header image
Home arrow พื้นฐานก่อนการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow สารพันปัญหาของผู้ปฏิบัติ
สารพันปัญหาของผู้ปฏิบัติ
การที่ผมอยู่ในแวดวงของผู้ปฏิบัติมานาน
ได้พบเห็น รู้จัก และคุ้นเคย กับผู้ปฏิบัติเป็นจำนวนมาก
ทำให้ผมได้พบว่า ผู้ปฏิบัติมักเกิดความสงสัยในเรื่องต่างๆ มากมาย
และคำถามของผู้ปฏิบัติส่วนมาก จะวนเวียนอยู่ในเรื่องดังนี้

กลุ่มปัญหาที่ชวนให้ฟุ้งซ่าน
เช่น นิพพาน สวรรค์ นรก ชาติก่อน ชาติหน้า กรรมเก่า กรรมใหม่
เทพ พรหม เปรต อสุรกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีหรือไม่มี
หรือความสงสัยหยุมหยิมเช่น เชื้อโรคมีจิตหรือไม่
และนั่งสมาธิแล้ว จะรู้เห็นสิ่งแปลกๆ ได้หรือไม่
ถ้ารู้เห็นแล้ว จะทำอย่างไรดี เป็นต้น

กลุ่มปัญหาที่เกี่ยวกับเงื่อนไขของการปฏิบัติ
เช่น ก่อนจะปฏิบัติควรเตรียมตัวอย่างไร
ต้องถือศีลกินเพล หรือควรจะกินอาหารมังสวิรัติหรือไม่
ควรนอนมากน้อยเพียงใดเวลาใด
จะต้องนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่
จะต้องสวดมนต์ก่อนนั่งสมาธิหรือไม่
ถ้าสวด ควรสวดบทใดบ้าง
ควรตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรก่อนหรือไม่
เด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ครองเรือนกับนักบวช ใครปฏิบัติง่ายกว่ากัน
การปฏิบัติจำเป็นต้องไปวัดหรือไม่
จะต้องเรียนปริยัติเพียงใด
ต้องให้จบอภิธัมม์ปริจเฉทที่ 9 มหาปัฏฐานก่อนหรือไม่

กลุ่มปัญหากับสภาพแวดล้อม
เช่นมีครอบครัวที่สับสนวุ่นวาย
ลูกยุ่ง สามีกวน ภรรยาไม่สนใจธรรมะ
หรือมีภาระเรื่องการเรียนหรือการงาน ทำให้ปฏิบัติไม่ได้

กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นของการปฏิบัติ
เช่น จะต้องนั่งสมาธิก่อนเจริญวิปัสสนาหรือไม่
ถ้าจะทำสมาธิ ควรทำอานาปานสติดี
หรือจะบริกรรม พุทโธ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง นะมะพะธะ
หรือควรเพ่งกสิณอะไรบ้าง
ทั้งนี้ เพราะไม่ทราบว่าวิธีใดจะถูกจริต
บ้างก็ลองวิธีนั้น วิธีนี้เรื่อยๆ ไป ย้ายวัดเปลี่ยนอาจารย์ไปเรื่อยๆ
หรือสงสัยว่า จำเป็นต้องเดินจงกรมหรือไม่ หรือจะนั่งอย่างเดียวดี
ถ้าจะนั่ง ควรนั่งเวลาไหน ท่าไหน วันละกี่ชั่วโมง
นั่งเมื่อยแล้ว ควรทนต่อไป หรือควรเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นต้น

กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับอาการของจิตในขั้นการทำสมถะ
ขั้นเริ่มต้นก็จะมีปัญหาเช่น
ทำอย่างไรจิตก็ไม่สงบเลย มีแต่ความฟุ้งซ่านสับสน
หรือนั่งแล้วเคลิ้มๆ หลับใน เงียบไปทุกครั้ง
บางคนปฏิบัติไปสามวัน ก็เริ่มบ่นว่าเบื่อ
เพราะไม่เห็นความก้าวหน้าอะไรเลย

พอทำความสงบได้แล้ว ก็ถึงกลุ่มปัญหานิมิตและโลกียญาณ
มีทั้งที่น่ากลัว หรือที่น่าภูมิใจ
เช่น นั่งสมาธิแล้วรู้สึกเหมือนมีมดหรือแมลงมาไต่ตอมร่างกาย
หรือสามารถรู้เห็นออกไปภายนอกได้
มองเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นเทวดาและภูติผี
บ้างก็เห็นพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์
บ้างเห็นเมืองแก้วพระนิพพาน ถอดจิตไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้
เห็นตนเองเป็นโครงกระดูกเดินไปมาได้ โครงเดียวบ้าง หลายโครงบ้าง
เห็นกลางคืนสว่างเหมือนกลางวันบ้าง

บ้างก็มีโลกียญาณ เช่นรู้วาระจิตผู้อื่นได้
ระลึกชาติได้ แล้วเที่ยวรู้และยึดว่าคนนั้นคนนี้เคยพบกันมาในอดีตชาติ
รักษาโรคได้ รู้การจุติอุบัติของสัตว์ แสดงฤทธิ์ได้

บางคนนั่งไปนิดหน่อยก็เกิดความกลัว
เช่นกลัวจะเห็นภูติผีปีศาจ กลัวจิตจะออกจากร่างแล้วไม่กลับเข้าร่างอีก
บางคนได้ยินเสียงคนเดินไปมา เห็นคนมานั่งใกล้ๆ
รวมแล้วสารพัดรูปแบบที่จะเป็นไป

กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเจริญวิปัสสนา
เช่น เมื่อทำสมถะไปแล้ว จะเริ่มทำวิปัสสนาตรงไหน
ในขณะที่บางคนบอกว่าไม่ต้องการทำสมถะ จะขอทำวิปัสสนาเลย
ถัดจากนั้น ก็เกิดปัญหาว่า ควรจะทำวิปัสสนาอย่างไร
จะเข้าสำนักไหนจึงจะดี เพราะแทบทุกสำนักล้วนแต่ประกาศว่า
สำนักของตนเป็นทางตรงที่สุด สำนักอื่นผิด
และต่างก็บอกว่าตนเจริญสติปัฏฐาน
กำหนดรู้รูปนามขันธ์ 5 ปัจจุบันอารมณ์กันทั้งนั้น

บ้างก็มีปัญหาว่า ควรเจริญสติปัฏฐานหมวดใดดี
จะต้องเริ่มตามลำดับคือ กาย เวทนา จิต ธรรม หรือไม่
บางคนกลัวจะติดวิปัสสนูปกิเลส
บ้างก็สนใจไถ่ถามกับเรื่องญาณ ว่าตนทำได้ถึงญาณชั้นใด
บางคนตั้งเป้าหมายจะทำให้ถึงญาณนั้นญาณนี้ ในเวลาเท่านั้นเท่านี้

สำหรับผู้ที่ลงมือทำจริงๆ ก็ยังมีเรื่องให้ต้องถามครูบาอาจารย์อยู่เสมอ
เช่นควรวางจิตอย่างไร ควรกำหนดอย่างไร
อาการของจิตอย่างนี้ จะแก้อย่างไร
อาการของจิตอย่างนั้น จะแก้อย่างไร
เช่นหัดรู้ตัวแล้วเกิดอึดอัดขึ้นกลางอก
เกิดปวดระหว่างหัวคิ้วหรือปวดตา
เห็นกิเลสเกิดขึ้นในจิตแล้วจะทำอย่างไรดี
ควรจะปล่อยมันเอาไว้รู้ หรือควรพยายามละมัน
จิตใจมันตื้อๆ ไม่ผ่องใส จะแก้ไขอย่างไร
ควรนำธรรมะบทนั้นบทนี้มานึกคิดพิจารณาด้วยหรือไม่
เช่นควรเจริญอสุภกรรมฐานเพื่อข่มราคะหรือไม่
หรือจะให้รู้ราคะไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปแก้ไขมัน เป็นต้น

ใครที่อยากจะทำ FAQ เกี่ยวกับปัญหาธรรมะ
ลองใช้ตัวอย่างคำถามที่ผมยกมานี้ เป็นตัวตั้งก็ได้
คำถามส่วนมาก มักวนเวียนอยู่ในเรื่องเหล่านี้นั่นเอง
จะนอกเหนือไปกว่านี้ก็ไม่มากนักหรอกครับ

******************************************************

คำถามเหล่านี้ ผมเคยได้ยินผู้สงสัยเรียนถามครูบาอาจารย์บ้าง
ผมสงสัยเองบ้าง ซึ่งส่วนมากจะพยายามพิจารณาแก้ไขเอาเอง
ยกเว้นที่ยากลำบากหรือละเอียดอ่อนมากๆ หรือต้องการความมั่นใจเป็นพิเศษ
จึงจะเรียนถามจากครูบาอาจารย์
ซึ่งท่านจะเมตตาตอบคำถามให้เสมอ
เมื่อหายสงสัยในเรื่องนั้นแล้ว จึงเกิดนึกขึ้นได้ว่า
ที่จริงคำตอบในการแก้ปัญหาที่ครูบาอาจารย์ให้มาแต่ละครั้งนั้น
แทบจะเป็นคำตอบเดียวกัน ทั้งที่คำถามนั้นหลากหลายมาก

คำตอบที่ได้ยินได้ฟังเป็นประจำก็คือ
อย่าเที่ยวรู้ออกไปนอก ให้รู้ปัจจุบันธรรมในกายและจิตของตน
ด้วยจิตที่เป็นกลาง

คำตอบเพียงเท่านี้ สามารถแก้ปัญหาการปฏิบัติได้เกือบทั้งหมดแล้ว

กล่าวคือ กลุ่มปัญหาที่ชวนให้ฟุ้งซ่าน
ล้วนเป็นผลพวงของความคิดเท่านั้น
ยิ่งคิดมากก็ยิ่งสงสัยมาก และยิ่งสงสัยมากก็ยิ่งคิดมาก
และยิ่งคิดมาก ก็ยิ่งห่างไกลจากการเจริญสติสัมปชัญญะ ออกไปทุกที
ถ้าหันมารู้ปัจจุบันธรรมอยู่ภายในกายและจิตของตน
จะต้องสงสัยทำไมว่า นรก สวรรค์ ชาติก่อน ชาติหน้า ผีสางเทวดา มี หรือไม่มี
เพราะพอจิตสงสัย ก็รู้เท่าทันความสงสัยใคร่รู้นั้น ความสงสัยก็ดับไปเอง
เมื่อความสงสัยดับไปแล้ว จำเป็นอะไรที่จะต้องหาคำตอบต่อไปอีก

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาที่เกี่ยวกับเงื่อนไขของการปฏิบัติ
และปัญหาสภาพแวดล้อม ก็หมดความหมาย
เพราะการปฏิบัติธรรมไม่ได้เบียดบังเวลาทำมาหากิน
ไม่เกี่ยวกับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เวลา หรือพิธีกรรมต่างๆ

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเริ่มต้นของการปฏิบัติ ก็หมดความหมาย
คำบริกรรม กิริยาท่าทาง อะไรต่างๆ เหล่านี้ ล้วนไม่ใช่สาระสำคัญ
แต่เป็นเพียงอุบายเบื้องต้น
เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถเข้ามารู้ปัจจุบันธรรมในกายในจิตของตนเท่านั้น

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับอาการของจิตในขั้นการทำสมถะ ก็หมดความหมาย
เพราะอาการทั้งหมด เป็นเพียงสภาพธรรมที่ถูกรู้เท่านั้น
พอรู้แล้ว หากย้อนมาอ่านจิตใจตนเองให้แจ่มแจ้ง
อาการของจิตก็หมดความหมายไปในทันที
เช่นเมื่อปฏิบัติอยู่ แล้วเห็นภาพผีปรากฏขึ้นมา
ผู้ปฏิบัติไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์วิจัยว่าผีจริง หรือผีปลอม
เพราะจริงก็เหมือนเท็จ เท็จก็เหมือนจริง
คือมันเป็นสิ่งที่ถูกรู้เหมือนๆ กัน
ที่สำคัญคือ ให้ย้อนเข้ามาอ่านจิตตนเองให้ดี
มันกลัว มันอยากหนี มันสงสัย หรือมันอยากรู้
ให้รู้เท่าทันจิตตนเองไว้ สิ่งที่ปรากฏนั้น
ก็ไม่มีความหมายมากกว่าไปการเห็นรูปธรรมดาๆ รูปหนึ่ง
หรือเกิดรู้เห็นพระจุฬามณี หรือพระพุทธเจ้า
ก็ให้ย้อนมาอ่านจิตของตนเองเช่นกัน
เพราะรูปนิมิตภายนอกทั้งปวงนั้น
ไม่ใช่สาระแก่นสารเพื่อการยึดถือแต่อย่างใด

เมื่อรู้ปัจจุบันธรรมอยู่ในกายและจิตของตนแล้ว
กลุ่มปัญหาเกี่ยวกับวิธีเจริญวิปัสสนา ก็หมดความหมาย
จะต้องคิดทำไมว่าจะต้องรู้อะไร ในเมื่อทุกสิ่งที่ถูกรู้ก็มีค่าเท่ากันทั้งนั้น
หากจิตเขาจะรู้สิ่งใดชัด ก็เอาสิ่งที่กำลังรู้ชัดนั่นแหละมาเป็นอารมณ์
หรือเรื่องญาณนั้นญาณนี้ก็เป็นของสมมุติ
เราไม่ได้ปฏิบัติเพราะอยากได้ญาณ
มรรคผลนิพพานก็ไม่เห็นจะต้องอยากได้
เพราะหากจิตจะได้ เขาก็ได้ของเขาเอง
แต่ยิ่งเราอยาก ก็ยิ่งไม่ได้
ส่วนวิปัสสนูปกิเลสก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่หลงลืมตัวขาดสติสัมปชัญญะ

นักปฏิบัติที่คิดมาก มีปัญหามาก ก็เพราะไม่พยายามรู้ตัว
ไม่มีสติพิจารณาอยู่ในกายในจิตของตนเอง
เอาแต่หลงไปกับสิ่งที่ถูกรู้ เอาแต่พยายามแก้อาการของจิต
ปฏิบัติไปด้วยความอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้

หากผู้ปฏิบัติพยายามรู้ตัวอย่างต่อเนื่องเข้าไว้
และมีสติสอดส่องอยู่ในกายในจิต
หรือในวงขันธ์ 5 ของตนอย่างเป็นปัจจุบัน
ก็แทบไม่มีปัญหาจะต้องถามใครอีกต่อไปแล้ว

จากคุณ : สันตินันท์ [ 23 ก.ย. 2542 / 09:40:30 น. ]

***********************************

ความคิดเห็นที่ 44 : (สันตินันท์)

เรียนคุณ Dawn

ผมขออนุโมทนาครับ ที่ตั้งใจเจริญสติ
สำหรับตัวองค์ความรู้นั้นไม่ใช่เป้าหมายที่เราปรารถนาหรอกครับ
ที่เราต้องการไปให้ถึง ก็คือทำอย่างไรจิตจะพ้นจากทุกข์
หากเกิดผุดรู้สิ่งใดแล้ว จิตคลายความยึดถือ ก็นับว่าใช้ได้
หากผุดรู้แล้ว ยิ่งยึดถือและสำคัญมั่นหมาย อันนั้นก็อย่าไปสนใจเลยครับ
ก็เหมือนนิมิตอันหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เรียน คุณนักปฏิบัติที่(ไม่)เอาไหน
ผมไม่ได้ปฏิเสธเรื่องอภิญญาหรอกครับ
เพียงแต่ต้องการกล่าวว่า
อะไรคือแก่นสารสาระ ของการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา
เพราะพระพุทธเจ้าท่านขีดวงไว้ว่า ท่านสอนเรื่องทุกข์กับการดับทุกข์
สำหรับการปฏิบัตินั้น แม้แต่ละคนจะมีอารมณ์กรรมฐานที่ต่างกันตามจริตนิสัย
แต่การเจริญสติปัฏฐาน 4
ก็ไม่หนีไปจากการมีสติระลึกรู้อยู่ในกายและจิตของตนเอง
การคือตั้งสติระลึกรู้กายอย่างเป็นปัจจุบัน ด้วยจิตที่เป็นกลาง
ก็คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หากตั้งสติระลึกรู้ในฝ่ายจิตใจ
ก็คือเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานครับ

การที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้รู้อยู่ในวงปัจจุบันของกายกับจิต
จึงเป็นคำกล่าวที่เป็นกลางๆ
สำหรับผู้มีจริตนิสัยประเภทต่างๆ
ครบถ้วนตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้วครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 ก.ย. 2542 / 07:58:34 น. ]


ความคิดเห็นที่ 49 : (สันตินันท์)

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ ได้อะไรดีๆ หลายอย่าง

เรื่องการไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแบบเต็มร้อยนั้น เป็นวิสัยของปราชญ์
ผมจำได้คลับคล้ายว่า กระทั่งในครั้งพุทธกาล
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้พระสารีบุตรฟังจบลง
พระองค์เคยถามพระสารีบุตรว่าเชื่อธรรมที่ท่านแสดงหรือไม่
ท่านพระสารีบุตรก็ตอบในทำนองว่า
ท่านรับฟังไว้ จะต้องนำไปปฏิบัติดูก่อนจึงจะเชื่อ
พระพุทธเจ้าก็ทรงประทานสาธุการให้

พวกเราทุกวันนี้ก็ควรเจริญรอยของปราชญ์
ไม่ใช่ฟังอาจารย์ก็เชื่ออาจารย์ เรียนตำราก็เชื่อตำรา
ทั้งที่กิเลสตัณหาจริงๆ สักตัวหนึ่งก็ยังไม่เคยเห็น
ไม่ทราบว่า กิเลสตัณหานั้นจะสะดุ้งสะเทือนได้จริง
ตามความรู้ที่อาจารย์สอนหรือตามตำราได้หรือไม่

ส่วนเรื่องฤทธิเดชนั้น ผมเห็นด้วยกับคุณ WhiteSpirit
คือมันเป็นของไม่แน่นอนเสมอไป
เพราะฤทธิ์นั้นอาศัยฐานของสมาธิอย่างหนึ่ง อาศัยบุญอย่างหนึ่ง
ทั้งสมาธิและบุญก็ล้วนแต่เป็นสังขาร ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
จึงหวังพึ่งอะไรจริงจังไม่ได้
ไม่เหมือนหลักของอริยสัจจ์ ที่ว่าถ้าเกิดความอยากความยึดก็เกิดความทุกข์
เพราะเป็นความจริงถาวรที่ไม่เสื่อมคลายตามยุคสมัย

ดังนั้นถ้าหวังพึ่งอะไรสักอย่าง ก็น่าจะพึ่งธรรม
ส่วนฤทธิ์อำนาจทั้งหลาย ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษมเลย

จากคุณ : สันตินันท์ [ 1 ต.ค. 2542 / 08:17:42 น. ]

<Previous   Next>