header image
Home arrow พื้นฐานก่อนการปฏิบัติธรรม arrow ทั่วไป arrow การปฏิบัติธรรมสิ่งเดียวก็พอแล้ว
การปฏิบัติธรรมสิ่งเดียวก็พอแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกแจกธรรมไว้กว้างขวางมาก
ดังที่กล่าวกันว่ามากถึง 84,000 พระธรรมขันธ์
เกินวิสัยที่ผู้ใดจะเรียนรู้ให้ทั่วถึงได้

แม้เราจะไม่สามารถเรียนธรรมทั้งหมดที่ทรงสอนไว้
แต่เราก็สามารถเข้าใจทั่วถึงหลักธรรมที่ทรงสอน
ด้วยการเข้าใจอริยสัจจ์เพียงเรื่องเดียว
เนื่องจากทรงสรุปไว้ว่า ธรรมทั้งปวงที่ทรงแสดงไว้ สามารถรวมลงได้ในอริยสัจจ์
เหมือนรอยเท้าของสัตว์ทั้งปวง รวมลงได้ในรอยเท้าช้าง
(ในยุคของพระองค์ไม่มีไดโนเสาร์)

เพราะเพื่อจะให้มนุษย์และเทวดาเข้าใจอริยสัจจ์
พระผู้มีพระภาคได้ทรงจำแนกแจกธรรมไว้มากมาย
เพื่ออนุโลมตามจริตนิสัย และวาสนาบารมีของเวไนยชนซึ่งแตกต่างกัน
ถ้าเราจะสังเกตการสอนของพระองค์
เราจะพบเนืองๆ ว่า ทรงสอนแต่ละคนให้ปฏิบัติธรรมเพียงอย่างหนึ่งอย่างใด
ก็เพียงพอที่ผู้นั้นจะนำไปปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจ์ได้

สิ่งที่เราน่าจะพิจารณาก็คือ
สิ่งใดเป็น "ตัวร่วม" หรือ "ข้อปฏิบัติหลัก" ในธรรมทั้งปวงที่ทรงแสดงไว้ต่างๆ กันนั้น
ที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจอริยสัจจ์อันเดียวกันได้
ในความเข้าใจของผมแล้ว ตัวร่วมนั้นคือ "การเจริญสติที่ถูกต้อง"

แม้พระพุทธองค์เอง ก็เคยสอนให้เจริญสติอบรมจิตของตนเพียงอย่างเดียว
แทนการปฏิบัติทั้งหมดในพระพุทธศาสนามาแล้ว
คือครั้งนั้น มีพระรูปหนึ่ง ท่านอึดอัดกับการปฏิบัติธรรม
ซึ่งมีทั้งข้อห้ามและข้อกำหนดมากมาย
ท่านได้เข้าไปทูลลาสิกขา(ขอสึก) เพราะรู้สึกว่าท่านทำไม่ไหว
แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถามว่า ถ้าให้ปฏิบัติธรรมข้อเดียว จะทำได้ไหม
ท่านรับว่าถ้ามีเพียงข้อเดียว ท่านทำได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ท่านมีสติรักษาจิตของท่านไว้อย่างเดียว
และไม่นานท่านก็บรรลุพระอรหัตตผล

ทั้งนี้เพราะการเจริญสติ คือหัวใจของการเดินมรรค
เป็นทางสายเอก สายเดียว ที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจ์
และนำไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากเครื่องข้องทั้งปวง

เมื่อเจริญสติอยู่ ทุกข์ปรากฏท่านก็รู้
เหตุแห่งทุกข์ท่านก็รู้ ความดับทุกข์ท่านก็รู้
ศีลของท่านก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะจิตไม่ถูกกิเลสหลอกให้ทำชั่ว
สมาธิก็เป็นอัตโนมัติ เพราะจิตตั้งมั่นเนื่องจากไม่กวัดแกว่งตามนิวรณ์
ปัญญาก็เป็นอัตโนมัติ เพราะระลึกรู้ความเกิดดับของสังขารธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง
จิตของท่านละบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และมีความผ่องแผ้ว
บรรดากุศลธรรมทั้งหลายเจริญขึ้น บรรดาอกุศลธรรมทั้งหลายดับไป

การปฏิบัติธรรมนั้น ถ้ามีสติอบรมจิตของตนได้เพียงอย่างเดียว ก็พอแล้ว
เพราะเท่ากับได้ปฏิบัติทั่วถึงธรรมที่ท่านทรงแสดงแล้ว

ผมขอยกตัวอย่างหัวข้อธรรมอีกสักเรื่องหนึ่ง
ซึ่งถ้าปฏิบัติแล้ว ก็มีผลครอบคลุมการปฏิบัติธรรมทั้งปวงเช่นกัน
ได้แก่ โอวาทปาฏิโมกข์
อันได้แก่ 1.การไม่ทำบาปทั้งปวง 2.การทำกุศลให้ถึงพร้อม และ 3.การทำจิตให้ผ่องแผ้ว

หากพวกเรายังรู้สึกว่า การปฏิบัติตามโอวาทปาฏิโมกข์มีถึง 3 ข้อ ยังมากเกินไป
จะปฏิบัติเพียงหัวข้อเดียว ก็ทำได้
ทั้งนี้เพราะเอาเข้าจริงแล้ว
การปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนั้น ก็หนีไม่พ้นการเจริญสติเรียนรู้จิตใจของตนนั่นเอง
กล่าวคือ

1. การไม่ทำบาปทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ(ความคิดชั่ว)

ก่อนที่คนเราจะทำบาปทางกายและวาจาได้ จะต้องทำบาปทางใจเสียก่อน
เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า กรรมทั้งหลายสำเร็จได้ด้วยใจ
เช่นก่อนจะไปจี้ปล้นใคร ก็ต้องคิดจนตกลงใจจี้ปล้นเสียก่อนที่จะลงมือกระทำจริง
ดังนั้น ถ้าเราสำรวมระวังที่จะไม่ทำบาปทั้งปวง
เราก็ต้องมีสติเฝ้ารู้อยู่ที่ใจของตน
มันจะคิดดี คิดชั่ว คิดเรื่อยๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ก็ผุดขึ้นที่ใจนี่เอง
ปฏิบัติอยู่เพียงเท่านี้ กุศลธรรมก็ถึงพร้อมได้ จิตก็ผ่องแผ้วได้

2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม

ถ้ากล่าวกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม
ไม่พูดแบบประจบเอาใจกันแล้ว
ผมอยากกล่าวว่า จิตของคนเรานั้น แทบจะเคยไม่มีกุศลจิตจริงๆ เลย
มีแต่อกุศลเป็นส่วนมาก
แม้แต่ในเวลาที่ทำบุญ จิตก็ยังเป็นอกุศลอยู่
ด้วยเหตุนี้เอง จึงหาผู้ที่บรรลุมรรคผลนิพพานได้ยากเต็มที
กระทั่งพระอริยบุคคลที่ไม่ใช่พระอรหันต์
ก็ยังมีอกุศลมากน้อยตามชั้นตามภูมิของตน

การทำกุศลให้ถึงพร้อม เป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่ง
เพราะกุศลนั้น ได้แก่การที่จิตไม่ประกอบด้วย ราคะ โทสะ และโมหะ

การทำจิตให้พ้นชั่วคราวจากราคะและโทสะ ก็ไม่ใช่ของยาก
แม้ไม่ทำอะไรเลย ราคะและโทสะเมื่อเกิดขึ้นช่วงหนึ่งมันก็จะดับไปตามธรรมดา
แต่ที่ยากที่สุด คือการทำจิตให้พ้นจากโมหะ
เพราะจิตของสัตว์ทั้งปวงนั้น มีโมหะยืนพื้นอยู่แทบทุกขณะ
แม้ในขณะที่ไม่มีราคะและโทสะ ก็ยังมีโมหะแฝงอยู่เสมอ

โมหะคือความหลงของจิต ทำให้ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
ผู้ที่เคยศึกษาธรรมกับผมนั้น จะทราบว่า สิ่งแรกที่ผมสอนคือการทำความรู้ตัว
นั่นคือการทำ "อโมหะ" นั่นเอง
เพราะโดยธรรมชาติแล้ว จิตจะเหมือนน้ำที่ไหลรินไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน
จิตมันเคลื่อนเข้าไปยึดถืออารมณ์ โดยเราไม่เคยรู้ตัวเลย
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อันเป็นการไหลเข้าไปในโลกของวัตถุกาม
และทางใจคือไหลเข้าไปในโลกของความคิด

ต่อเมื่อใดสามารถรู้เท่ารู้ทันจิตตนเอง
มันจะเคลื่อนไหวไปทางใดก็รู้ มันจะตั้งมั่นอยู่ก็รู้
มันจะปรุงดี ปรุงชั่ว ปรุงสิ่งที่เป็นกลางๆ ก็รู้
มีแต่รู้ รู้ รู้ ด้วยความเป็นกลาง สักแต่รู้จริงๆ
นั่นแหละจิตจึงจะขจัดความหลงออกไปได้

เมื่อจิตไม่ประกอบด้วยโมหะ กิเลสใดๆ ก็ครอบงำจิตไม่ได้ (ยกเว้นอวิชชา)
จิตก็ทรงตัว รู้ ตื่น และเบิกบานอยู่อย่างนั้น
โดยเราไม่ต้องไปทำอะไรมันเลย
เพราะจิตนั้นโดยตัวของมันเองผ่องใสอยู่แล้ว
ที่เศร้าหมองก็เพราะกิเลสมันจรมาหลอกเอาเป็นคราวๆ เท่านั้นเอง

การที่จิตทำกุศลให้ถึงพร้อม จึงเป็นทางละบาปอกุศลทั้งปวง
และเป็นการทำจิตให้ผ่องแผ้วด้วย

3. การทำจิตให้ผ่องแผ้ว

เมื่อกล่าวถึงการไม่ทำบาปทั้งปวง และการทำกุศลให้ถึงพร้อมแล้ว
แทบจะไม่ต้องกล่าวถึงการทำจิตให้ผ่องแผ้ว
แต่ถ้าจะกล่าวไว้หน่อยหนึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์
เพราะเป็นวิธีปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดอันหนึ่งเหมือนกัน

การทำจิตให้ผ่องแผ้ว ไม่ใช่การเพ่งจิตให้หยุดนิ่ง
แต่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้ออกว่า อะไรเป็นจิต อะไรเป็นอารมณ์
เมื่อแยกออกได้แล้ว จิตไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ จิตก็จะผ่องแผ้วโดยตัวของมันเอง
เพราะตัวของมันผ่องแผ้วอยู่แล้ว
แต่เมื่อเราใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะทำจิตให้ผ่องแผ้วตลอดไปนั้น
เราจะพบว่าทั้งจิต ทั้งกิเลส และอารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง
ไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้ มั่นคง หรือเป็นไปตามอำนาจบังคับของเรา
ในที่สุดก็จะสามารถปล่อยวางทั้งจิตและอารมณ์ได้

ตอนผมเด็กๆ คิดว่าการทำจิตให้ผ่องแผ้วเป็นผลของ 2 สิ่งแรก
แต่ความจริงโอวาทปาฏิโมกข์ทั้ง 3 ข้อ
คือคำสั่งสอนเพื่อให้นำไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นทั้งสิ้น
ไม่ได้สอนให้เราทำ 2 ข้อแรก เพื่อเข้าถึงและยึดเอาสภาวะจิตที่ผ่องแผ้ว

จิตที่มีสติสัมปชัญญะ รู้อยู่ ศึกษาอยู่ที่จิต
เป็นจิตที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้ผ่องแผ้ว
จิตขนิดนี้ เป็นจิตที่สามารถรู้สภาพธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง
อันเป็นทางสายเดียวที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นได้

ยังมีธรรมอีกมากมาย ที่ท่านสอนด้วยคำสอนที่ต่างๆ กัน
แต่ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว ก็จะพบว่าคำสอนเพื่อการปฏิบัติทั้งปวงนั้น
ล้วนมีหลักปฏิบัติอันเดียวกัน
คือ "การให้เรามีสติรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง"
เพราะเมื่อรู้ตามความเป็นจริง จิตก็จะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นไปเอง
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

ถ้ามีสติที่ถูกต้อง ก็คือการปฏิบัติธรรมทั้งปวงทางพระพุทธศาสนา
เมื่อหลง เผลอ ขาดสติ ก็คือไม่ได้ปฏิบัติธรรมอันใดเลยในทางพระพุทธศาสนา
แม้ขณะนั้นจะกำหนดลมหายใจ หรือบริกรรมพุทโธ อยู่ก็ตาม

<Previous   Next>