าง
บางช่วงแคบขนาดรถสวนกันไม่ได้ บางช่วงผ่านป่ารกทึบ
ทางจะเข้าวัดก็ขรุขระ ดูน่าจะดีเสียเหลือเกิน
แต่พอรถถึงวัดเท่านั้น แทบผงะเลย มีเจดีย์ประหลาดอยู่กลางวัด
มีกิจกรรมสะเดาะเคราะห์(เคราะห์ร้ายแน่จึงหลงกลถูกเขาเอาชื่อวัดป่ามาหลอก)
ผมเลยเลี้ยวรถกลับ แล้วเจอทางออกเป็นถนนลาดยางตรงแหนว
วิ่ง 5 นาทีก็ทะลุพหลโยธินแล้ว
เขาจงใจหลอกให้เราเข้าวัดอย่างยากลำบาก และเอาชื่อวัดป่ามาใช้
ใครจะไปวัดป่าก็ต้องระวังนะครับ ไม่ใช่เห็นชื่อวัดป่าแล้วจะดีเสมอไป
เพราะคนศรัทธาวัดป่ามาก ก็เลยมีพวกสวมรอยหลอกลวงกันขึ้น
ความเห็นที่ 21 โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 17 ธันวาคม 2542 10:15:11
เรื่องปัญหาในวัดนั้นมีมากครับ เป็นธรรมดาของที่ที่มีคนหมู่มาก
สมัยที่ผมกับพุทธินันท์ลุยออกศึกษาธรรมกันนั้น
มีหลักประจำใจกันอยู่หลายข้อ
ประการแรกสุดเลย เราจะไม่ยอมไปมีเรื่องกับใครในวัดของครูบาอาจารย์
ให้เป็นที่ระคายเคืองกับท่าน ใครเขาจะว่าอะไร ก็หุบปากและมืออ่อนเข้าไว้
อะไรยอมได้ก็ยอม ถ้าไม่ผิดธรรมวินัย หรือเสียเวลาปฏิบัติของเรา
ประการต่อมา เราจะยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
สิ่งที่ต้องระลึกไว้ตลอดเวลาก็คือ เรามาแสวงหาธรรมะ
ถ้าอดทนต่อการกระทบกระทั่งของพระภูมิเจ้าที่ เท่านี้ไม่ได้
จะอดทนสู้รบกับกิเลสตัณหาที่เป็นเจ้าโลกได้อย่างไร
ยกตัวอย่างเรื่องจริงกันเลยก็ได้
ช่วงนั้นผมยังหนุ่มกว่าคุณดังตฤณและคุณตึกตอนนี้อีก
เป็นข้าราชการปอนๆ โหงวเฮ้งไม่ต้องดูมากก็รู้ว่าจน
ตอนนั้นเดินทางเข้าไปวัดหลวงปู่ที่หนองคาย
ด้วยความเป็นคนใหม่ ไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติที่นั่น
ระหว่างที่ญาติโยมทะยอยนำอาหารถวายพระ แล้วรับถาดกลับมานั้น
ผมไม่ได้รีบไปตักอาหารตุนไว้เลย
พอพระรับประเคนเสร็จ เราก็พาซื่อ นั่งทำวัตรสวดมนต์ระหว่างพระฉันท์
ทำวัดเสร็จลงมาดูที่ศาลาซึ่งวางถาดอาหาร ปรากฏว่าไม่เหลือเลย
อาหารของใคร เจ้าของก็มายึดคืนไปหมด
ส่วนอาหารที่ครัววัดทำเพิ่มเติม เจ้าพ่อเจ้าแม่ก็เอาปิ่นโตมาตักไปเรียบวุธ
แล้วก็จัดสำรับเตรียมไว้ให้พรรคพวก หรือคนใหญ่คนโตทั้งหลาย
วันนั้นผมก็นึกว่า อดก็อด(วะ) สองสามวันไม่ทันตายหรอก
แต่ปรากฏว่าไม่อดหรอก เพราะหลวงปู่ท่านมอบบาตรของท่านมาให้
ซึ่งเจ้าพ่อเจ้าแม่ก็ไม่พอใจอีก ว่าไอ้หนุ่มนี่มาจากไหน
มารับบาตรของหลวงปู่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปได้
เรื่องที่อยู่ในวัดนั้นก็เหมือนกัน คนใหญ่คนโตจะได้กุฏิดีๆ ไป
ส่วนผมกับพุทธินันท์เป็นพวก noname พระที่เป็นเวร จะจัดให้พักที่กุฏิรวม
ซึ่งทั้งสกปรก ทั้งเจี๊ยวจ๊าว เพราะวัดนั้นรถทัวร์วิ่งเข้าออกทั้งวัน
เวลาเข้าไปกราบหลวงปู่ ๆ จะเมตตาให้พักในกุฏิเก่าของท่านซึ่งติดกับกุฏิใหม่ที่ท่านอยู่
ประเภทมองเห็นกันได้ทั้งวันทั้งคืน
บางครั้งท่านก็สั่งว่า ให้ไปบอกพระเวรว่า ให้จัดกุฏิพระให้ผมกับพุทธินันท์
ถ้าท่านสั่งแบบนี้ และพระเลขาของท่านมีเวลาดูแล
พระเลขาจะไปหากุญแจกุฏิมาให้เอง แบบนี้ก็หมดปัญหา
มีคราวหนึ่งพระเลขาเกิดไม่ว่าง
ท่านให้ผมไปบอกพระเวรเองว่าหลวงปู่สั่งให้จัดกุฏิพระให้
สิ่งที่พระเวรท่านทำก็คือ มองแบบปลงอสุภะ คือตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงเท้า
แล้วบอกว่า ไม่ต้องหรอก ไปอยู่กุฏิรวมนั่นแหละ
เป็นการขัดคำสั่งครูบาอาจารย์โดยอัตโนมัติ
คราวนั้นผมก็ไปอยู่กุฏิรวมตามที่พระเวรท่านสั่งเพราะไม่ต้องการตอแยมากกว่านั้น
แล้วเมื่อไปวัดคราวหลัง เวลาเข้าไปกราบรายงานตัวกับหลวงปู่
ผมกับพุทธินันท์ จะกราบขออนุญาตท่าน ไปอยู่โคนไม้ในป่า
อาหารก็เตรียมขนมแห้งๆ ไปทานกัน
นอกจากเวลาเข้าศึกษาธรรมกับหลวงปู่แล้ว
ไม่มีใครเห็น เพราะเร้นกายอยู่ตามต้นไม้
หมดปัญหาที่จะต้องยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น
แต่บางคราวก็มีปัญหา เกิดฝนตกหนักอยู่กลางแจ้งไม่ได้
ก็ใช้วิธีหลบเข้าไปนอนใต้ถุนกุฏิร้างทั้งหลาย
บางคราวกระทั่งการปฏิบัติในวัดก็ยังถูกรบกวน
คืนหนึ่งผมกับพุทธินันท์เดินจงกรมกันอยู่บนศาลาที่พระท่านใช้ฉันข้าว
และศาลานั้นปกติก็ให้ญาติโยมหมู่ใหญ่ๆ เข้ามาพักกัน แต่วันนั้นเกิดว่าง
ประมาณ 4 ทุ่ม มีพระผู้ใหญ่ของวัด(ยังหนุ่ม) พาสาวในวังมาคุยที่ศาลานั้น
แล้วชวนคุยกันเรื่องเป็ดย่างไก่ย่าง อาหารการกินที่นั่นที่นี่
ลงท้ายก็ประจบจะขอให้สุภาพสตรีสูงศักดิ์ท่านนั้นพาเข้าวัง
พูดกันสักพักก็คงชักกระดากที่เห็นโยมมาเดินจงกรมกัน
ก็เลยใช้พระติดตามให้มาไล่ผมกับพุทธินันท์ บอกว่าให้ไปเดินที่โบสถ์
อย่ามาเดินที่ศาลาฉันข้าวนี่ เป็นการไม่เคารพสถานที่
พระที่มาไล่นั้น ท่านพูดเบาๆ ก้มหน้าด้วยความอายผมกับพุทธินันท์มาก
ผมก็ไม่อยากมีเรื่อง ก็ยอมออกจากศาลานั้น
เพราะจะเถียงกันด้วยเหตุผลก็ได้
มีอย่างหรือ การปฏิบัติธรรมเป็นการไม่เคารพสถานที่
หากเป็นการไม่เคารพสถานที่ แล้วให้ไปปฏิบัติที่โบสถ์
มิเป็นการไม่เคารพโบสถ์หรือ
พระองค์นี้เมื่อหลวงปู่สิ้นแล้ว ท่านขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่พักหนึ่ง
ก็ถูกพระเณรและชาวบ้านรอบวัดรวมตัวขับไล่ออกจากวัด
เวลานี้สำนักของหลวงปู่จึงค่อยกระเตื้องขึ้น
มีผู้ปฏิบัติกลับไปกันอีกคราวหนึ่งแล้ว
ที่เคยเจอทีเด็ดในวัดยังมีอีกมากครับ
เช่นคราวหนึ่งเมื่อสองสามปีมานี้เอง
ผมแวะเข้าไปวัดปฏิบัติใหญ่ของจังหวัดอุดรเพื่อขอหนังสือธรรมะ
โดยไปกราบเรียนพระเวรที่ศาลา ว่าขอหนังสือเล่มนั้นเล่มนั้น
ท่านก็จวกเอาทีเดียวว่า มาขอหนังสือชั้นสูงจะเอาไปใช้อะไร ปฏิบัติอยู่แค่ไหนกัน
ก็กราบเรียนท่านว่า ปฏิบัติด้วยการดูจิต อยู่กับรู้ที่จิต
เท่านั้นเอง ท่านชี้หน้าด่าลั่นศาลาเลยว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ
นี่คงไปอ่านหนังสือของครูบาอาจารย์แล้วจำเอามาพูด
ยิ่งด่า ท่านก็ยิ่งมันส์ ออกท่าออกทาง เพราะดูดุดันดีคล้ายๆ เวลาหลวงตาดุคนอื่น
ส่วนผมก็นั่งพับเพียบพนมมือให้ท่านด่าจนพอใจ
ด่าจบแล้ว พระอีกองค์หนึ่งก็เอาหนังสือที่ต้องการมาส่งให้
ก็กราบลาท่าน ขอบคุณในโอวาทของท่าน จะน้อมรับไปพิจารณา
ถึงตอนนี้ท่านก็อิ่มใจ บอกว่า เอาเถอะ โยมไปหัดปฏิบัติเอานะ
หนังสือนั่นก็ค่อยๆ ศึกษาเอาเถอะ
ลงท้ายผมก็ได้หนังสือมา ส่วนท่านก็สบายใจว่าได้ช่วยครูบาอาจารย์อบรมญาติโยม
ก็เลยดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
อุบายอันนี้พวกเราจะเอาไปใช้บ้างก็ได้นะครับ
เวลาเข้าวัดแล้วโดนด่า ก็นั่งพับเพียบพนมมือรับฟังไป
ไม่เสียหลายหรอกครับ
คุยกันเพลินๆ มานานแล้ว คราวนี้ผมจะแนะวิธีสืบหาวัดป่าให้พวกเรา
การที่เราจะรู้จักวัดป่าใหม่ๆ นั้น มีวิธีง่ายๆ
คือถ้าเราเข้าไปวัดป่าที่ใดที่หนึ่งได้แล้ว
สนิทคุ้นเคยกับพระหรือโยมที่ปฏิบัติดีๆ แล้ว
ก็เรียนถามกับท่านว่า ยังมีครูบาอาจารย์ที่ดีอยู่ที่ไหนอีกบ้าง
หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมดีๆ มีอยู่ที่ไหนอีกบ้าง
จากนั้นเราก็ไปดูของจริงเอา ว่าจะถูกใจเราไหม
บางคราว ท่านอาสาพาไปดูเองเลยก็มี
วิธีนี้แหละที่ทำให้ผมได้รู้จักสำนักปฏิบัติมากมาย
ส่วนวิธีสืบหาสำนักจากหนังสือเช่นโลกทิพย์ อะไรเหล่านี้
ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะหนังสือเขาต้องเอาใจตลาด
เสนอวัดหลายๆ รูปแบบ ซึ่งอาจไม่ตรงรสนิยมของเรา
เสียเวลามากในการจะกลั่นกรองหาวัดที่ถูกใจเรา
ขอเรียนว่าสำนักวัดป่าที่ดี แต่ไม่ดัง
ครูบาอาจารย์ที่สูงส่งทรงคุณธรรม แต่ไม่มีคนรู้จัก
ยังมีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป
สำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อเราไปวัดเหล่านั้นแล้ว
หรือได้รับคำสอนของครูบาอาจารย์แล้ว
เราได้ปฏิบัติคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากในการเดินทางไปวัดป่าหรือไม่
ความเห็นที่ 35 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อังคาร ที่ 21 ธันวาคม 2542 15:38:51
ผมอ่านเรื่องที่พวกเราเล่าเกี่ยวกับการออกไปปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆ แล้ว
เห็นว่าพวกเรายังปฏิบัติไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมของวัดป่าอยู่บ้าง
เช่นเราวิ่งเข้าวิ่งออกจากวัด ไปโน่นมานี่
โดยไม่ได้บอกกล่าวหรือขออนุญาตครูบาอาจารย์
หรืออย่างการหนีกลับนั้น น่าจะเขียนจดหมายไปชี้แจงแทนการร่ำลาเสียหน่อย
ส่วนการขอเปลี่ยนกุฏิหลายครั้งนั้น ก็ไม่ค่อยเหมาะนัก
บางสำนักเขาไม่ยอมนะครับ ไปเจอสำนักที่เขายอมก็ค่อยยังชั่วหน่อย
การขอไปปฏิบัติในถ้ำก็เหมือนกันครับ
เป็นการถูกแล้ว ที่เลิกเสีย เมื่อพบว่ามีแม่ชีเดือดร้อนเพราะเราอยากไปอยู่ถ้ำ
เราควรพยายามทำตัวให้กลมกลืนที่สุดกับธรรมชาติและผู้แวดล้อมครับ
แล้วเขาจะยินดีต้อนรับเรา หรือเพื่อนของเรา
เมื่อขอกลับไปปฏิบัติที่สำนักนั้นอีกในภายหลัง
อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นสมควรบอกกล่าวกับพวกเรา
คือเวลานี้พวกเราจำนวนมาก เตรียมจะออกไปเขาสวนหลวงกันใหญ่
ขอให้เราตั้งหลักให้ดีก่อนนะครับว่า เราจะไปทำไม
ไม่ใช่เห็นว่าคนอื่นเขาไปแล้วปฏิบัติดี เราก็จะต้องไปได้ผลงานดีๆ กลับมาบ้าง
ถ้าตั้งเป้าอย่างนั้น ก็คือจะไป เอา
ไม่ใช่การไปเพื่อเรียนรู้ตนเอง แล้วพยายามปล่อยวาง
อันนี้ผิดแล้วตั้งแต่เริ่มต้นครับ
การปฏิบัติจะมีแต่ความเคร่งเครียดตลอดสายทีเดียว
ความเห็นที่ 39 โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 24 ธันวาคม 2542 15:27:54
ขอแถมหน่อยครับ การจะไปวัดป่านั้นต้องเตรียมอุปกรณ์บางอย่างเหมือนกัน
โดยเฉพาะการไปวัดที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน ประเภททายอนาคตไม่ถูก
สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ไฟฉาย ไม่ว่าอยู่วัดป่าไหน ก็มักจะต้องใช้ไฟฉาย มากบ้างน้อยบ้าง
พวก มีด เข็ม ด้าย พวกนี้ก็จำเป็น ไม่ควรมองข้าม
อย่างอยู่ป่า อาจจะถูกหนามตำ ถูกผึ้งต่อย จะได้เอาเข็มมาใช้บ่งหนามและเหล็กในได้
ไม้ขีดไฟหรือไฟแช็ก ก็จำเป็น
รองเท้าแบนๆ โปร่งๆ จะดีกว่ารองเท้าที่งูหรือสัตว์เล็กแบบแมงป่องเข้าไปซ่อนได้
เชือกฟางก็เป็นเชือกอเนกประสงค์ครับ
เอาไปผูกระหว่างต้นไม้เพื่อแขวนกลดบ้าง เอาไปตากผ้าบ้าง
อาจจะมีกระติกน้ำดื่ม หรือขวดน้ำพลาสติก
ก็เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้ไม่ต้องเที่ยวหาน้ำดื่มบ่อยๆ
พวกน้ำยากันแมลงหรือกันยุง ประเภทน้ำตะไคร้หอม ก็มีประโยชน์ครับ
บางทีเราต้องนอนกลางแจ้ง หรือเราต้องนั่งภาวนากลางคืน ยุงจะกวนมาก
ยิ่งยุงตอนโพล้เพล้ ตอนหัวค่ำ และตอนเช้ามืด มักจะมีเชื้อมาเลเรีย
กลางวันก็ยังมียุงลายอีก
ดังนั้น ถ้าอากาศไม่หนาวจัดจนยุงกลัว โอกาสที่จะให้น้ำยากันยุงมีสูง
จะได้ไม่วอกแว่กถูกยุงกวนจนเสียสมาธิ
ผ้าปูนั่งบางๆ สักผืน จะช่วยให้เราสะดวก เวลาเจอที่น่านั่งปฏิบัติ
ซึ่งอาจเป็นโคนไม้ ลานหิน ถ้ำ ริมธาร
ผ้าขาวม้า เป็นผ้าอเนกประสงค์สำหรับผู้ชาย
ใช้ได้ทั้งปูนอน หนุนแทนหมอน ใช้เป็นห้องอาบน้ำเคลื่อนที่ตามห้วยก็ได้
แต่อย่าเอาไปใช้ตามน้ำตก เพราะมันหลุดหายไปจะลำบาก
ส่วนผู้หญิง ถ้าเป็นหน้าหนาวก็อาจมีผ้าห่มเล็กๆ สักผืน
เอาไว้กันหนาวเวลานั่งกลางคืน หรือห่มกันยุงก็ได้
หน้าหนาวๆ นี่ หมวกไหมพรมช่วยให้อบอุ่นได้ทั้งในเวลายืน เดิน นั่งนอน
ถงเท้าก็มีประโยชน์มากเวลาเย็นจัดๆ ม่ายงั้นเดินจงกรมบนพื้นบางแห่ง
จะเหมือนโดนมีดกรีดเท้าเลย
ยาประจำตัวก็จำเป็นครับ ฉุกเฉินขึ้นมาไม่มีใครช่วยได้เมื่ออยู่ป่า
สำหรับผมแล้ว มีย่ามอีกอันหนึ่ง เอาใส่ของใช้กระจุกกระจิกได้
บางทีเดินไกลๆ เอาส้มเขียวหวานใส่ย่ามไป แทนการหิ้วกระติกน้ำ
หรือห่อข้าวไปก็ยังได้
เวลาอยู่ป่า ถ้าทานส้มเขียวหวาน ก็อย่าลืมเก็บเปลือกเอาไว้ใช้กันมด
เช่นเอาเปลือกส้มรองก้นปื่นโต มดจะไม่มายุ่งกับอาหารในปิ่นโตนั้น
หรือถ้าจะนอนบางแห่ง มดมันเดินเป็นแถวๆ รอบเสื่อ
ก็เอาเปลือกส้มมาวางเป็นจุดๆ จะไม่ถูกมดกวน
ผมนั้นเข้าวัดมาจนชิน ก็เลยเตรียมพร้อมเสมอ
กระทั่งบางคราวเกิดหิวกลางคืน ผมยังเตรียมน้ำผึ้งเทใส่ทัปเปอร์แวร์เล็กๆ ไว้
จิบสักช้อนหนึ่ง หายหิว แล้วยังแก้หนาวได้ด้วย
พระป่าที่ท่านช่ำชอง บางองค์ท่านมีสมุนไพรให้ประโยชน์ต่างๆ ได้มาก
อย่างในบางพื้นที่ เช่นบนภูสิงห์นั้น อากาศเย็นจัดมาก
พระป่าศิษย์ท่านอาจารย์จวน ท่านเคยให้สูตรยาแก้หนาวมาชุดหนึ่ง
ประกอบด้วยพริกไทย เจตมูลเพลิงแดง (แล้วอะไรอีกอย่างหนึ่ง
ตอนนี้เกิดนึกไม่ออกแล้ว)
เอามาบดผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
ลูกหนึ่งแก้หนาวได้สองชั่วโมง
ยาตำรับนี้ผมว่าน่าใช้อยู่ เพราะเวลากลางคืนจะไปเล่นพลังจักรวาลก็ยากหน่อย
อ้อ ลืมกลดกับมุ้งกลดครับ ถ้าไม่มี จะใช้มุ้งเฉยๆ ก็ได้
หนาวขึ้นมา เอามุ้งห่ม อุ่นดีพิลึกเลยครับ
แต่เดี๋ยวนี้วัดป่าหลายแห่งมีห้องมุ้งลวด
กลดก็เลยหมดความหมายลงแล้ว
ตอนนี้นึกได้แค่นี้ครับ
ในป่านั้น งูบางอย่างชอบเล่นไฟ การจะก่อไฟผิงก็ต้องระวังไว้ดีครับ
โดยเฉพาะ ถ้าไปพักอยู่แถวซอกหิน อันตรายมาก
ควรเลือกพักในที่เตียนๆ ถ้าเป็นถ้ำก็ไม่ใช้ถ้ำแคบเป็นซอก แบบนั้นคือบ้านงู
แล้วเวลาเราจะหยิบจับข้าวของที่กองไว้นั้น
ก็ต้องมีสติดูให้ดีนะครับ เพราะเวลาหนาวๆ
งูและสัตว์มีพิษชอบมาซุกตามกองผ้าหรือกระเป๋าต่างๆ
ความเห็นที่ 40 โดยคุณ สันตินันท์ วัน ศุกร์ ที่ 24 ธันวาคม 2542 15:49:20
นึกออกแล้วครับ ตัวยาอีกอย่างหนึ่งก็คือขิงนี่เอง
เอามาบดในน้ำหนักเท่าๆ กันทั้ง 3 ชนิด
ไปซื้อจากร้านเจ้ากรมเป๋อ หน้าวัดจักรวรรดิได้ครับ เขาบดให้เสร็จ
เอามาผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลมๆ ขนาดพอกลืนได้
นอกจากแก้หนาวได้ชะงัดแล้ว ยังอร่อยด้วยครับ
|