ผมได้ยินคำปรารภเชิงรำพันของผู้ปฏิบัติอยู่บ่อยครั้งว่า
ตนเองเข้าวัดช้า หรือเริ่มปฏิบัติช้า ไม่ทันได้ศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ดี
นับว่าเป็นผู้อาภัพอับวาสนาเสียเหลือเกิน
ความจริงคนเราย่อมได้สิ่งที่สมควรกับตนเองเสมอ
หากเป็นเวลาก่อนหน้านี้ เรายังไม่สนใจธรรมะ
แม้จะพบครูบาอาจารย์ที่ดีเพียงใด ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา
ในทางกลับกัน อาจจะเกิดโทษเสียด้วยซ้ำไป
เช่นเมื่อได้ฟังธรรมในขณะที่ไม่พร้อม
จิตใจอาจจะเหมือนเชื้อโรคดื้อยา คือธรรมะอะไรก็รู้แล้วทั้งนั้น
เวลาจะลงมือปฏิบัติธรรมจริงๆ ไม่ว่าจะฟังธรรมบทใดก็คิดแต่ว่ารู้แล้ว รู้แล้ว
ธรรมไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่จิตใจได้เลย
บางคนอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ดี แต่กิเลสเต็มหัวใจ
แทนที่จะได้ประโยชน์ กลับก่อบาปกรรมให้กับตนเองก็มี
ผมผ่านสำนักกรรมฐานมามาก ก็พบว่าหลายๆ สำนัก จะมีคนประเภทนี้เสมอ
คือเข้าไปอยู่กับครูบาอาจารย์ ในลักษณะเป็นกบเฝ้ากอบัว
คือได้แต่เฝ้า แต่ไม่เคยได้กินน้ำหวานของดอกบัวเลย
หมายถึงไปอยู่กับท่าน แต่ไม่รู้รสธรรมจริงๆ เลย
ที่แย่กว่านั้น บางคนคุ้นเคยกับครูบาอาจารย์มากเข้า
ก็แสดงความชั่วหยาบของตนออกมา
เที่ยวแสวงหาผลประโยชน์ หรือกระทำสิ่งที่ไม่สมควรต่างๆ
แบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่เสมอๆ
พระเทวทัตนั้น ถ้าท่านไม่ไปเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า
ท่านคงไม่ได้ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต
อนันตริยกรรมอันนี้ก็ไม่เกิดขึ้น
นั่นขนาดเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า
แทนที่จะมีโอกาสทำดีให้ถึงที่สุด
กลับกลายเป็นมีโอกาสทำบาปให้ถึงที่สุด
พวกเราผู้ปฏิบัติ จึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าเราไม่ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี
เช่นบางคนบ่นเสียดายว่าไม่ได้พบหลวงปู่ดูลย์
เหมือนที่ผมเคยคิดน้อยใจตอนเด็กๆ ว่า ไม่ได้พบหลวงปู่มั่น
ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า
การอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ดีนั้น ไม่แน่ว่า เราจะได้ดีเสมอไป
มีพระรูปหนึ่งท่านอยู่กับหลวงปู่ดูลย์มาตั้งแต่เด็ก
ตอนเป็นเณรนั้น แทนที่จะสนใจการปฏิบัติธรรม
กลับสนใจที่จะปรนนิบัติดูแลหลวงปู่ให้ยิ่งกว่าเณรองค์อื่น
แต่ไม่ว่าจะพยายามปรนนิบัติหลวงปู่อย่างไร
หลวงปู่ก็ไม่เคยกล่าวชมเชยให้ชื่นใจเลย
ไม่เหมือนเณรที่ขยันภาวนา จะได้รับคำชมเชยมากกว่า
เณรรูปนี้ขัดใจขึ้นมา จึงเขียนบัตรสนเท่ทิ้งไว้ตามกุฏิว่า
"หลวงปู่เหมือนเทวดาที่ไม่มีความเป็นธรรม
และไม่ทราบว่าใครทำดีกับหลวงปู่บ้าง"
ก็เกิดเป็นที่ฮือฮากันขึ้นว่า ใครหนอกล้าล่วงเกินหลวงปู่ขนาดนั้น
ด้วยระดับความสามารถของหลวงปู่นั้น
ทำไมจะไม่ทราบว่า ใครเป็นคนเขียนบัตรสนเท่
แต่ด้วยน้ำใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา
เมื่อทราบว่าเณรทำผิดเช่นนั้น ท่านก็คิดอุบายผ่อนโทษให้เณร
โดยเรียกเณรทั้งหมดมาประชุมกันแล้วประกาศว่า
(สังเกตไหมครับ ว่าท่านไม่เรียกพระมาเลย)
ใครทำบัตรสนเท่นี้ เป็นบาปกรรมต่อตัวเองอย่างมาก
เพราะล่วงเกินครูบาอาจารย์
ขอให้สารภาพเสีย หากใครทำผิดแล้วสารภาพ หลวงปู่จะให้พร
เณรตัวแสบอยากได้รับพรให้เหนือกว่าเพื่อน
ก็สารภาพออกมาว่า ตนเขียนเองและขอขมาหลวงปู่
หลวงปู่จึงให้พรว่า "ขอให้เจริญๆ"
(ภายหลังเณรองค์นี้ กลายเป็นเจ้าคุณชั้นเทพทั้งที่อายุยังน้อยมาก
มีคนศรัทธามากมาย สร้างวัดได้ใหญ่โต
มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าเพื่อนเณรด้วยกันในยุคนั้น)
เณรรูปนี้มีญาติผู้ใหญ่เป็นพระนักไสยศาสตร์ของเมืองสุรินทร์
แม้จะมีชื่อว่าเป็นศิษย์หลวงปู่ แต่ก็ไม่ได้ทำกรรมฐานแบบหลวงปู่
หากแต่ฝึกฝนวิชาไสยศาสตร์ต่างๆ เช่นการเลี้ยงผี
และการใช้ผีไปสะกดจิตคนอื่นให้ยอมอยู่ในอำนาจ
ยิ่งนานวันพลังจิตก็ยิ่งแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ
พออายุครบบวชได้บวชเป็นพระแล้ว
ก็เป็นพระประเภทที่โกหกเป็นไฟ
เช่นบางคราวหยิบของๆ หลวงปู่ไปใช้โดยพลการ
เมื่อหลวงปู่จำเป็นจะต้องใช้ของนั้น พระรูปนี้ก็จะบอกว่าตนไม่รู้ไม่เห็น
หลวงปู่ถึงกับรำพึงออกมาดังๆ ว่า "พระบางองค์ลืมถือศีล 5"
เมื่อพระรูปนี้ไปสร้างวัดขึ้นแถวสมุทรสงคราม
ญาติโยมที่ไปทำบุญกับท่าน จะเต็มอกเต็มใจถวายเงินทองให้ท่าน
เพราะท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการสะกดคนอยู่แล้ว
เวลามีพระไปหาท่านที่วัด
ท่านจะรีบถามพระอาคันตุกะว่ามีอายุพรรษาเท่าใด
หากพระอาคันตุกะบอกเท่าใดแล้ว ท่านจะบอกว่า ท่านพรรษามากกว่าเสมอ
เพื่อเป็นฝ่ายรับการกราบไหว้จากพระอาคันตุกะ
นอกจากนี้ยังแอบอ้างว่า ตนเองคือท่านเจ้าคุณอุบาลี สิริจันโท กลับชาติมาเกิด
ทั้งนี้เพราะพระป่า จะเคารพท่านเจ้าคุณอุบาลีมาก
เนื่องจากอาวุโสกว่าหลวงปู่มั่นเสียอีก
แม้แต่ที่วัดบูรพาราม ท่านรูปนี้ก็นำรูปของท่านเองไปตั้งไว้คู่กับรูปหลวงปู่
เพื่อให้คนเคารพกราบไหว้หลวงปู่พร้อมกับท่านด้วยเสมอ
ท่านรูปนี้แหละ ที่ก่อความอื้อฉาวเกี่ยวกับการขอสมณศักดิ์
คือวิ่งหลอกทางนั้นที ทางนี้ที จนตนเองได้สมณศักดิ์ชั้นเทพ ทั้งที่อายุยังน้อย
แม้จะมีความเจริญในสมณเพศตามพรที่หลวงปู่พยายามจะให้
แต่เมื่อเรื่องของท่านเริ่มจะอื้อฉาวขึ้นทุกทีเพราะกรรมของท่าน
ในที่สุดก็ลาสิกขา ออกไปเดินสายตามนักการเมืองเที่ยวหาเสียงในขณะนี้
แล้วก็สร้างข่าวใหญ่เรื่องให้หวยแม่น
ก็อย่างที่ผมกล่าวมานั่นแหละครับ
คนที่อยู่กับครูบาอาจารย์ที่ดี ไม่จำเป็นว่าจะต้องดีเสมอไป
ไม่เฉพาะรายนี้นะครับ สำนักใหญ่อื่นๆ ก็มีคนประเภทนี้แอบแฝงอยู่เหมือนกัน
ถึงขนาดบางสำนักพอสิ้นครูบาอาจารย์แล้ว
ทั้งชาวบ้านรอบวัด และศิษย์ร่วมสำนักไม่ยอมกลับไปเหยียบวัดของอาจารย์อีก
เพราะไม่อยากคบค้ากับพระประเภทนี้ ก็มีเหมือนกัน
ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อบอกกับพวกเรา 2 ประการคือ
ประการแรก การที่พวกเราเริ่มสนใจการปฏิบัติธรรม
ในขณะที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์
นับว่าเป็นวาสนาอย่างยิ่งอยู่แล้ว
ไม่จำเป็นต้องเสียดายว่า ไม่ได้พบครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้
เพราะเราได้พบตัวแทนพระพุทธเจ้า คือพระธรรม อยู่แล้ว
ประการที่ 2 การจะเข้าวัด กระทั่งวัดป่า จะต้องรู้จักพิจารณาให้รอบคอบ
เพราะของปลอม มีมานานแล้วครับ
โดยเฉพาะผู้หญิงทั้งหลายนั้น ต้องรอบคอบให้มากหน่อย
อย่าให้ความศรัทธานำหน้าปัญญาเป็นอันขาด
เพราะพอหลงศรัทธาแล้ว ก็มักทำบุญหนักมากกว่าผู้ชายเสียอีก
ทำบุญแล้วได้บำรุงพระศาสนาก็ดีไป
เกิดเอาไปบำรุงอลัชชีเข้า ประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มเสียครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 มิ.ย. 2542 / 18:14:04 น. ]
**********************************
ความคิดเห็นที่ 21 : (สันตินันท์)
วิธีดูพระนั้นลำบากเหมือนกันครับ
เอาเป็นว่า เราพบพระองค์ใด เราก็ฟังธรรมของท่าน
ถ้าลงกันได้กับที่พระพุทธเจ้าสอน เราก็เคารพธรรมนั้น
ส่วนองค์ท่านเราก็เคารพไว้ก่อนแบบเหลือใจเอาไว้พิจารณาบ้าง
แล้วก็ดูกันไปนานๆ ครับ เพราะลำพังการกล่าวธรรมะนั้น
ใครอ่านมาก็กล่าวได้ครับ
พระแท้ท่านจะเคารพพระธรรมวินัยเป็นชีวิตจิตใจ
ถ้าเจอพระจัดฉาก เล่นละคร แสดงความนุ่มนวลผิดปกติ ก็ต้องระวังไว้ก่อน
อย่างท่านยันต์ นั้น เวลาจะไปไหนมาไหนแต่ละที จะมีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง
จะพูดจาปราศรัยก็นุ่มนวลเสียเหลือประมาณ
(ท่านไชยบูลย์ก็แบบนี้เหมือนกัน)
อีกแบบหนึ่งก็คือพวกที่ชอบอ้างตนเป็นผู้อาวุโสผิดความจริง
พฤติกรรมซ้ำๆ แบบนี้มีอยู่มากครับ
ถ้าเราเจอพระที่ท่านกล่าวหรือแสดงอะไรเกินเลย ก็ระวังๆ ไว้บ้าง
บางทีท่านอาจจะไม่จงใจหลอกเราก็ได้
แต่ท่านเข้าใจผิดของท่านอย่างนั้นจริงๆ
เอ แต่ผมก็ไม่ถึงขนาดว่าท่านองค์นั้นเป็นพระเก๊หรอกนะครับ
ท่านอาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไรก็ได้ แต่จริตนิสัยท่านเป็นอย่างนั้นเอง
คือชอบสวดอะไรเจื้อยแจ้ว นุ่มนวล
และเข้าใจว่าตนอาวุโสมากกว่าหลวงปู่แหวน จริงๆ
ผมเพียงแต่พบความแปลกๆ ของท่าน ก็บอกให้พวกเราเผื่อใจเอาไว้บ้างเท่านั้น
ไม่ใช่เห็นอะไรแปลกใหม่มาก็เชื่อเต็มร้อยไว้ก่อน
เรื่องอย่างนี้ต้องดูกันนานๆ ครับ
เพราะชาวพุทธเราบอบช้ำมามากแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น นิกร ยันตระ พุทโธ ตาจันทร์ และท่านเจ้าอาวาส
ถ้าเราเคารพพระธรรม แทนตัวบุคคล
เราก็จะไม่หวั่นไหว แม้จะมีข่าวพระไม่ดีอยู่ทุกวันๆ ก็ตาม
จากคุณ : สันตินันท์ [ 28 มิ.ย. 2542 / 11:44:56 น. ]
|