header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow วิถีแห่งจิต
วิถีแห่งจิต
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 16 กันยายน 2543 12:22:24

1. ไม่ปรากฏเรื่องวิถีจิตในพระไตรปิฎก

จิตมีธรรมชาติเกิดดับอย่างรวดเร็วสืบเนื่องกันอยู่เสมอ ช่วงใดที่จิตไม่ได้ออกรับรู้อารมณ์ก็มีสภาพเป็นจิตที่หลับอยู่ เรียกว่า "ภวังคจิต" เมื่อใดจิตออกมารับรู้อารมณ์ ตำราท่านเรียกว่า "วิถีจิต"

อันที่จริงไม่ปรากฏคำว่า "วิถีจิต" ในพระไตรปิฎก กระทั่งในพระอภิธรรมปิฎก เพราะเป็นเรื่องที่นักปราชญ์ชั้นหลังท่านบัญญัติขึ้นเอง แต่ก็เขียนขึ้นอย่างมีมูลความจริงที่นักปฏิบัติพอจะพิจารณาเห็นตามได้ ภายหลังจากที่ได้ลงมือเจริญสติสัมปชัญญะอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง ตามคำสอนตรงของพระพุทธเจ้าแล้ว

2. ตำรามีประโยชน์ถ้าศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ

ก่อนที่เราจะพูดกันเรื่องวิถีจิต เราควรทำใจเสียก่อนว่า การศึกษาตำราเพื่อค้นหาสาระประโยชน์ควรทำอย่างมีวิจารณญาณ ส่วนใดที่เห็นว่าเกินจริงก็แขวนไว้ก่อน แล้วศึกษากลั่นกรองเอาเฉพาะสาระประโยชน์มาใช้ จึงจะสมกับเป็นวิธีการศึกษาของปัญญาชนในยุค IT

ในเรื่องวิถีจิตนั้น มีการกล่าวถึงบางสิ่งที่ดูจะเกินความจริงมากไป เช่นสอนกันว่า จิตเกิดดับได้รวดเร็วถึงแสนโกฏิขณะในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียว (เวลาชั่วงอนิ้วมือแล้วดีดออก) ส่วนนี้ควรจะมองในแง่ว่าเป็นโวหารของการประพันธ์ คือท่านต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่าจิตเป็นสิ่งที่เกิดดับว่องไวมาก แต่ถ้าไปเชื่อว่าจิตเกิดดับเร็วขนาดนั้นจริงก็จะเกิดความท้อใจ เพราะใครจะไปศึกษาปฏิบัติอะไรได้ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนั้น นอกจากการอ่านและเรียนรู้ตามตำราอย่างไม่มีทางพิสูจน์ความจริงได้เลย

การใส่จำนวนนับให้มากๆเป็นลีลาการเขียนหนังสือของนักปราชญ์ในยุคนั้น ซึ่งเราจะพบได้บ่อยครั้งในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาลงมา เช่นใน "อรรถกถาธรรมบท" ซึ่งท่านพระพุทธโฆษาจารย์ประพันธ์ขึ้น ระบุว่า เมืองสาวัตถีมีประชากร 7 โกฏิ (จำนวนใกล้เคียงกับคนไทยทั้งประเทศในขณะนี้) ได้ฟังธรรมแล้วบรรลุเป็นพระอริยบุคคล 5 โกฏิ ไม่บรรลุ 2 โกฏิ เวลาเช้าพระอริยะทั้งหลายท่านตักบาตร (พระคงฉันไม่ไหว) หลังจากนั้นก็ไปวัดฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า (วัดต้องใหญ่มาก)

เราไม่ควรจริงจังกับเรื่องจิตเกิดดับได้แสนโกฏิขณะในชั่วลัดนิ้วมือเดียว เพราะในตำรานั้นเองระบุเรื่องอายุรูปรูปหนึ่งว่าเท่ากับ 17 ขณะจิต มิฉะนั้นจะต้องกล่าวว่าชั่วเวลาลัดนิ้วมือเดียว (ผมลองดีดนิ้วดูแล้ว 5 วินาทีดีดได้ประมาณ 10 ครั้งขึ้นไป) จิตรู้รูป เช่นตาเห็นรูปได้เท่ากับแสนโกฏิหารด้วย 17 คือ 5882.353 โกฏิครั้ง ในเวลาประมาณครึ่งวินาที ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า ประสาทตาของมนุษย์จะมีความไวในการรับรู้รูปได้เร็วถึงขนาดนั้น

คำสอนที่แต่งขึ้นใหม่ในตำราชั้นหลังพระไตรปิฎกชนิดนี้แหละครับ ที่เมื่อวิทยาการยุคนี้พอจะยืนยันได้ว่าไม่จริง ก็จะทำให้คนที่ไม่รู้จักจำแนกคำสอน ว่าเป็นคำสอนของท่านผู้ใดแน่ หันไปล่วงเกินพระพุทธเจ้าว่าท่านไม่มีพระสัพพัญญุตญาณจริง (ทำนองเดียวกับที่ตำรากล่าวว่า หทยวัตถุหรือเนื้อหัวใจและน้ำเลี้ยงหัวใจสีต่างๆ เป็นที่รับรู้อารมณ์ที่เป็นนามธรรมบ้าง เป็นที่จิตเกิดดับในภวังคจิตบ้าง พอถึงยุคที่เปลี่ยนหัวใจได้หรือเกิดมีหัวใจเทียมขึ้น ก็เริ่มสร้างความไม่เชื่อถือในหมู่ปัญญาชนบ้างแล้ว)

จึงเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทั้งหลาย ที่จะต้องช่วยกันจำแนกประเภทและยุคสมัยของคำสอนต่างๆ เพราะคำสอนตรงของพระศาสดานั้น เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และนำผู้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้อย่างไม่จำกัดด้วยกาล คือเป็นจริงเสมอไป ไม่มีผู้ใดจะคัดค้านว่าไม่จริงได้ ส่วนคำสอนที่แต่งเติมในชั้นหลังอาจจะมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างจริงๆ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าตำราในส่วนเกี่ยวกับรูปปรมัตถ์จะเป็นส่วนแรกที่ถูกคัดค้าน เพราะวิทยาการยุคนี้เริ่มก้าวทันแล้ว

คราวนี้เราลองมาศึกษาวิถีจิต ทั้งจากตำราและในมุมมองของนักปฏิบัติกันบ้าง แล้วจะพบว่าตำราชั้นหลังที่ตัดส่วนเกินจริงออก ไม่ใช่จะเหลวไหลอย่างที่คิด หากแต่มีประโยชน์เกื้อกูลต่อนักปฏิบัติในระดับหนึ่งทีเดียว คือช่วยเตือนไม่ให้เราเกิดความหลงผิดว่าจิตเที่ยง หรือเห็นว่าอารมณ์เกิดดับ แต่จิตไม่เกิดไม่ดับ

3. เรียนรู้เรื่องวิถีจิตจากตำรา

ถ้านับเลขจาก 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, ถัดไปก็กลับนับเป็น 0. ใหม่ ระบบของวิถีจิตก็คล้ายๆ กับการนับเลขชุดนี้ เพียงแต่ไม่ได้นับไปถึง 9 แล้วต่อด้วย 0 หากแต่นับไปถึง 16 แล้วจึงต่อด้วย 0 รวมเป็นเลขชุดละ 17 ตัว (จิตไม่จำเป็นต้องเกิดครบ 17 ขณะอย่างนี้เสมอไปนะครับ บางกรณีที่อารมณ์ไม่แรง หรือเป็นอารมณ์ทางใจล้วนๆ ก็เกิดน้อยกว่านี้ได้)

เลข 0 หมายถึง ภวังคจิต คือจิตที่อยู่ในภพดั้งเดิมของจิตเอง ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับขันธ์ 5 เป็นสภาพที่จิตยังไม่ได้รับรู้อารมณ์ใดๆเลย ส่วนเลขตัวถัดๆมา หมายถึงจิตในแต่ละขณะที่เกิดดับสืบทอดการทำงานกันไป จนหมดวาระการทำงานแล้วก็ตกภวังค์อีกครั้งหนึ่ง

เราลองมารู้จักกับวิถีจิตตามคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะกันก่อน อย่าตกใจกลัวนะครับ อันที่จริงก็คือศาสตร์อันหนึ่งนั่นเอง ใครไม่สะดวกใจจะศึกษาก็ไม่ว่ากัน ผมเพียงแต่ต้องการเทียบเคียงให้ผู้สนใจเห็นว่า ตำราอภิธรรมก็มีเค้าความจริงที่เห็นได้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยเหลวใหลแต่อย่างใด

ความหมายของจิตตุปปาทะ วิถีจิต และ ขณะ

คำว่าจิตตุปปาทะคือจิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับเจตสิกที่ประกอบ ในที่นี้มีความหมายว่าในวิถีนั้นมีจิตเกิดขึ้นกี่ดวง นับแต่อาวัชชนจิตคือจิตที่รับอารมณ์ใหม่เป็นต้นไป ส่วนภวังคจิตแม้จะมีอยู่ในวิถีนั้นด้วยก็ไม่นับ เพราะภวังคจิตเป็นจิตที่รับอารมณ์เก่า

จิตเกิดขึ้นในวิถีนั้นกี่ดวงก็นับเรียงดวงไปเลย ไม่ว่าจิตนั้นจะทำกิจอย่างเดียวกันหรือทำกิจต่างกัน เช่น ชวนจิตในวิถีนั้นมี 7 ดวง หรือ 7 ขณะ ซึ่งทำชวนกิจอย่างเดียวกัน ก็นับเป็นจิตตุปปาทะ 7 ขณะ หรือ 7 ดวง ตทาลัมพนจิตในวิถีนั้นมี 2 ขณะ หรือ 2 ดวง ซึ่งทำตทาลัมพนกิจอย่างเดียว ก็นับเป็นจิตตุปปาทะ 2 ดวง หรือ 2 ขณะ (คำแปลจะกล่าวถึงทีหลังนะครับ)

คำว่าวิถีจิตคือจิตในวิถีนั้นมีกี่อย่าง มีความหมายว่าจิตในวิถีนั้นทำกิจกี่อย่าง ทำกิจอย่างหนึ่งก็เรียกว่ามีวิถีจิต 1 นับแต่อาวัชชนจิตคือจิตที่รับอารมณ์ใหม่เป็นต้นไป เช่นเดียวกับจิตตุปปาทะแต่ไม่นับเรียงดวง นับเป็นพวก ๆ เช่น ชวนจิตมีจิตตุปปาทะ 7 แต่ทำชวนกิจอย่างเดียวเท่านั้นก็เรียกว่าวิถีจิต 1, ตทาลัมพนจิต 2 ดวง ทำตทาลัมพนกิจอย่างเดียวก็เรียกว่าวิถีจิต 1เช่นกัน รวมชวนจิต 7 ตทาลัมพนจิต 2 เป็นจิต 9 ดวง ก็เรียกว่ามีวิถีจิต 2 เป็นต้น

คำว่าขณะคือจิตเกิดขึ้นดวงหนึ่งก็นับเป็นขณะหนึ่ง เรียกว่าขณะจิต บางทีก็เรียกขณะเฉย ๆ แต่ว่าจิตที่เกิดขึ้นดวงหนึ่งที่เรียกว่าขณะหนึ่งนั้นยังแบ่งได้เป็น 3 อนุขณะ หรือ 3 ขณะเล็ก คืออุปาทขณะหมายถึงขณะที่จิตเกิดขึ้น 1 อนุขณะ, ฐีติขณะหมายถึงขณะที่จิตตั้งอยู่ 1 อนุขณะ และภังคขณะหมายถึงขณะที่จิตนั้นดับไป 1 อนุขณะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าขณะจิตหรือจิตแต่ละดวงนั้น มีอายุ 3 อนุขณะ คือ อุปาทขณะ 1 (เกิดขึ้น),  ฐีติขณะ 1 (ตั้งอยู่),  ภังคขณะ 1 (ดับไป)

อนึ่งจิต 17 ขณะเท่ากับอายุของรูปธรรมรูป 1 มีความหมายว่า จิตเกิดดับ ไป 17 หน รูปจึงดับไปหนหนึ่ง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่ารูปแต่ละรูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับไป 17 ดวง หรือ 17 ขณะ รูปที่มีอายุเท่ากับ 17 ขณะจิต หรือ 51 อนุขณะนั้น มีชื่อเรียกว่าสตฺตรสายุกรูปมีอยู่ 28 รูป ยังมีรูปที่อายุน้อยกว่านี้อีก 6 รูป (ขออนุญาตไม่กล่าว เพราะจะเพิ่มประเด็นมากไป)

(เรื่องอายุรูปนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับตำรา ความจริงรูปจะมีอายุเท่าไรเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ส่วนพระพุทธศาสนานั้น ท่านถือเอาใจเป็นใหญ่ เอาใจเป็นประธาน อายุของรูปที่ว่านี้จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่จิตสัมพันธ์กับรูปคราวหนึ่งๆ หรือหมายความว่า การรู้รูปคราวหนึ่งที่สมบูรณ์แบบนั้น ต้องใช้ 17 ขณะจิต หรือต้องมีจิตเกิดดับสืบต่อกัน 17 ดวง จึงจะรู้รูปได้เต็มที่คราวหนึ่ง ไม่ใช่ตัวรูปจริงๆมีอายุเท่ากับ 17 ขณะจิต เรื่องนี้ผมเคยคุยกับหมอยุทธ (หมอ tuli) ไว้ครั้งหนึ่ง แต่เพิ่งพบพระวินิจฉัยของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช จึงทราบว่าท่านเคยพิจารณาในจุดนี้ไว้ก่อนแล้ว)

เมื่อเราพอจะเข้าใจเรื่องขณะจิตแล้ว คราวนี้มาทำความรู้จักกับวิถีจิต ซึ่งเป็นการสืบต่อกันเป็นชุดๆของจิตแต่ละดวงหรือแต่ละขณะ อย่างไรก็ตามวิถีจิตมีหลายประเภท บางประเภทมีครบ 17 ขณะ บางประเภทมีไม่ครบ ในที่นี้จะขอยกมาเฉพาะวิถีที่ครบ 17 ขณะจิต ที่เรียกว่า อติมหันตารมณ์วิถี หรือวิถีที่เกิดจากอารมณ์ที่แรงมาก

เพื่อให้เข้าใจอติมหันตารมณ์วิถีง่ายขึ้น ผมขอจัดกลุ่มของขณะจิตเป็นชุดๆ ดังนี้

ชุดแรกเป็นจิตที่ยังมีอารมณ์เก่า คือยังไม่ได้รับอารมณ์ใหม่มีอยู่ 3 ดวง ได้แก่ อตีตภวังค(อักษรย่อในตำราอภิธรรมใช้คำว่า ตี) ภวังคจลนะ (น) และ ภวังคุปัจเฉทะ (ท) (ขอเรียนว่าผมไม่พบคำว่าอตีตภวังค ภวังคจลนะ และภวังคุปัจเฉทะ ในพระไตรปิฎก จึงน่าจะเป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ภายหลังการสังคายนาครั้งที่ 5 ที่ลังกา เพราะในการสังคายนาครั้งที่ 5 ได้มีการจารึกพระไตรปิฎกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร)

คราวนี้มาทราบถึงความหมายของศัพท์แต่ละคำกัน

ขณะที่ 1 อตีตภวังค เป็นภวังคจิตดวงแรกที่กระทบกับอารมณ์ใหม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อารมณ์ใหม่มากระทบกับภวังคจิตดวงใด ภวังคจิตดวงนั้นได้ชื่อ ว่า อตีตภวังค

ตัวภวังคจิตมีกรรมอารมณ์ หรือกรรมนิมิตอารมณ์ หรือคตินิมิตอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นอารมณ์ที่ได้มาจากภพก่อนหรือนัยหนึ่งอารมณ์เก่า แต่เพียงอารมณ์ใหม่มากระทบเท่านั้นเอง ดังนั้นจิตดวงนี้จึงยังไม่เรียกว่าวิถีจิต

ขณะที่ 2 ภวังคจลนะเป็นภวังคจิตที่ไหวตัว เพราะเหตุที่มีอารมณ์ใหม่มากระทบ แต่ยังคงเป็นภวังคจิตที่มีอารมณ์เก่าอยู่จึงยังไม่เรียกว่าวิถีจิตเหมือนกัน

ขณะที่ 3 ภวังคุปัจเฉทะเป็นภวังคจิตที่ตัดกระแสภวังค คือ ปล่อยอารมณ์เก่า วางอารมณ์เก่า เพื่อรับอารมณ์ใหม่ที่มากระทบนั้นต่อไป ภวังคุปัจเฉทะนี้ก็ยังคงเป็นภวังคจิตที่มีอารมณ์เก่าอยู่ จึงยังไม่เรียกว่าวิถีจิตเช่นเดียวกัน

ชุดที่ 2 เป็นจิตที่รับอารมณ์ใหม่แล้วแต่ยังไม่เสพย์อารมณ์ใหม่ ประกอบด้วยจิต 5 ดวง คือ ปัญจทวาราวัชชนะ (ป),  ปัญจวิญญาณ (วิ), สัมปฏิจฉันนะ (สํ ), สันตีรณะ (สัน) และ โวฏฐัพพนะ (วุ) (ขอเรียนว่าผมไม่พบคำว่า ปัญจทวาราวัชชนะ  สันตีรณะ และ โวฏฐัพพนะในพระไตรปิฎก ส่วนปัญจวิญญาณก็คือวิญญาณทางอายตนะ 5 (ยกเว้นใจ) สำหรับคำว่า สัมปฏิจฉันนะ พบ 1 แห่งในคัมภีร์กถาวัตถุปกรณ์ซึ่งแต่งขึ้นในช่วงการสังคายนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช)

คราวนี้มาทราบถึงความหมายของศัพท์แต่ละคำกัน

ขณะที่ 4 ปัญจทวาราวัชชนะเป็นกิริยาจิต(เป็นกลาง ไม่ดีไม่ชั่ว) เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาอารมณ์ใหม่ที่มากระทบนั้น ว่าเป็นอารมณ์ที่มาทางทวารหรืออายตนะไหน จะได้เป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่วิญญาณจิตทางทวารนั้น

ปัญจทวาราวัชชนจิตนี้เป็นปฐมวิถีจิต คือ เป็นจิตดวงแรกที่ขึ้นวิถีหรือที่นับเป็นวิถี เพราะจิตดวงนี้ได้รับอารมณ์ใหม่แล้ว และจิตดวงต่อ ๆไปก็รับอารมณ์ใหม่และนับเป็นวิถีจิต จนกว่าจะสุดวิถีคือกลับเป็นภวังคไปตามเดิม

ขณะที่ 5 ปัญจวิญญาณก็เกิดขึ้นตามควรแก่อารมณ์ คือจักขุวิญญาณเกิดขึ้นเห็นรูป โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ยินเสียง ฆานวิญญาณเกิดขึ้นรู้กลิ่น  ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นรู้รส กายวิญญาณเกิดขึ้นรู้สึกในสัมผัส

ขณะที่ 6 สัมปฏิจฉันนะก็เกิดขึ้นรับอารมณ์จากปัญจวิญญาณ เพื่อเสนอต่อไปยังสันตีรณะ

ขณะที่ 7 สันตีรณะเกิดขึ้นไต่สวนอารมณ์นั้นว่าดีหรือไม่ประการใด

ขณะที่ 8 โวฏฐัพพนะคือมโนทวาราวัชชนจิต (เป็นอเหตุกจิตอันหนึ่ง) ที่ทำหน้าที่โวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร เกิดขึ้นเพื่อตัดสินและกำหนดให้เป็นกุสล หรือ อกุสล หรือกิริยา ตามควรแก่มนสิการและบุคคล

กลุ่มจิตชุดที่ 3 เป็นกลุ่มจิตที่ทำหน้าที่เสพย์อารมณ์ (อีกเช่นเคยครับคือไม่มีคำว่าชวนจิตในพระไตรปิฎก) ประกอบด้วยจิตขณะที่ 9 ถึงขณะที่ 15 รวม 7 ขณะ เรียกว่าชวนจิต เกิดขึ้นเสพอารมณ์นั้นเป็นกุสล อกุสล กิริยา ตามที่โวฏฐัพพนะได้ตัดสินและกำหนดมาแล้ว และถ้าเสพให้เป็นกุสลก็เป็นกุสลทั้ง 7 ขณะ ให้เป็นอกุสลหรือกิริยาอย่างใดก็เป็น อย่างนั้นแต่อย่างเดียวตลอดทั้ง 7 ขณะ ชวนจิตที่เกิดได้ในวิถีนี้ได้เฉพาะกามชวนจิต 29 ดวงเท่านั้น

(ผมขอตั้งข้อสังเกตกับคำว่า 7 สักหน่อยครับ ตามสำนวนบาลีนั้น 7 อาจจะไม่ได้หมายถึงจำนวน 7 จริงๆก็ได้ แต่อาจหมายถึงจำนวนที่  "ไม่มาก" ก็เป็นได้)

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มส่งท้าย มี 2 ขณะ หรือ 2 ดวง คือขณะที่ 16 และ 17 เรียกว่า ตทาลัมพนะทั้ง 2 ดวง (ไม่มีคำว่าตทาลัมพนะในพระไตรปิฎกเช่นกัน) เกิดขึ้นยึดหน่วงอารมณ์ที่เหลือจาก ชวนะนั้นอีก 2 ขณะ เป็นอันครบ 17 ขณะจิต เป็นอันสิ้นสุดวิถี และสิ้นอายุของอารมณ์ใหม่นั้นด้วยพอดี แล้วก็กลับเป็นภวังคจิตรับอารมณ์ต่อไปตามเดิม

ทั้งหมดนี้เป็นธรรมนอกพระไตรปิฎก พวกเราที่พึงใจจะรับทราบไว้ก็ศึกษากันดูนะครับ

4. เรียนรู้เรื่องวิถีจิตจากจิตตนเอง

ก่อนจะเข้าเรื่องการเรียนรู้วิถีจิตจากจิตตนเอง ผมมีของฝากมาแบ่งกันอ่าน คือขออัญเชิญพระนิพนธ์ของ _/\_ _/\_ _/\_สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช _/\_ _/\_ _/\_ ท่านได้เปรียบเทียบวิถีจิตโดยทำให้เป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อให้พอจะเห็นภาพการทำงานสืบเนื่องกันของจิต ดังนี้

ในเรื่องวิถีจิตนี้ ท่านแสดงอุปมาเหมือนคนนอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง คือเหมือนอย่างว่ามีบุรุษผู้หนึ่งนอนคลุมศีรษะอยู่ที่โคนต้นมะม่วงที่กำลังมีผล แต่ตื่นขึ้นด้วยเสียงของมะม่วงผลหนึ่งที่ตกลงมาในที่ใกล้ จึงได้เอาผ้าออกจากศีรษะลืมตาขึ้นมองดู ก็เอามือจับผลมะม่วงนั้น คลำดู สูดกลิ่นดู ก็รู้ว่าเป็นมะม่วงสุก จึงบริโภค และกลืนกินมะม่วงพร้อมทั้งเสมหะ แล้วก็หลับไปใหม่

ตัวอย่างนี้มาเทียบกับจิต เวลาของภวังคจิตก็เหมือนอย่างเวลาที่บุรุษนั้นกำลังหลับ เวลาที่อารมณ์มากระทบประสาท ก็เหมือนอย่างเวลาที่ผลมะม่วงตกลงมา เวลาแห่งอาวัชชนจิตคือจิตคำนึง ก็เหมือนเวลาที่บุรุษนั้นตื่นขึ้นด้วยเสียงของมะม่วงนั้น เวลาที่จักขุวิญญาณเป็นไป ก็เหมือนอย่างเวลาที่บุรุษนั้นลืมตาขึ้นดู เวลาแห่งสัมปฏิจฉันนจิตคือจิตรับ ก็เหมือนกับเวลาที่บุรุษนั้นเอามือหยิบผลมะม่วง เวลาแห่งสันตีรณจิตคือจิตพิจารณา ก็เหมือนอย่างเวลาที่คลำดูด้วยมือ เวลาแห่งโวฏฐวนจิตคือจิตที่กำหนดอารมณ์ ก็เหมือนอย่างเวลาที่สูดดมดูจึงรู้ว่ามะม่วงสุก เวลาแห่งชวนจิตคือจิตที่แล่นไปก็เหมือนอย่างเวลาที่บริโภคมะม่วง เวลาที่จิตหน่วงอารมณ์นั้นอันเรียกว่าตทาลัมพนจิต ก็เหมือนอย่างเวลาที่กลืนกินผลมะม่วงนั้นพร้อมทั้งเสมหะ เวลาที่จิตตกภวังค์ไปใหม่ก็เหมือนอย่างเวลาที่หลับไปอีก

คราวนี้อยากจะให้หมู่เพื่อนย้อนศึกษาของจริงในจิตตนเอง จะพบว่าจิตมีกระบวนการทำงานไปในลักษณะเดียวกับตำรานั่นเอง เพียงแต่ไม่ได้เร็วจนถึงขนาดที่สติตามไม่ทัน หรือขนาดลัดนิ้วมือเดียวแสนโกฏิขณะ โดยผมจะลองยกตัวอย่างการทำงานของจิต ที่เริ่มด้วยจักษุทวารมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

เมื่อแรกที่มีรูปมากระทบตานั้น ตายังไม่สามารถจะรับรู้รูปได้ ทั้งที่รูปก็มีอยู่ตรงหน้า ทั้งที่ตาก็ลืมอยู่ เพราะจิตในขณะแรกเริ่มนั้นยังอยู่ในภวังค์ คือยังไม่ตื่นขึ้นมาทำงาน ถัดจากนั้นจะเกิดความไหวตัวของจิตในภวังค์ แล้วตัดกระแสภวังค์ขึ้นมาเพื่อรับรู้สิ่งเร้าอันใหม่ที่กำลังเข้ามากระทบ สภาพช่วงนี้ ไม่ได้ต่างไปจากตำราที่กล่าวถึงจิตชุดแรก ซึ่งเป็นจิตที่ยังมีอารมณ์เก่า คือยังไม่ได้รับอารมณ์ใหม่ และมีอยู่ 3 ดวง

เมื่อแรกที่จิตตื่นตัวขึ้นจากภวังค์นั้น จิตยังอยู่ในสภาพที่งงๆ ว่าควรจะรับรู้อารมณ์ทางใดดี (คล้ายกับคนตื่นนอนแล้วต้องพยายามจับให้ชัดว่า สิ่งที่แปลกปลอมที่ทำให้ตนตื่นนั้น มันมาจากหน้าบ้าน หลังบ้าน ใต้ถุนบ้าน หลังคาบ้าน หรือกลางบ้าน)

และเมื่อสำรวจพบว่า สัญญาณหรืออารมณ์ที่มากระทบทางตา เป็นสัญญาณหรืออารมณ์ที่ชัดที่สุด แรงที่สุด ก็จะเกิดความรับรู้ทางตา หรือจักษุวิญญาณขึ้น ตรงนี้จึงเกิดผัสสะทางตาขึ้นมา เพราะมีการประจวบกันของ ตา รูป และวิญญาณทางตา แต่สิ่งที่ตาเห็นนั้นมีสภาพเป็นเพียงสีเท่านั้น จิตเพียงแต่รับรู้สีหรือสีที่ตัดกันนั้น โดยยังไม่รู้ว่านี้คือรูปอะไร

กลไกการทำงานขั้นต่อไปของจิตก็คือ จิตจะเกิดความสนใจ หรือใส่ใจในรูปที่ไม่รู้ว่าคืออะไรนั้น แล้วสัญญาก็จะผุดขึ้น เพื่อหมายรู้ว่านี้คือรูปอะไร แล้วมีการประเมินค่าว่าดี หรือไม่ดี น่าปรารถนา หรือไม่น่าปรารถนา เมื่อประเมินค่าแล้ว จิตก็จะเลือกทางดำเนินของตนเองต่อไป ทั้งที่เป็นทางแห่งกุศล หรืออกุศล หรือเป็นกิริยาไปอย่างนั้นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการทางใจ ไม่ใช่กระบวนการรับรู้ทางตาอีกแล้ว และน่าจะเทียบเคียงได้กับกลุ่มจิตในชุดที่ 2

เมื่อจิตเลือกที่จะดำเนินทางอกุศล สังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นฝ่ายอกุศล คือเกิดกิเลสขึ้นในช่วงนี้ แล้วจิตก็หลงทะยานไปตามแรงยั่วของกิเลส เข้าไปยึดถืออารมณ์ ก่อภพก่อชาติ ก่อทุกข์ขึ้นในจิต หรือเมื่อจิตเลือกที่จะดำเนินทางกุศล จิตก็ปรุงกุศลเจตสิกขึ้นมา แล้วกุศลเจตสิกนั้นก็ปรุงแต่งจิต แล้วจิตก็ทะยานไปตามความปรุงแต่งฝ่ายดี ก่อภพ ก่อชาติ ก่อทุกข์อย่างคนดีขึ้นมา เป็นต้น

แต่ถ้าจิตมีความฉลาด มีสติสัมปชัญญะ เป็นกุศลจิตอันประณีตจริงๆ จิตก็จะรู้เท่าทันความเกิดขึ้นและดับไปของรูป (ในตัวอย่างนี้คืออารมณ์ทางตา) หรือรู้เท่าทันความเกิดขึ้นและดับไปของเวทนา หรือรู้เท่าทันความเกิดขึ้นและดับไปของกุศลและอกุศล หรือรู้เท่าทันสภาพธรรมทั้งปวงที่กำลังปรากฏขึ้นกับกายและจิต

สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นในช่วงของชวนจิต คือช่วงกลุ่มจิตชุดที่ 3 แต่ไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการของจิตในตำราส่วนนี้ ท่านเพียงกล่าวรวมๆ กันว่าเป็นช่วงชวนวิถี ที่จิตเสพย์อารมณ์รวม 7 ขณะเท่านั้น

สภาพธรรมในช่วงนี้แหละครับ ที่พวกเรานักปฏิบัติเรียนรู้กันอยู่เป็นส่วนมาก เพราะมีแง่มุมให้ศึกษาจิตตนเองได้กว้างขวางพิสดารมาก มันน่าจะเป็นช่วงความสืบต่อระหว่างตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ ในปฏิจจสมุปบาท

เมื่อจิตเสพย์อารมณ์ไปถึงจุดหนึ่ง จิตจะเริ่มเฉื่อยชา หมดกำลังแล้วตกภวังค์ หรือตายจากภพชาตินั้น เพื่อรอเวลาที่จะตื่นขึ้นตามวงจรครั้งใหม่ ตรงนี้ก็คือกลุ่มจิตชุดสุดท้ายนั่นเอง

สิ่งที่ผมยังไม่เห็นพ้องกับตำราก็คือ ผมไม่ได้เห็นว่าการเสพย์อารมณ์ของจิตแต่ละคราวจะมีระยะเท่ากันเสมอไป (7 ขณะ) เพราะบางเรื่องรู้แล้วก็ดับวับไป บางเรื่องรู้แล้วก็ทรงอยู่ช่วงหนึ่งสั้นบ้างยาวบ้างไม่เท่ากัน แต่ที่แน่นอนก็คืออารมณ์ที่เกิดกับจิตแต่ละคราวจะไม่ยาวนัก เพราะจิตจะเปลี่ยนอารมณ์เร็วมากจริงๆ ที่ท่านกล่าวว่า 7 ขณะ ถ้าแปลความหมายว่า "สั้นๆ ไม่มากนัก" ก็เป็นสิ่งที่น่าจะตรงกับความเป็นจริง มากกว่าที่จะกล่าวว่า 7 ต้องเป็น 7 อย่างเดียวเท่านั้น

*************************************

5. วิถีจิตตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

ถึงแม้พระศาสดาจะไม่ทรงสอนพระอภิธรรมเรื่องวิถีจิต และไม่ทรงแจกแจงรายละเอียดเรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพานไว้ก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงประทานพระอภิธรรม ที่พอสมควรกับการปฏิบัติธรรมไว้แล้ว คือโพธิปักขิยธรรม เช่น อริยสัจจ์ ขันธ์ อายตนะ สติปัฏฐานฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิจจสมุปบาท อันแสดงถึงการทำงานสืบเนื่องกันของจิต นับตั้งแต่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ นับเป็นวงจรหรือวิถีของจิตที่ทรงคุณค่าสูงสุดเพื่อการดับทุกข์อย่างแท้จริง มิใช่เรื่องที่จะให้เรียนรู้เพื่อที่จะรอบรู้เท่านั้น

ทั้งยังทรงสอนถึงเครื่องมือคือการเจริญสติสัมปชัญญะ เพื่อให้เราได้เรียนรู้เรื่องทุกข์และการดับทุกข์ไว้ด้วยแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้สมบูรณ์เพียงพอแล้ว ที่จะพาผู้ปฏิบัติตามให้พ้นทุกข์ได้ เพราะเรื่องอย่างนี้ใครจะรู้ดีกว่าพระองค์ ผู้ทรงเป็นราชาแห่งธรรม ส่วนที่ผู้ใดต้องการจะเรียนรู้ให้ละเอียดยิ่งขึ้นก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะถ้าเรียนรู้ตำราชั้นหลังโดยเฉพาะคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะได้แล้ว กลับไปอ่านพระอภิธรรมปิฎกจะได้อรรถรสอีกมากทีเดียว

ช่วงหลังนี้ผมเขียนเรื่องที่คาบเกี่ยวระหว่างปริยัติกับการปฏิบัติขึ้นหลายเรื่อง เช่นเรื่องทิฏฐิ เรื่องอุปาทาน เรื่องสัมปชัญญะ และเรื่องนี้ (คิดว่าเรื่องประเภทนี้ คงจะพอแล้วครับ) เป็นการเขียนขึ้นตามคำเรียกร้องของศิษย์อาวุโส คือ rising_sun โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักปฏิบัติพอจะเข้าใจนักปริยัติบ้าง ต่อไปเมื่อถูกเกรี้ยวกราดรุกรานมา จะได้ทำใจได้ว่านักปริยัติเขาก็มีดีของเขาอยู่ เขารู้จักพระพุทธศาสนาลึกซึ้งในอีกแง่มุมหนึ่ง เรานักปฏิบัติเมื่อไม่มีปัญญาจะอธิบายชี้แจงสิ่งที่เรารู้ ให้เขาเข้าใจได้ ก็ไม่ควรจะไปโกรธแค้นอะไรกับเขา เพราะไม่ใช่ความผิดของเขาที่ไม่เข้าใจเรา แล้วเอาเวลาที่จะต้องทะเลาะโต้เถียงกันมาปฏิบัติธรรมดีกว่า

คิดเสียว่าพวกเรามุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อปลดปล่อยจิตใจจากอำนาจของทิฏฐิและตัณหา เพื่อลดภาระการแบกหามสิ่งต่างๆ ไว้ในใจ ไม่ใช่เพื่อความเป็นปราชญ์ฉลาดรอบรู้ เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น พ่อของเราคือพระพุทธเจ้า ท่านสอนเรามาก็เพื่อสิ่งนี้นั่นเอง

*************************************

ความเห็นที่ 10 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อาทิตย์ ที่ 17 กันยายน 2543 12:41:16 ก่อนอื่นขอสารภาพผิดก่อนครับ ผมจำรายละเอียดของโพธิปักขิยธรรมผิดไป ที่ถูกจะประกอบด้วยสติปัฏฐาน 4, สัมมัปปธาน 4, อิทธิบาท 4, อินทรีย์ 5, พละ 5, โพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 ต้องขอบคุณคุณไพ ที่ทำให้นึกขึ้นได้ โดยยกเรื่องของท่านเขมานันทะมากล่าวขึ้น

ส่วนคุณธนาถ้าไม่อ่านก็ไม่มึนหรอกครับ :) เรื่องนี้เอาไว้ให้คนที่ชอบความซับซ้อนเขาอ่านกัน ขนาดแม่บ้านผมยังไม่อ่านเลย เพราะรู้สึกว่าธรรมะควรจะเป็นของเบา เรียบง่าย ไม่ใช่หนักและซับซ้อนอย่างนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณดังตฤณตั้งข้อสังเกตว่า ผมคงไม่ชอบอ่านงานของท่านเขมานันทะ ผมก็สารภาพว่าใช่ เพราะต้องใช้ความพยายามและเวลาในการอ่านมาก เพื่อจะแยกเนื้อหาธรรมกับสำนวนโวหารออกจากกัน วิธีเขียนธรรมะให้งดงามในเชิงวรรณศิลป์นั้นก็ดีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ดี เพราะเป็นประโยชน์ในการจูงใจบุคคลบางกลุ่ม ให้หันมาอ่านธรรมะกันบ้าง แต่ผมมีเวลาจำกัดจึงชินที่จะอ่านหนังสือเพื่อเข้าใจเนื้อหาให้เร็วที่สุด ดังนั้นเมื่ออ่านงานของท่านน้อยจะไม่อาจร่วมวิเคราะห์งานของท่านได้

ส่วนที่หลานพีทีคุงกล่าวมานั้น ผมอ่านรู้เรื่องและเห็นด้วย

พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ เพราะท่านรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาทจึงไม่ใช่ตัวการกระทำ แต่ตัวการกระทำคือการเจริญสติสัมปชัญญะ อันทำให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรม

หากศึกษาพระพุทธประวัติจะพบว่า ช่วงสุดท้ายที่จะตรัสรู้นั้น ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท โดยทรงพิจารณาว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ ---> อวิชชา แล้วทรงย้อนพิจารณาว่าอวิชชา ---> ชาติดับไม่เหลือ ทุกข์จึงดับ จุดนี้น่าสนใจนะครับว่าท่านไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับความสงบของสมาธิ เพราะสมาธิไม่ได้ทำให้เกิดปัญญา เพียงแต่เกื้อกูลต่อการใช้ปัญญา แต่ท่านก็คงไม่ได้คิดๆๆ เอาเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท เพราะอันนั้นเป็นความฟุ้งซ่านซึ่งไม่ก่อให้เกิดปัญญาเช่นกัน ทำอย่างไรเราจึงจะเข้าถึงจุดที่พอดีได้ ซึ่งผมก็ไม่เห็นอะไรจะดีกว่าการเจริญสติสัมปชัญญะเลยครับ

ความเห็นที่ 20 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 19 กันยายน 2543 08:29:32 ที่ผ่านมาเป็นพันปี ไม่มีจุดบรรจบของนักปริยัติกับนักปฏิบัติสักทีครับ เพราะต่างถือตำราคนละเล่ม ถือความจริงคนละด้าน แล้วการศึกษาก็อยู่ในมือของนักปริยัติฝ่ายเดียว ซึ่งแม้นักปริยัติหรือนักปฏิบัติบางท่านอาจจะมีความเห็นที่แตกต่างจากตำราออกไปบ้าง ก็จะถูกกดดันคุกคามทันที จนไม่มีใครอยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว

ผมเพิ่งเห็นท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช นี่แหละครับ ที่ทรงกล้าใช้วิจารณญาณของพระองค์ต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย เพราะพระองค์ท่านทรงเชี่ยวชาญสูงสุดทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ลองฟังพระวินิจฉัยเกี่ยวกับความหมายของ "วิญญาณ มโน และจิต" ดูบ้างก็ได้ครับ คือทรงเสนอให้จำแนกความหมายของ จิต มโน วิญญาณ ให้ถูกที่ ถ้ากล่าวถึงพระอภิธรรมก็ให้กล่าวถึงความหมายตามพระอภิธรรม คือถือว่า จิต มโน วิญญาณ เป็นสิ่งเดียวกัน แต่หากจะกล่าวถึงธรรมในพระสูตรก็ให้กล่าวถึงความหมายตามพระสูตร เพราะถ้านำความหมายตามพระอภิธรรมมาอธิบายพระสูตร ก็จะเกิดความไม่ลงตัวขึ้น โดยท่านทรงอธิบายดังนี้

ในพระสูตรนั้น จิตมีความหมายอย่างหนึ่ง วิญญาณมีความหมายอย่างหนึ่ง มโนมีความหมายอย่างหนึ่ง ดั่งที่แสดงแล้วใน อนัตตลักขณสูตร และในอาทิตตปริยายสูตร

กล่าวโดยย่อ (ใน)อนัตตลักขณสูตร วิญญาณนั้นเป็นขันธ์ 5 ข้อหนึ่ง ซึ่งตกในลักษณะของไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดั่งที่ในพระสูตรนั้นสอนให้รู้ว่าวิญญาณเป็นอนัตตา

ในอาทิตตปริยายสูตร  มนะ(ใจ)เป็นอายตนะภายในข้อหนึ่ง ที่ท่านสอนให้พิจารณาว่าเป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟคือราคะ โทสะ โมหะ เป็นต้น

คราวนี้ใครพิจารณาวิญญาณว่าเป็นอนัตตา พิจารณามนะว่าเป็นของร้อน ต้องมีผู้พิจารณาอีกผู้หนึ่ง ไม่ใช่วิญญาณพิจารณาวิญญาณเอง หรือมนะพิจารณามนะเอง ในตอนท้ายของพระสูตรทั้งสองนี้ ก็แสดงว่าจิตพ้นจากอาสวกิเลส แต่ว่าไม่ได้แสดงว่าวิญญาณพ้นหรือมนะพ้น จะแสดงอย่างนั้นก็ไม่ได้ เพราะเมื่อวิญญาณเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้พ้นกิเลส และมนะก็เป็นของร้อนเพราะไฟกิเลส ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้พ้น

นักอภิธรรมบางท่านได้กล่าวหาผู้ที่แสดงอย่างนี้ว่า แสดงขันธ์ 6 คือแสดง จิต เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขันธ์ เพราะว่าตามอภิธรรมนั้น จิต มนะ วิญญาณ อยู่ในหมวดจิตอันเดียวกัน

คราวนี้ถ้าพิจารณาดูให้รู้อธิบายของท่าน และเมื่อต้องการจะพูดถึงธรรมะในปิฎกไหน ก็เอาอธิบายของปิฎกนั้นมาอธิบายก็ไม่ยุ่ง คือว่าเมื่อจะอธิบายอภิธรรมก็อธิบายว่าทั้งสามนี้เหมือนกัน แต่ว่าเมื่อจะอธิบายพระสูตรก็อธิบายตามหลักฐานในพระสูตรดั่งกล่าวมาแล้ว

แต่อภิธรรมนี้ได้เป็นที่นิยมนับถือมาเป็นเวลาช้านาน พระอาจารย์ผู้อธิบายพระสูตร เมื่อจะอธิบายถึงจิต ถึงมโน ถึงวิญญาณ ก็คัดเอาคำอธิบายในอภิธรรมมาใส่ไว้ในพระสูตรด้วย เพราะฉะนั้นจึงเกิดความสับสนกันขึ้น ดังเช่นบาลีพระสูตรกล่าวถึงจิต พระอาจารย์ผู้อธิบายก็คัดเอามาจากอภิธรรมว่า "จิตฺตนฺติ วิญญาณํ" วิญญาณชื่อว่าจิต เป็นอย่างนี้เป็นพื้นตั้งแต่ชั้นอรรถกถาลงมา อันนี้แหละเป็นเหตุให้สับสนกัน ถ้าหากว่าแยกเสียดั่งที่กล่าวมาแล้วก็จะไม่สับสน

ผมเห็นว่าพระพุทธศาสนาจะตั้งมั่นไปถึงอนาคตได้ จำเป็นต้องปรับวิธีการศึกษาเสียใหม่ ผู้ศึกษาจะต้องมีความเป็นนักวิชาการให้มากขึ้น ไม่ใช่ต้องศึกษาด้วยการเชื่ออย่างเดียว ห้ามใช้วิจารณญาณ และห้ามเถียง แต่ต้องเป็นนักวิชาการที่มีจริยธรรมนะครับ ไม่ใช่คิดแต่จะโค่นล้มทฤษฎีเก่าเพื่อความเด่นดัง แต่ควรศึกษาเพื่อกลั่นกรองแยกแยะธรรมแต่ละยุคสมัยให้ชัดเจน หากธรรมยุคหลังเกิดไปขัดแย้งกับวิทยาการยุคใหม่แล้วล้มลง จะได้เหลือธรรมส่วนของพระศาสดาเอาไว้ให้ชาวโลกต่อไปได้ เพราะธรรมแท้ของพระศาสดา โดยเฉพาะอริยสัจจ์ 4 นั้น ยังไงก็เป็นจริง และพาผู้เข้าถึงให้พ้นทุกข์ได้จริงตลอดไปครับ

ความเห็นที่ 21 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 19 กันยายน 2543 08:51:06 เห็นด้วยกับคุณ listener ครับ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช นั้น ท่านออกไปศึกษากับครูบาอาจารย์พระป่าเหมือนกันครับ อย่างหินหมากเป้งของหลวงปู่เทสก์ ท่านก็เคยไปพักอยู่ ตอนเช้าท่านก็ออกบิณฑบาตเหมือนพระเณรธรรมดานั่นเอง ท่านไม่ได้แบกอำนาจวาสนาบารมีไปอวดใคร ท่านไปอย่างพระแท้ๆ ที่งามแสนงามจริงๆ ใครได้พบได้เห็นก็ปลื้มใจมากครับ

ความเห็นที่ 24 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 19 กันยายน 2543 19:22:00 ใช่ครับคุณอี๊ด ผมเองไม่อยากยุ่งกับข้อขัดแย้งทางตำราหรอกครับ เพราะเถียงกันแล้วกิเลสที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น กิเลสที่มีอยู่แล้วก็รุนแรงขึ้น กุศลที่ยังไม่เกิดก็ไม่ได้เกิด กุศลที่เกิดแล้วก็เสื่อมไป นี่ถ้าวิมุตติเป็นเวทีเปิดแบบลานธรรม ก็จะไม่เขียนเรื่องเหล่านี้ครับ แต่ที่นี่เป็นเวทีปิด มีพวกเราอ่านกันไม่กี่คน ก็เลยเขียนให้อ่านกันได้ เพื่อให้นักปฏิบัติพอจะเข้าใจความคิดของนักปริยัติบ้าง แต่ไม่ใช่เพื่อให้ไปเถียงกับนักปริยัตินะครับ และเป็นการเตรียมตัวไว้อธิบายกับคนที่กล่าวล่วงเกินพระพุทธเจ้าด้วยความเข้าใจผิด ในกรณีที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกิดพิสูจน์ได้ว่าตำราชั้นหลังไม่เป็นความจริงขึ้นมา

<Previous   Next>