|
|
|
ตอนที่ผมหลงผิดนั้น ก็คิคว่าพระไตรปิฎกเขียนเรื่องแปลกๆ เอาไว้เพื่อให้คนเลื่อมใส และเพื่อหลอกคนสมัยนั้นให้กลัว สังคมจะได้เรียบร้อย คือมองว่า ศาสนาเป็นเพียงเครื่องมือทางสังคมเท่านั้น
จนเมื่อปฏิบัติแน่แก่ใจแล้ว ประกอบกับได้อยู่ในแวดวงท่านผู้ปฏิบัติจำนวนมาก จึงทราบว่าพระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระสูตรนั้น เป็นความจริงล้วนๆ พระพุทธศาสนามีคุณค่าในตัวเอง คือเป็นศาสตร์แห่งความพ้นทุกข์ ไม่จำเป็นต้องเอานิทานนิยายมาหลอกให้คนศรัทธา
อย่างเรื่องอภิญญานั้น ผมเคยพบเห็นบ่อยๆ บางเรื่องแทบไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว ผู้รู้เห็นก็ยังมีอยู่พร้อมมูล เรื่องภพชาติต่างๆที่ซับซ้อนจนสุดประมาณ ทุกสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ในพระสูตรนั้นเป็นไปได้ทั้งสิ้น แต่เนื่องจากผู้ทรงอภิญญาที่เป็นพระ ท่านติดที่พระวินัย แล้วท่านก็ไม่มีกิเลสจะพาโอ้อวด เราไม่รู้ ไม่เห็น ก็คิดว่าไม่มี หรือนักเผยแพร่ศาสนาบางท่านเห็นว่าเลี่ยงที่จะพูดเสียดีกว่า เพราะกลัวว่าคนรุ่นใหม่จะยอมรับไม่ได้ คนรุ่นใหม่เลยแน่ใจหนักเข้าไปอีกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี และเมื่อไปปรากฏในพระไตรปิฎก ก็เลยคิดต่อไปว่าพระไตรปิฎกมีสิ่งที่คลาดเคลื่อน
สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายครับ เพราะเถรวาทเราถือพระไตรปิฎกเป็นของสำคัญ ผมเองไม่ติดด้วยพระวินัยและเห็นว่าปัญญาชนไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริงไม่ได้ ถ้าความจริงเป็นอย่างไรก็ควรบอกกันอย่างนั้น ถ้าไม่เชื่อก็ต้องชวนพิสูจน์ดู เริ่มจากการเจริญสติปัฏฐานเอาเลย ถ้าเข้าใจธรรมแล้วและมีของเก่าอบรมมา ก็อาจจะมีอภิญญาขึ้นมาเอง พอจะเป็นพยานในเรื่องนี้ได้มากขึ้นๆ
ถ้าไม่มีใครกล้าพูดเสียเลย เอาแต่กลัวว่าปัญญาชนจะไม่ยอมรับ ก็คือยอมให้ตัดพระไตรปิฎกทิ้งไปบางส่วนนั่นเอง
ระหว่างการเลือกรักษาพระไตรปิฎก กับเลือกเอาใจปัญญาชนจนยอมบิดเบือนพระไตรปิฎก ผมเลือกที่จะยืนยันความจริงตามพระไตรปิฎกครับ และต้องรีบยืนยันตั้งแต่ตนเองยังไม่ถูกถูกมัดด้วยพระวินัย เพราะไม่ยืนยันตอนนี้ต่อไปก็ต้องยอมเฉยเพื่อรักษาพระวินัยเอาไว้
(16 มิถุนายน 2542) |