|
ถ้าถามความเห็นของผมว่าการปฏิบัติจะต้องเรียงลำดับ กาย.. ธรรม หรือไม่ ก็ขอเรียนตามประสบการณ์ว่าไม่จำเป็นครับ ผมเองก็เริ่มด้วยจิตตานุปัสสนา ต่อด้วยธัมมานุปัสสนา และเมื่อปฏิบัติไปช่วงหนึ่ง ก็เกิดสงสัยว่าจะต้องย้อนไปเจริญกายานุปัสสนาอีกไหม เมื่อเรียนถามหลวงปู่ดูลย์ ท่านก็ตอบว่าไม่จำเป็น
ดังนั้นถ้าคุณ Lee ถนัดเรื่องจิตตานุปัสสนา หรือธัมมานุปัสสนา ก็ทำได้เลยครับ เพียงแต่ต้องปรับสภาพจิตให้พร้อมจะเจริญสติปัฏฐานจริงๆเสียก่อนนะครับ คือจิตจะต้องมีความรู้ตัว รู้อารมณ์ เป็นกลาง อ่อนโยน ตั้งมั่น และไม่ถูกกิเลสครอบงำ สามารถทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์อารมณ์ที่กำลังปรากฏ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงอารมณ์ได้
[9 พ.ค. 2542]
ตรงจุดที่เห็นกิเลสนั้น จิตมันมีอยู่ 2 ลักษณะครับ อันหนึ่งจิตจะไม่ชอบกิเลส แล้วออกแรงกดกิเลสนั้นจนหดตัวลงไป อีกอันหนึ่งจิตวางตัวเป็นกลางจริงๆ เพียงสักว่ารู้กิเลสนั้น แล้วกิเลสนั้นจะดับไปเลยก็ได้ถ้าเป็นกิเลสละเอียด แต่ถ้าเป็นกิเลสหยาบมีกำลังมากๆ มันอาจจะยังทรงตัวอยู่อีกครู่หนึ่งจึงดับก็ได้ครับ และการดับของมันนั้น ดับเพราะเหตุมันหมดไป เช่นเวลาโกรธมากๆ แม้จะรู้ว่ากำลังโกรธ ความโกรธก็อาจจะยังอยู่ ไม่ดับทันที เพราะเหตุคือความจำและความปรุงแต่งเรื่องที่ทำให้โกรธยังดับไม่สนิท หรืออย่างหนุ่มสาวนั้น เมื่อจิตมีกามราคะแรงๆจะดูแล้วขาดไปทีเดียวนั้นยาก เพราะกามสัญญายังทำงานอยู่
สำหรับเรื่องวิชชาธรรมกายนั้นจำแนกได้เป็น 2 ส่วน คือวิชชาเบื้องต้นกับวิชชาชั้นสูง วิชชาเบื้องต้นก็คือวิชากสิณตามที่คุณ Lee กล่าวนั่นเอง (ตัวที่เป็นปัญหาหนักคือวิชชาชั้นสูงครับ) ถ้าผู้ฝึกวิชชาธรรมกายเบื้องต้นจะฝึกโดยประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ วิชชาธรรมกายก็สามารถเป็นฐานของการเจริญสติปัฏฐานต่อไปได้ ผมจึงค่อนข้างเห็นด้วยกับท่านเจ้าคุณพรหมโมลีที่อยากให้ผู้ฝึกวิชชาธรรมกาย ศึกษาธรรมเพิ่มเติมให้ถูกต้องเสียก่อน ถ้าเริ่มด้วยมิจฉาทิฏฐิ พอเกิดความสงบระดับต้น จิตจะปรุงแต่งอะไรๆไปตามอำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน คือปรุงไปด้วยอำนาจของราคะ และโมหะ รวมทั้งอัตตวาทุปาทาน แล้วหลงปรุงความคิดไปตามวิชชาธรรมกายชั้นสูง อันเป็นการคัดค้านพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า
อนึ่งจากวิธีทำวิชชาธรรมกายที่ผมเห็นมานั้น ผู้ปฏิบัติจะเอาจิตไปกำหนดไว้ที่ "ศูนย์กลางกาย" เป็นการฝึกให้มีสติได้เหมือนกัน แต่จะไม่เกิดความรู้ตัวจริงๆ เพราะขณะนั้นจิตเอาแต่มองออกไปยังนิมิตที่สร้างขึ้น ไม่มองย้อนเข้ามาระลึกรู้ ตัวจิตผู้รู้เอง สมถะเช่นนี้ถ้าติดแล้วจะให้พลิกกลับมาเป็นสัมมาสมาธิ ก็เป็นเรื่องค่อนข้างยากครับ นอกจากผู้ปฏิบัติจะเกิดเฉลียวใจขึ้นได้ว่า ตนเองกำลัง"เผลอ"ดูจุดที่"ศูนย์กลางกาย" ถ้าเห็นได้ว่า "ศูนย์กลางกาย" หรือนิมิตต่างๆนั้น เป็นเพียงสิ่งที่ถูกรู้ จิตที่ไปรู้สิ่งต่างๆนั้นมีอยู่ต่างหาก และเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอยู่ในตัวจิตเอง ถ้าอย่างนี้ก็จะพลิกวิชชาธรรมกายกลับมาเป็นสัมมาสมาธิได้ครับ คือจะมีจิตที่ระลึกรู้อารมณ์อย่างเป็นวิหารธรรม คือเครื่องรู้ ไม่ใช่เครื่องจองจำจิตให้สงบ มีความเพียรโดยไม่ถูกราคะโมหะตัณหาอุปาทานครอบงำในขณะปฏิบัติธรรม มีความรู้ตัว รู้จิตรู้ใจตนเอง ไม่เผลอหลงไปในอารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า มีสติระลึกรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ และมีความเป็นกลางต่ออารมณ์ ปราศจากความยินดี หรือยินร้ายต่ออารมณ์นั้น
ที่ผมกล่าวมานี้สรุปแล้วก็คือ 1. อยากให้เพื่อนที่ฝึกวิชชาธรรมกายเพิ่มความเห็นชอบขึ้นมาเสียก่อน ว่าเราฝึกเพื่อรู้ทุกข์ เพื่อละเหตุแห่งทุกข์ เพื่อความมีสติสัมปชัญญะ เพื่อรู้สภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ใช่ฝึกเพื่อจะเอาอัตตาของเราไปรวมเข้ากับ "นิพพาน" อันเป็นบรมอัตตา หรือปรมาตมัน เพราะนั่นเป็นทางของภพชาติที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้เลยตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และ 2. อยากให้พลิกมิจฉาสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ อันเป็นสมาธิเพื่อความมีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่เพื่อรู้เพื่อเห็น หรือทั้งรู้ทั้งเห็น
ชีวิตของเราไม่ยืนยาวนัก โอกาสที่จะได้พบพระพุทธศาสนาก็ไม่ง่ายนัก อย่าเสียเวลาเปล่าอยู่ต่อไปเลยครับ มาศึกษาปริยัติธรรมที่ถูกต้อง แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง ดีกว่าจะดื้อต่อไป เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับตนเองเลยครับ
[10 พ.ค. 2542] |