header image
Home arrow อื่นๆ arrow ทั่วไป arrow ปรมัตถธรรมและบัญญัติ
ปรมัตถธรรมและบัญญัติ
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 19 สิงหาคม 2543 08:44:52

ว่าจะตอบกระทู้คุณพัลวันหลายวันแล้ว แต่เพิ่งว่างครับ เลยขอตั้งเป็นกระทู้ใหม่ก็แล้วกัน เพราะผู้ที่อ่านกระทู้เดิมแล้วอาจจะคิดว่าจบแล้ว


ที่คุณพัลวันกล่าวว่าคนเราหลงของ(อารมณ์)ใหม่ แต่อาการหลงและกิเลสตัณหาเป็นของเก่านั้น เป็นทัศนะที่แหลมคมทีเดียว เพราะอะไรใหม่ มันล้วนแต่น่าสนใจ น่าทดลองบริโภค บางครั้งก็เห็นๆอยู่ว่าเนื้อหาสาระของสิ่งใหม่นั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรมากนัก แต่คนเราก็ต้องพยายามบริโภค เพื่อความเป็นคนทันสมัย มีรสนิยม และโก้เก๋ เช่นใช้นาฬิกาเรือนละล้าน ขับรถคันละ 50 ล้าน หรือมีอีหนูหลายๆคนทั้งที่สังขารไม่อำนวย การบริโภคของใหม่จึงมีทั้งเหตุผลจูงใจทางกายและทางจิตใจ

อันที่จริงที่ว่าอารมณ์ใหม่นั้น เอาเข้าจริงมันใหม่เพียงสมมุติบัญญัติเท่านั้น เพราะอารมณ์หรือสิ่งที่เราสัมผัสได้นั้น มันมี 2 ชั้นซ้อนกันอยู่ อันหนึ่งคือปรมัตถธรรมหรือตัวจริงของมัน ซึ่งรู้ได้เมื่อเกิดผัสสะ อีกอันหนึ่งคือสมมุติบัญญัติ ซึ่งเกิดตามมาในภายหลังด้วยความคิด


ตัวปรมัตถธรรมนั้น มันก็ของเก่าล้วนๆ เช่นเดียวกับกิเลสตัณหาอุปาทานนั่นเอง เช่นเมื่อตาเห็นรูปก็คือเห็นสีแก่อ่อนที่ตัดกัน อันนี้คือตัวจริงของรูป พวกเราลองทดลองดูรูปชนิดนี้ก็ได้ โดยการหันหน้าไปในทิศทางที่ไม่นึกมาก่อนว่าจะเห็นอะไร แว่บแรกที่ตาเห็น แต่ไม่ทราบว่าเห็นรูปอะไร นั่นแหละคือตัวอย่างตัวจริงของรูป


ถัดจากนั้นอีกวับเดียว ความจงใจจะดูก็เริ่มหยั่งลงไปที่รูปนั้น (ตรงนี้ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เข้มแข็งพอ ความรู้ตัวจะหลุดตามความจงใจ พุ่งไปพินิจพิจารณาอารมณ์นั้น เพราะเป็นของที่เพิ่งสัมผัส ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ต้องฝึกกันนานพอสมควรครับ จึงจะรู้ในช่วงรอยต่อที่เปลี่ยนอารมณ์โดยไม่หลงได้)


แล้วรูปสัญญาหรือความจำรูปได้ก็ผุดขึ้นมา และรูปสัญญานั้นก็มีลักษณะเป็นฆนสัญญา คือการมองในองค์รวมของกลุ่มสี ไม่ได้มองสีตามลักษณะที่เป็นสีแก่อ่อนตัดกัน แต่มองอย่างเป็นวัตถุสิ่งของเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา แล้วบอกว่านี่คือรูปของสิ่งนี้ๆ


จากนั้นสังขารคือความคิดนึกปรุงแต่งก็เกิดตามมา ว่าอันนี้ดี อันนี้เลว อันนี้สมควรแก่เรา อันนี้ไม่สมควรแก่เรา ตรงช่วงที่เกิดสัญญาขึ้นนั้นเอง ที่เริ่มเกิดสมมุติบัญญัติว่ารูปที่เห็นคือรูปอะไร เป็นของใหม่หรือของเก่า


ตัวอย่างเช่น เมื่อเราหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ตาก็เกิดไปเห็นสีที่ตัดกันกลุ่มหนึ่ง สีแต่ละสีที่เห็น มันก็ของเก่านั่นแหละ คือสีในช่วงที่สายตาของคนจะมองเห็นได้ ในทางปรมัตถธรรมหรือความจริงแล้ว มันจึงเป็นแค่ของที่เคยรู้เคยเห็นมาแล้ว แต่พอสัญญาแปลว่า ผู้หญิง สวย สาว ขาว แปลกหน้า ตรงที่จิตมันเกิดสมมุติบัญญัติขึ้นมานี่แหละ จึงเกิด "อารมณ์ใหม่" หรือผู้หญิงคนใหม่ที่น่าสนใจขึ้นมา


แม้เสียง ในความเป็นจริงมันก็เสียงเก่าๆ คือเสียงในช่วงความถี่ที่หูคนฟังได้ กลิ่น รส สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็เป็นของเก่าเช่นกัน ต่อเมื่อมีสมมุติบัญญัติขึ้นแล้ว จึงจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ขึ้นมา


สรุปแล้ว เพราะความรู้ไม่เท่าทันไปหลงสมมุติบัญญัติ จึงมีของใหม่และของเก่าขึ้นมา ส่วนอารมณ์ตัวจริงตลอดจนกิเลสตัณหาอุปาทานนั้น มันเป็นของแบบเก่าๆที่วนเวียนหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง (ตำราชั้นหลังเรียกของจริงนี้ว่าปรมัตถธรรม) ดังนั้นถ้าเราเจริญสติสัมปชัญญะจนเกิดปัญญา สามารถมองสิ่งทั้งหลายทะลุสมมุติบัญญัติเสียได้ จิตใจก็จะพ้นจากความหลอกลวงของสังสารวัฏได้


****************************************


ขอแถมอีกหน่อยครับ มีนักปฏิบัติบางกลุ่มเหมือนกัน ที่ยังขาดการวางพื้นฐานทางจิตที่ดี คือยังไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีธรรมเอก อ่านจิตใจตนเองไม่ออกจริง หลงเพ่งบ้าง เผลอไปบ้าง แต่คิดว่ากำลังรู้อยู่ พอได้ฟังเรื่องปรมัตถ์และบัญญัติ ก็พยายามเจริญสติโดย รู้ปรมัตถ์ ทิ้งบัญญัติ อันนี้ทำไม่ได้จริงหรอกครับ เพราะจะพากับหลงบัญญัติเรื่องปรมัตถ์ไปหมด ถ้าทำอย่างนั้นได้จริง พระพุทธเจ้าท่านสอนวิธีนั้นไว้แล้วครับ แต่นี่ท่านกลับสอนศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามลำดับ


เรื่องนี้ถือว่าเราคุยกันเองนะครับ อย่านำไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น ให้เขาเกิดความขัดเคืองใจโดยเปล่าประโยชน์เลย


ความเห็นที่ 11 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อาทิตย์ ที่ 20 สิงหาคม 2543 18:42:16

ขอเรียนเพิ่มเติมจากที่คุณอลวนกล่าวสักเล็กน้อยครับ อันที่จริงการรู้ปรมัตถธรรม ไม่ใช่ทำได้เพียงแค่ช่วงที่เกิดผัสสะช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่ถ้าเจริญสติสัมปชัญญะเป็น จิตมีธรรมเอก จะสามารถเห็นปรมัตถธรรมได้ตลอดสายทีเดียว

ตัวอย่างเก่าที่ยกบ่อยๆเพราะชาวลานธรรม/วิมุตติส่วนมากอยู่ในวัยหนุ่มสาว ก็คือเมื่อตาเห็นรูป(สีที่ตัดกันกลุ่มหนึ่ง) ตรงนี้ยังไม่มีบัญญัติ พอสัญญาทำงานผุดขึ้น ก็จะจำรูปได้ว่า อ้อ รูปผู้หญิง/ผู้ชาย ตรงที่สัญญาผุดขึ้นนี้ ตัวสัญญาก็มีสภาวะที่เป็นปรมัตถธรรมด้วย คือมันเป็นอาการของจิตที่ไหวผุดขึ้นมา ส่วนที่กระทบจิตแล้วรู้ว่ารูปนั้นรูปนี้ แปลออกมาเป็นข้อความ/ความคิด อันนี้เป็นสมมุติบัญญัติ พอสัญญาทำงานแล้ว สังขารก็รับลูกต่อ คือคิดนึกปรุงแต่งไป เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เป็นความชอบความชัง ความเฉยๆ บ้าง บรรดาสังขารทั้งหลายก็มีสภาวะที่เป็นปรมัตถธรรมเช่นกัน คือเป็นอาการไหวของจิตที่แตกต่างกันออกไป ส่วนสมมุติบัญญัติก็วิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว เช่นคิดว่า อ้อ จิตมีราคะหนอ อ้อ จิตมีโทสะหนอ


บรรดาผู้ปฏิบัติที่จิตมีสติสัมปชัญญะอย่างแท้จริง จิตตั้งมั่นเป็นธรรมเอก จะสามารถเห็นปรมัตถธรรมของรูปและนาม ได้อย่างชัดเจน และจำแนกได้ด้วยว่าส่วนนี้คือปรมัตถธรรม ส่วนนี้คือสมมุติบัญญัติ แล้วเห็นความเกิดดับของปรมัตถธรรมต่อเนื่องกันเรื่อยไป


ส่วนผู้ที่ไม่เคยเตรียมความพร้อมของจิต แล้วโดดเข้ามาเจริญสติปัฏฐานเลยนั้น จิตตามรู้ปรมัตถธรรมไม่ทัน เพราะพอรู้อารมณ์ จิตก็เคลื่อนเสียแล้ว พอความคิดเกิดขึ้น ก็ใช้การกำหนด ใช้การบริกรรมถึงปรมัตถธรรม เช่นบริกรรมว่า รูปหนอๆ โกรธหนอๆ ซึ่งก็คือการคิดอยู่กับสิ่งอันเป็นสมมุติบัญญัติ โดยอาศัยสัญญาถึงปรมัตถธรรมที่เคยเรียนมาจากตำรานั่นเอง จิตในขณะนั้นกำลังเคลื่อนอยู่ หลงอยู่ เพ่งอยู่ ฯลฯ แต่ไม่รู้ทัน ส่วนมากที่พบเห็นมาก็จะพลาดกันตรงจุดนี้แหละครับ ไม่ใช่ว่าตำราของเขาไม่ดี หากแต่อ่านตำราแล้วดำเนินจิตไม่ได้เหมือนตำราเสียแหละมาก


ความเห็นที่ 17 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 21 สิงหาคม 2543 10:01:24

เมื่อคุณอลวนสนใจเรื่องปรมัตถธรรม ผมจึงขอเรียนเรื่องปรมัตถธรรมเพิ่มเติมสักเล็กน้อย

ในพระไตรปิฎกมีคำว่า"ปรมัตถ์"อยู่ 416 แห่ง อยู่ในพระสูตร 5 แห่ง อีก 411 แห่งปรากฏในคัมภีร์กถาวัตถุ พระอภิธรรมปิฎก (เป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.200 เศษ) และในบรรดา 411 แห่งนั้น ท่านใช้คู่กับคำว่า สัจฉิกัตถะ คือใช้คำว่าสัจฉิกัตถปรมัตถ์ 386 แห่ง อีก 25 แห่งใช้คู่กับคำว่า สัจฉิกัตถะ แต่เขียนแยกจากกัน ดังนั้นจะสรุปว่าในพระสูตรมีแต่คำว่าปรมัตถ์ ส่วนในพระอภิธรรมปิฎกมีแต่คำว่าสัจฉิกัตถปรมัตถ์ก็ได้


แต่คำว่าปรมัตถ์ในพระสูตรทั้ง 5 แห่งนั้น ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า แต่เป็นวาทะของพระสาวกตรงๆบ้าง เป็นคำอธิบายกระทู้ธรรมที่พระสาวกเขียนขึ้น แต่อ้างพระดำรัสของพระพุทธเจ้าบ้างดังนี้


แห่งแรกปรากฏในคาถาของพระเตลุกานิเถระ พระสุตตันตปิฎก เล่ม 18 เถรคาถา(พระไตรปิฎกเล่มที่ 26) ความว่า [387] เรามีความเพียรค้นคิดธรรมอยู่นานก็ไม่ได้ความสงบใจ จึงได้ถามสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า ใครหนอในโลกเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ใครเล่าเป็นผู้ได้บรรลุธรรมอันหยั่งลงสู่อมตะ เราจักปฏิบัติธรรมของใครซึ่งเป็นเครื่องให้รู้แจ้งปรมัตถ์


หมายเหตุ คำว่า"ปรมัตถ์"ในพระสูตรนี้ไม่ได้ระบุว่าหมายถึงอะไร แต่ถ้าวิเคราะห์จากเนื้อความที่ท่านพระเตลุกานิเถระ ท่านแสวงหาผู้ถึงฝั่งและผู้บรรลุธรรมอันหยั่งลงสู่อมตะ ดังนั้นปรมัตถ์ธรรมที่ท่านปรารถนาจะรู้แจ้งจึงไม่ใช่สิ่งอื่น แต่ควรจะได้แก่นิพพานอันเป็นฝั่งและอมตะเท่านั้น


แห่งที่ 2 ปรากฏในคุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ 2 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 21 ขุททกนิกาย มหานิทเทส (พระไตรปิฎกเล่มที่ 29) ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย ความว่า (49)สัตว์โลกตายแล้วเพราะความแตกแห่งจิตนี้เป็นบัญญัติทางปรมัตถ์


หมายเหตุ พระสูตรตรงส่วนนี้ท่านพูดชัดถึงบัญญัติทางปรมัตถ์ เพราะปรมัตถ์แท้ไม่มีคำพูดจะพูดออกมาก็ต้องอาศัยบัญญัติเช่นกัน และปรมัตถ์ในพระสูตรนี้ไม่ได้หมายถึงนิพพาน แต่หมายถึงธรรมที่ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เช่นขันธ์ 5 เป็นต้น อนึ่งเนื้อหาของพระสูตรช่วงนี้เป็นการอธิบายกระทู้ธรรม แล้วอ้างอิงถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นช่วงๆโดยไม่ได้ระบุว่า เป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าแสดงที่ใด แก่ใคร เมื่อใด ดูลักษณะน่าจะเป็นส่วนที่เขียนขยายความขึ้นโดยพระสาวก


แห่งที่ 3 ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก เล่ม 21 ขุททกนิกาย มหานิทเทส ชราสุตตนิทเทสที่ 6 ว่าด้วยชีวิตเป็นของน้อย (พระไตรปิฎกเล่มที่ 29) เนื้อความเหมือนกับข้อความแห่งที่ 2


แห่งที่ 4 ใน ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 21 ขุททกนิกาย มหานิทเทส (พระไตรปิฎกเล่มที่ 29) ความว่า (701)พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา ซึ่งสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 อมตนิพพานเป็นปรมัตถ์ใหญ่ (มหนฺตํ ปรมตฺถํ อมตํ นิพฺพานํ) เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้แสวงหาคุณใหญ่.


หมายเหตุ หากวิเคราะห์จากเนื้อหาของพระสูตรเล่มนี้ จะพบว่ามีลักษณะเป็นบทประพันธ์อธิบายธรรมของพระพุทธเจ้า ยกเอาธรรมขึ้นมาแล้วอธิบาย พร้อมทั้งอ้างอิงคำสอนของพระพุทธเจ้า แสดงให้เห็นร่องรอยว่าพระไตรปิฎกส่วนนี้ น่าจะถูกเขียนเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง


และแห่งที่ 5 ใน เมตตคูมาณวกปัญหานิทเทส พระสุตตันตปิฎก เล่ม 22 ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (พระไตรปิฎกเล่มที่ 30) ความว่า [173] คำว่า มเหสี ในอุเทศว่า มเหสี ธมฺมมุตฺตมํ ดังนี้ ความว่า ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่ากระไร? … ชื่อว่า มเหสี เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสวงหา เสาะหา ค้นหา แล้วซึ่งความทำลายกองมืดใหญ่ ซึ่งความทำลายวิปลาสใหญ่ … ซึ่งความยกขึ้นซึ่งธรรมเป็นดังว่าธงใหญ่ ซึ่งสติปัฏฐานใหญ่ ซึ่งสัมมัปปธานใหญ่ ซึ่งอิทธิบาทใหญ่ ซึ่งอินทรีย์ใหญ่ ซึ่ง พละใหญ่ ซึ่งโพชฌงค์ใหญ่ ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ใหญ่ ซึ่งอมตนิพพานเป็นปรมัตถ์ใหญ่.


หมายเหตุ อันเป็นคำอธิบายธรรมที่พระศาสดาทรงตอบคำถามของพราหมณ์เมตตคูศิษย์พรหามณ์พาวรี (ท่านพระเมตตคูเป็นศิษย์น้องท่านพระอชิตะ ซึ่งผมเคยเขียนกระทู้ไว้แล้ว) (พระสูตรเล่มนี้น่าจะเขียนขึ้นภายหลังเช่นกัน เพราะพระสูตรที่เป็นเนื้อธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงต่อพระเมตตคู มีอยู่สมบุรณ์แล้วในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25)


คราวนี้มาถึงคำว่าปรมัตถ์ในพระอภิธรรมปิฎกกันบ้าง ในบรรดาพระอภิธรรมปิฎกทั้ง 12 เล่ม ซึ่งมีเนื้อหามากพอๆ กับพระวินัยและพระสูตรรวมกัน มีคำว่าปรมัตถ์อยู่ 411 แห่ง เฉพาะในตอนต้นของพระอภิธรรมปิฎกเล่ม 4 คัมภีร์กถาวัตถุปกรณ์ (แต่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช) มหาวรรค ปุคคลกถา อันเป็นคำถามคำตอบเพื่อแก้ความเห็นผิด ของผู้ที่กล่าวว่า ตนหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ เพราะอันที่จริงไม่มีบุคคลที่จะให้หยั่งเห็นตั้งแต่แรกแล้ว เรื่องปรมัตถ์ในพระอภิธรรมปิฎกมีอยู่เพียงเท่านี้เอง


(มีคำอธิบายในพระอภิธรรมส่วนนี้ คำว่าสัจฉิกัตถะหมายถึงสภาวะที่จริงแท้ ปรมัตถะหมายถึงอรรถอันยิ่ง อันอุดม อันไม่ต้องยึดถือด้วยอาการมีการฟังตามกันมาเป็นต้น ทั้งนี้หมายถึงสภาวธรรมที่จำแนกเป็น ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ รวม ๕๗ อย่าง ซึ่งจะเห็นว่าในที่นี้ไม่รวมถึงนิพพานที่พระสูตรเรียกว่าปรมัตถ์ใหญ่)


ความเห็นที่ 18 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 21 สิงหาคม 2543 11:57:08

ผมฝากเป็นข้อสังเกตไว้ว่า ในชั้นเดิมคำว่าปรมัตถ์ไม่ได้รับความสนใจเท่าไรหรอกครับ เพิ่งมาปรากฏว่าเป็นสิ่งสำคัญมากในมุมมองของนักการศึกษา ก็เมื่อไปปรากฏอยู่ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ซึ่งท่านพระอนุรุทธาจารย์ท่านแต่งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.900 เศษ


ผมมีข้อคิดเห็น (ขอย้ำว่าข้อคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงนะครับ) ว่า ที่พระศาสดาไม่ทรงกล่าวถึงปรมัตถ์นั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ส่วนที่พระรุ่นหลังท่านกล่าวว่า การเจริญวิปัสสนาต้องรู้ปรมัตถ์ ก็น่าฟังเช่นกัน ด้วยเหตุผลดังนี้คือ


พระพุทธเจ้าท่านมักจะแสดงธรรมต้นทางของการปฏิบัติ คือทรงสอนเพื่อให้นำไปปฏิบัติ (ไม่ใช่เพื่อประเทืองปัญญาพาคิดปรุงแต่ง) อันได้แก่การให้ทาน การรักษาศีล การภาวนา (สมถะและวิปัสสนา) ไปตามลำดับ เช่นการเจริญสติปัฏฐานนั้น ท่านเน้นย้ำให้พวกเราเจริญสติสัมปชัญญะกัน เพราะถ้าเจริญถูกต้องเพียงพอ ก็จะเข้าใจธรรมในลำดับต่อไปได้ เช่นสามารถจำแนกปรมัตถ์และบัญญัติได้ มีปัญญาแทงตลอดอริยสัจจ์ 4 จนบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เราจะไม่ค่อยพบคำสอนที่มีหลักฐานตรงว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับปรมัตถ์และมรรคผลนิพพาน แม้แสดงก็แสดงอย่างผิวเผินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่นทรงกล่าวว่า มรรคชั้นนั้นละสังโยชน์นั้นๆ ท่านไม่ได้อธิบายว่า สภาวะของมรรคเป็นอย่างไร มีวิถีจิตอย่างไรที่จะเกิดมรรคผล และพระนิพพานไม่มีธาตุ 4 ไม่มีอรูป 4 ไม่มีพระอาทิตย์พระจันทร์ เป็นต้น


ทั้งนี้เพราะ ถ้าเริ่มต้นถูกก็ไปสู่ปลายทางที่ถูกได้ แต่ถ้ายิ่งไปครุ่นคิด หมกมุ่น พยายามทำให้แจ้งปลายทางด้วยความจำและความคิด ก็ยิ่งขัดขวางการปฏิบัติมากขึ้นเท่านั้น


*************************************************************


ยังมีธรรมอีกมากมาย ที่พระพุทธเจ้าและพระมหาสาวก จนถึงพระสาวกในชั้นการสังคายนาครั้งที่ 3 ท่านไม่ได้สอนไว้ แต่คนรุ่นหลังกลับมาเน้นย้ำให้ความสำคัญกันมากเหลือเกิน เช่นเรื่องวิถีจิต โสฬสญาณ กรรมฐาน 40 หทยวัตถุ และเรื่องสิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการอธิบายความหมายของคำสอนบางเรื่องกว้างขวางออกไป เช่นเรื่อง ธาตุ 4 เป็นต้น


การไปศึกษาธรรมที่แต่งเติมขึ้นในยุคหลัง นอกจากเป็นการข้ามขั้นตอนแล้ว บางทีอาจจะไปกระทบถึงคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าและพระไตรปิฎกเสียด้วย เช่นถ้ายึดมั่นอย่างรุนแรงในเรื่องรูปปรมัตถ์ (ในพระไตรปิฎกไม่มีคำว่ารูปปรมัตถ์แม้แต่แห่งเดียว) ก็ง่ายที่จะปฏิเสธมหาสติปัฏฐานสูตรบางบรรพ เช่นปฏิเสธอิริยาปถบรรพที่ทรงแสดงการเจริญสติ ด้วยการระลึกรู้อิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน เพราะหากพิจารณาเชิงปรมัตถ์แล้ว บางสำนักชี้ว่า ยืน เดิน นั่ง นอนไม่ใช่ปรมัตถ์ ปฏิเสธปฏิกูลมนสิการบรรพที่พิจารณากายเป็นอวัยวะต่างๆ เพราะเห็นว่าอวัยวะแต่ละชิ้นไม่ใช่รูปปรมัตถ์ ปฏิเสธนวสีวถิกาบรรพคือการพิจารณาศพ 9 อย่าง นับแต่ตายใหม่ๆจนเน่าสลายไป เพราะเห็นว่าศพไม่ใช่รูปปรมัตถเป็นต้น


หรือถ้ายึดเรื่องกรรมฐาน 40 อันปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ก็จะสรุปว่ากายคตาสติเป็นเพียงการทำสมถะกรรมฐานเท่านั้น ทั้งที่พระศาสดาทรงแสดงกายคตาสติสูตร อันมีเนื้อหาสอดคล้องกับกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วทรงสรุปว่าเป็นทางแห่งมรรคผลนิพพาน ทั้งยังมีพยานของนักปฏิบัติคือท่านพระอานนท์ ที่ท่านทำคืนสุดท้ายก่อนวันสังคายนาให้ล่วงไปด้วยกายคตาสติ จนบรรลุพระอรหันต์ในเวลาใกล้รุ่ง (อ่านเพิ่มเติมได้จากกระทู้ ธรรมที่ยังพระอานนท์ให้บรรลุพระอรหันต์)


หรืออย่างเรื่องโสฬสญาณก็ไม่มีในพระไตรปิฎก และบางส่วนมีเนื้อหาขัดแย้งกับญาณชื่อเดียวกันที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเสียด้วยซ้ำไป จำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องนี้เอาไว้ในลานธรรมครั้งหนึ่งแล้ว จึงไม่ขอกล่าวซ้ำอีกให้เสียเวลาอ่านของหมู่เพื่อน


หรือเรื่องหทยวัตถุที่หมายถึงเนื้อหัวใจและน้ำเลี้ยงหัวใจสีต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้นภายหลัง และเริ่มขัดแย้งกับวิทยาการสมัยใหม่ที่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ โดยผู้ผ่าตัดแล้ว ก็ยังรู้อารมณ์ที่เป็นนามธรรมได้ดังเดิม เรื่องนี้จะทำให้ผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างไม่รอบคอบ ไม่เชื่อถือในพระญาณของพระพุทธเจ้าเพราะคิดว่าพระองค์สอนไว้ผิด ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องแต่งเติมขึ้นในภายหลังเท่านั้น


ในชั้นนี้ ผมขอสรุปความเห็นส่วนตัวว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ รวมทั้งธรรมในชั้นพระไตรปิฎกเพียงพอ และเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับนำไปปฏิบัติ ส่วนธรรมชั้นหลังที่พระเถระท่านแต่งเติมขยายความขึ้นนั้น ก็กระทำด้วยเจตนาดีและน่าสนใจเหมือนกัน แต่ควรศึกษาด้วยความระมัดระวัง อย่างน้อยก็ควรทราบว่าเป็นธรรมชั้นหลัง และหากมีส่วนใดจะไม่สอดคล้องกับธรรมชั้นเดิม ก็ควรยึดธรรมชั้นเดิมเป็นหลักไว้ อันนี้เป็นเรื่องความนิยมส่วนตัวนะครับ ท่านใดจะเห็นเป็นอย่างอื่นก็ได้ไม่ว่ากัน เพราะโดยส่วนตัวที่ยอมสิโรราบต่อธรรมชั้นเดิม ก็เพราะเห็นว่าลงกันได้พอเหมาะพอดี ทั้งภาคปริยัติกับการปฏิบัติ ไม่มีสิ่งใดจะคัดค้านหรือขัดแย้งต่อคำสอนชั้นเดิมได้เลย


อีกสิ่งหนึ่งที่ขอฝากเพื่อนพ้องไว้ก็คือ การอ้างอิงธรรมะจากตำราในโอกาสต่อไปนั้น ขอให้เราสวมจิตใจของนักวิชาการกันให้มาก คือระบุที่มาหรือแหล่งอ้างอิงกันให้ชัดเจน ว่ามาจากพระไตรปิฎกหรือที่อื่น เพราะการศึกษาพระพุทธศาสนาในยุค IT จะไปตีขลุมเอาคำสอนชั้นหลังมาเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะถ้าเกิดผิดความจริงที่วิทยาการยุคนี้พิสูจน์ได้เมื่อไร จะได้ไม่เกิดความเสียหายไปถึงพระพุทธเจ้าว่าท่านสอนผิดเอาไว้

คงจบเรื่องปรมัตถ์ที่อยากจะคุยกันเพียงเท่านี้ครับ


ความเห็นที่ 28 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 28 สิงหาคม 2543 09:58:31

หลานพีทีคุงส่งความมาบอกผมว่า ในพระไตรปิฎกนั้นยังมีคำว่าปรมัตถ์อีกหลายคำ จากเดิมที่ผม seach พบคำว่าปรมัตถ์ 416 แห่ง หาก seach ด้วยคำว่า ปรมัตถ ไม่มีการันต์ จะมีคำว่า ปรมัตถ์ และปรมัตถ รวม 467 คำ เพิ่มจากที่พบเดิม 51 คำ ผมต้องขอบคุณพีทีคุงเป็นอย่างมากครับที่ช่วยตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง


บรรดาคำที่พีทีคุงสำรวจพบเพิ่มขึ้นนั้นล้วนเป็นคำสมาส คำเต็มๆจะได้แก่คำว่า ปรมัตถสัจจะ ปรมัตถประโยชน์ ปรมัตถธรรม และปรมัตถบารมี


คำว่าปรมัตถสัจจะเป็นพระวาจาของพระพุทธเจ้าเอง ที่ทรงกล่าวกับภารทวาชะในจังกีสูตรที่ 5 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 5 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก มีข้อสังเกตว่าปรมัตถสัจจะในที่นี้ น่าจะได้แก่ความจริงแท้สูงสุด เพราะธรรมอันนี้เป็นคำที่พระศาสดาทรงกล่าวกับนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งถามถึงสัจจะสูงสุด โดยไม่ได้ถามถึงแนวทางปฏิบัติวิปัสสนาแต่อย่างใด


สำหรับคำว่าปรมัตถประโยชน์ ปรากฏในพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 17 22 และ 23 ความหมายก็คือประโยชน์อันยิ่งหรือประโยชน์สูงสุด


คำว่าปรมัตถธรรม เป็นคำกล่าวของอสิตฤาษี ปรากฏในพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 17 ฤาษีท่านนี้ เป็นผู้พยากรณ์ลักษณะของพระสิทธัตถกุมาร แล้วกลับมาบอกหลานชาย(จำได้ว่าคือท่านพระอัญญาโกณทัญญะในเวลาต่อมา) ว่า พระกุมารจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะทรงแสดงปรมัตถธรรมคือธรรมอันสูงสุด ทั้งนี้ฤาษีไม่น่าจะทราบถึงเรื่องรูปปรมัตถ์ ฯลฯ เพราะถ้าทราบ คงเจริญวิปัสสนาไปได้เองแล้ว ไม่ต้องร้องไห้เสียใจว่าจะไม่มีอายุอยู่จนได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า

คำว่าปรมัตถบารมีปรากฏในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 25 หมายถึงบารมีขั้นสูงสุดของพระโพธิสัตว์ มี 10 ประการ (บารมีเริ่มจาก บารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี อย่างละ 10 ประการ)


จึงฝากเป็นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความครบถ้วนสมบูรณ์ครับ แต่ผมก็เห็นว่าความหมายของคำว่าปรมัตถ์เหล่านี้ น่าจะแตกต่างจากความหมายในชั้นหลังมากทีเดียว

<Previous   Next>