header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow กิเลสที่จรมา
กิเลสที่จรมา
ตอนผมเด็กๆ ที่บ้านมีโอ่งน้ำโตๆอยู่หลายใบ เวลาผู้ใหญ่เผลอ ผมชอบแอบเอามือไปกวนน้ำเล่น (เข้าทำนองกวนน้ำให้ขุ่น) เพื่อให้ตะกอนก้นโอ่งมันกระจายขึ้นมา น้ำที่ดูใสสะอาดก็จะแสดงคุณภาพที่แท้จริงของมันออกมา
เดี๋ยวนี้เวลาเจริญสติสัมปชัญญะ ก็เห็นจิตมันสงบนิ่ง ใสสะอาด เหมือนน้ำใสในโอ่งนั้นเอง แต่เวลามีการกระทบอารมณ์ทางตา หู ... ใจ ตะกอนกิเลส(อาสวะ)ที่นอนเนื่องในสันดานก็จะแสดงตัวออกมาเป็นกิเลส จิตก็ดูเศร้าหมองลง เหมือนน้ำขุ่น แต่พอผัสสะนั้นดับไป ไม่นานกิเลสก็ระงับดับไป มันก็ตกตะกอนลงไปนอนในสันดานของเราอีก

ยิ่งนานวัน ตะกอนก้นโอ่งก็ยิ่งมาก (เหมือนจิตที่มีธรรมชาติไหลลงที่ต่ำตลอดเวลา) พอสังเกตเห็นว่าโอ่งสกปรกมากแล้ว ก็ต้องล้างตะกอนกันทีหนึ่ง แล้วไม่นานมันก็มีตะกอนอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป เพราะการล้างโอ่งมันยังเป็นวิชาสามัญมาก มันก็แก้ทุกข์ได้เป็นคราวๆเท่านั้น

ส่วนการเจริญสติสัมปชัญญะ เจริญศีล สมาธิ ปัญญา นั้น ถึงจุดหนึ่งจะทำลายความยึดมั่นในจิตลงไป ก็เหมือนการทุบโอ่งน้ำทิ้งไป ตะกอนกิเลสก็ไม่มีที่อาศัยอยู่อีก

วิชาทางโลกจึงไม่มีที่สุด แต่วิชาทางธรรมของพระพุทธเจ้ามีที่สุดครับ [3 ก.พ. 2542]

เรื่อง "จิตประภัสสรแล้วเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา" เป็นเรื่องในพระไตรปิฎกเถรวาทแน่นอนครับ ผมเคยอ่านเจอบ่อยๆ แต่จิตที่ประภัสสร(ผ่องใส) หรือที่หลวงปู่มั่นเรียกว่าฐีติจิต ก็ไม่ใช่จิตที่บริสุทธิ์ เพราะยังมีอวิชชา และไม่ใช่จิตเดิมแท้ของเซ็นด้วย

เซ็นนั้นมีรากฐานสืบต่อมาจากพระมหากัสสปะ และมีคำสอนที่พัฒนาออกไปบางส่วน คำสอนของเขาจึงน่าศึกษามากครับ เพราะคงมีส่วนที่มีคุณประโยชน์อยู่บ้าง เพียงแต่เราต้องแยกให้ออกว่าแนวทางนี้อยู่ในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท อันนี้เซ็น อย่านำไปปะปนกัน เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของเถรวาทไว้ให้มากที่สุด (4 ก.พ. 2542)

ผัสสะเป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่เสมอ หนีไปไหนไม่ได้หรอกครับ ถึงแอบเข้าไปอยู่ในถ้ำมืดๆ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ... ความคิดนึกก็ยังตามไปกระทบใจได้อีก เหมือนที่คุณ BlueJeans กล่าวน่ะครับ ว่าธัมมารมณ์มีพิษสงมาก

เมื่อหนีไม่พ้นก็ต้องรู้เท่าทันจิตของตนเองเรื่อยไป (เพราะความไม่รู้ต่างหาก จิตจึงส่งไปยึดถืออารมณ์แล้วก่อทุกข์ขึ้น ถ้ารู้โดยไม่ยึด ทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย) หากรู้อยู่ที่จิต เวลามีอารมณ์มากระทบ จะเห็นปฏิกิริยาของจิตต่ออารมณ์นั้น เช่นราคะ หรือโทสะ แล้วก็คอยดูต่อไปอย่าให้เกิดตัณหา (คือการที่จิตทะยานไปยึดอารมณ์ ตามแรงกระตุ้นของกิเลส) เพราะตัณหาคือตัวสมุทัยหรือเหตุให้เกิดทุกข์

ลำพังมีกิเลส ทุกข์ยังไม่เกิด แต่เมื่อใดมีตัณหา ทุกข์เกิดแน่ครับ พระพุทธเจ้าจึงทรงเน้นที่ความสิ้นไปแห่งตัณหา ท่านไม่เคยเน้นที่ความสิ้นไปแห่งผัสสะเลยครับ [5 ก.พ. 2542]

<Previous   Next>