|
ที่จริงการที่ผู้ศึกษาพระอภิธรรม จะช่วยตรวจสอบผู้ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากครับ ขอบคุณมากทีเดียว เผื่อมีอะไรผิดพลาดจะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ทัน ไม่เพี้ยนไปจนถึงขั้นกล่าวตู่พระธรรมวินัย ทำลายพระศาสนา ผมเองก็ชอบไปคุยกับอาจารย์สอนพระอภิธรรมเหมือนกัน เมื่อวันเสาร์ก่อน คุณนิดนึงก็เพิ่งพาไปคารวะญาติท่านหนึ่ง คือท่านอาจารย์อำนวย พัฒนศิริ ศิษย์ท่านอาจารย์แนบ
แต่การจะให้ผู้ปฏิบัติ เทียบผลการปฏิบัติเข้ากับศัพท์ทางพระอภิธรรมนั้น น่าจะเหลือวิสัยที่จะทำได้ครับ เหมือนจะให้ชาวนาชาวสวนอธิบายการปลูกพืชผลให้งามด้วยภาษาของนักวิชาการเกษตร สิ่งที่ชาวนาชาวสวนอย่างผมจะเล่าได้ ก็คือเล่าว่าเราทำอะไรกันอยู่ แล้วนักวิชาการเกษตรอย่างคุณชาวพุทธ จึงเป็นผู้เทียบเข้ากับพระอภิธรรม อย่างนี้จึงจะเป็นไปได้ครับ
ในหลักการปฏิบัตินั้นมีหลักการง่ายๆ อย่างเดียวคือ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง มีเท่านี้แหละครับ
แต่การจะรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงนั้น ต้องมีการเตรียมความพร้อมของจิตใจก่อน เหมือนการเตรียมดินเพื่อปลูกพืช นั่นคือทำอย่างไร จิตจึงจะมีความสงบ ตั้งมั่น เป็นหนึ่ง และไม่ถูกครอบงำด้วยนิวรณ์ 5 ซึ่งจะทำให้จิตเกิด bias ต่ออารมณ์ที่ไปรู้เข้า วิธีการตรงนี้ผู้ปฏิบัติจะเรียกว่าการทำสมถกรรมฐาน ซึ่งมีหลายสิบวิธี แต่มีหลักการอันเดียวคือ การฝึกระลึกรู้อารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่อง
เมื่อจิตสงบ คือคุ้นชินอารมณ์อันเดียวโดยต่อเนื่องแบบไม่ต้องเคี่ยวเข็นบังคับแล้ว จึงน้อมมาเจริญสติปัฏฐานอีกทีหนึ่ง เช่นการระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก ในลักษณะที่จิตเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ การรู้อิริยาบถ การรู้ความสุขทุกข์ที่กำลังปรากฏ การรู้จิตสังขารที่กำลังปรากฏ และการรู้กลไกการทำงานของจิต ที่แสดงอริยสัจจ์ให้เห็นต่อหน้าต่อตา (เวลานักปฏิบัติรู้อารมณ์ต่างๆ นั้น จะไม่จำแนกวิเสสลักษณะของสภาวธรรมแต่ละตัวตามตำราหรอกครับ แต่จะเห็นว่า สภาพธรรมอะไรกำลังปรากฏ เช่นความโกรธปรากฏ ก็รู้ว่า ความโกรธนั้นทำให้จิตมีอาการอย่างนี้ มันแสดงบทบาทอย่างนี้ มันเกิดมาเพราะเหตุนี้ มันดับไปเพราะเหตุนี้ ซึ่งมันก็คือวิเสสลักษณะนั่นเอง แต่เรียกชื่อไม่ถูก และไม่ใช่ความรู้ที่เกิดจากการคิด แต่ต้องรู้เห็นสภาวะจริงๆ ที่กำลังปรากฏ) ทั้งนี้ โดยจิตทำตัวเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่หลงยินดียินร้ายตามอารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า
หลักปฏิบัติจริงๆ ก็มีอยู่เท่านี้แหละครับ ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย ส่วนอาการของจิตแปลกๆ ที่เอามาคุยกัน เช่นเรื่องอภิญญา นิมิต วิปัสสนูปกิเลส และอาการอื่นๆ ก็เหมือนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของชาวไร่ชาวนา ว่าเวลาเจอเพลี้ยกระโดด ลุงสันตินันท์ทำอย่างไร เวลาเจอหอยเชอรรี่ น้านิดนึงจัดการยังไง มันเป็นรายละเอียดปลีกย่อยในระหว่างการปฏิบัติครับ
ส่วนที่พูดกันเรื่องดูจิต ๆ นั้น จริงๆ ไม่ใช่ดูจิตตามพระอภิธรรม เพราะจิตตามพระอภิธรรมมันไม่มีอะไรจะให้ดู เพราะมันเป็นผู้ดู แล้วมันก็เกิดดับเร็วแสนโกฏิขณะในชั่วลัดนิ้วมือเดียว ซึ่งไม่มีใครดูได้ทัน ได้แต่จำๆ เอา คิดๆ เอาเท่านั้น แต่การดูจิต หมายถึงการให้เฝ้ารู้จิตใจของตนเอง ซึ่งคาบเกี่ยวระหว่างเวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ไปจนถึงธัมมานุปัสสนาครับ ผู้ปฏิบัติเรียกชื่อไม่ถูกหรอกครับ แต่เขารู้ได้ว่า ขณะนี้ เขารู้สึกว่าจิตใจของเขาเป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกลางๆ เขารู้ว่ากำลังโกรธ กำลังรัก หรือรู้ว่าเมื่อกี๊นี้หลงไป เขารู้ว่ามีอาการภายในบางอย่าง ที่มีแรงดันขึ้นมา พาให้ความรับรู้ทะยานออกไปยึดไปเกาะอารมณ์ หลงเพลินไปกับอารมณ์ แล้วเกิดมานะอัตตารุนแรงขึ้นมา เกืดทุกข์ขึ้นมา จนถึงจุดหนึ่ง จิตก็เริ่มฉลาดขึ้น คือมันเห็นว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่คงที่ ทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ และมันรู้ว่า เกิดความอยากทีไร ก็เกิดทุกข์ทีนั้น จิตก็ค่อยปล่อยค่อยวางความยึดในขันธ์ 5 ไปตามลำดับ
ชาวนาเล่าวิธีทำนาแล้วครับ หากนักวิชาการเกษตรมีข้อแนะนำความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่การทำนาจริงๆ ก็ขอปวารณา ขอรับคำแนะนำด้วยครับ
[24 เม.ย. 2542]
คุณนิดนึงยังไม่มาตอบ งั้นผมขอตอบแทนไปก่อนก็แล้วกันครับ คุณชาวพุทธเขียนว่า
๑.การเจริญสติปัฎฐาน คือการระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฎ ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ขณะเดี๋ยวนั้น ไม่ใช่หรือครับ
- ขอเรียนว่าใช่ครับ การเจริญสติปัฏฐาน ไม่มีอะไรนอกจากการระลึกรู้รูปและนามที่กำลังปรากฏ แต่การระลึกรู้นั้นต้องใช้จิตที่เป็นเอกัคคตาไประลึกรู้
ผมคิดว่าไม่ใช่เป็นการดูจิต หรือช่วยอธิบายลักษณะของการดูจิตเพิ่มเต็มหน่อยนะครับ
- ประเด็นนี้ขอแขวนไว้ก่อนครับ เพราะถ้ากล่าวถึงข้อ 2 แล้ว ข้อนี้ก็จะไม่ต้องกล่าวถึง
๒. จิตและเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกัน รับรู้อารมณ์เดียวกัน และก็ดับพร้อมกัน ถ้าไม่มีจิต เจตสิกก็เกิดขึ้นไม่ได้ จะแยกจิต กับเจตสิกได้อย่างไรครับ ช่วยให้ความกระจ่างหน่อยครับ
- อันนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องการสื่อภาษาครับ จิตกับเจตสิกเกิดดับพร้อมกัน ถูกต้องแล้วครับ แต่จิตที่เราใช้ระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏนั้น ไม่ใช่จิตละเอียดยิบๆเป็นแสนโกฏิขณะในลัดนิ้วมือเดียว (จิตชนิดนั้นไม่มีใครเห็นหรอกครับ เว้นแต่พระพุทธเจ้ากระมัง) แต่เป็นกลุ่มของจิตที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็ไประลึกรู้กลุ่มของเจตสิกธรรมในช่วงเวลาหนึ่งเช่นกัน เช่นระลึกรู้ตั้งแต่มีผัสสะทางตา รู้ความไหวตัวขึ้นรับรู้อารมณ์ทางตา ไล่ไปตามลำดับจนเห็นสัญญาและสังขารทำงานขึ้นมาเป็นความโกรธ/ความรัก ฯลฯ เรื่อยไปจนกระทั่งความโกรธดับไป เป็นต้น
ตรงจุดที่ว่าแยกจิตกับเจตสิกนั้น ไม่ใช่ไปแยกอะไรหรอกครับ คือพอมีเจตสิกธรรมปรากฏขึ้น เช่นมีความรู้สึกสุขเกิดขึ้น จิตของผู้ไม่ได้ปฏิบัติจะกระโจนเข้ายึดถือและเสวยเวทนานั้น เสพย์เวทนานั้นด้วยอำนาจของราคะ ส่วนผู้ปฏิบัติจะรู้เวทนานั้นด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่กระโจนเข้าไปยึดถือความสุขนั้น หรือถ้าจิตปรุงแต่งราคะขึ้นมา ก็รู้เท่าทันราคะนั้นอีก ราคะไม่สามารถยั่วยุครอบงำจิตได้ มีแต่แสดงสภาพเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป โดยไม่เกี่ยวข้องมีอิทธิพลเหนือจิต ที่ว่าดูจิต และดูแล้วแยกจิตกับเจตสิกนั้น เป็นอาการอย่างที่เรียนมานี้ครับ
สรุปแล้วดูจิตก็คือการระลึกรู้เจตสิกธรรมตัวที่เด่นๆที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอกุศลธรรมนั้นจิตจะเอาใจใส่เป็นพิเศษเพราะรู้ว่าเป็นข้าศึก จากนั้นก็รู้ปฏิกิริยาของจิตที่มีต่อสิ่งที่มันไปรู้เข้า หากจิตยึดถือหรือถูกครอบงำก็รู้ หากจิตไม่เข้าไปยึดถือ ไม่ถูกครอบงำก็รู้ จิตถูกครอบงำแล้ว มีผลอย่างไรก็รู้ จิตไม่ถูกครอบงำเป็นกลางเป็นตัวของตัวเอง มีผลอย่างไรก็รู้อีก
นี่เล่าแบบชาวนาเล่าเรื่องการทำนานะครับ หากนักวิชาการเกษตรจะแนะนำให้ปรับปรุงอย่างไร ก็ยินดีน้อมรับฟังด้วยความเคารพในธรรมครับ
[24 เม.ย. 2542]
คำถามแรกคุณชาวพุทธถามว่า "ที่ว่านักปฎิบัตินี้คืออย่างไรครับ มีข้อปฎิบัติอย่างไรบ้างครับ"
- ขอเรียนว่าจะต้องปฏิบัติมั่นคงในหลักไตรสิกขาเป็นพื้นฐานครับ และจะต้องไม่ดำรงตนด้วยความประมาท คือความคลุกคลี กินมาก นอนมาก พยายามทำสัมมาสติให้เกิดขึ้นเนืองๆ
คำถามที่ 2 "การที่เราศึกษาและเข้าใจสภาพธรรมะต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันถือว่าเป็นการปฎิบัติหรือไม่ครับ โดยที่เราไม่ได้ไปจงใจที่จะทำ สภาพธรรมะเกิดขึ้นเมื่อใดเมื่อสติระรึกรู้ทางทวารใดทวารหนึ่ง ก็น้อมไประรึกรู้ตรงนั้นจะเป็นการเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ"
- ขอเรียนว่า เท่านั้นยังไม่พอครับ เพราะถ้าเพียงเท่านั้นก็เป็นการเจริญสติปัฏฐานแล้ว ก็คงมีผู้บรรลุมรรคผลเป็นจำนวนมาก ที่ผู้ปฏิบัติธรรมมีเป็นจำนวนมากและปฏิบัติอย่างที่กล่าวมานั้น แต่ผู้บรรลุมรรคผลกลับมีน้อย ก็เป็นเครื่องฟ้องอยู่แล้วว่ายังขาดองค์ประกอบสำคัญไปหลายอย่าง
ก่อนที่จะไประลึกรู้สภาพธรรมที่ปรากฏทางทวารต่างๆ นั้น จิตของผู้ปฏิบัติจะต้องมีความพร้อมเสียก่อน คือมีความเพียรแผดเผากิเลส ไม่ใช่ปฏิบัติไปด้วยจิตที่ถูกกระตุ้นด้วยราคะ หรือจิตยังถูกโมหะครอบงำ (ตัวนี้สำคัญมากครับ เพราะคนทั่วไปไม่เห็นโมหะ) ขอยืมศัพท์มาใช้สักคำนะครับ อาจจะใช้ผิดที่ก็ได้ คือจิตนั้นต้องประกอบด้วยอสัมโมหสัมปชัญญะ มิฉะนั้นปฏิบัติเท่าใด กิเลสก็เอาไปกินหมด จากนั้นก็มีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางทวารต่างๆ แต่ทางที่ดี แทนที่จะต้องระลึกรู้ทั้ง 6 ทวาร ก็รวบเข้ามารู้อยู่ที่มโนทวารอันเดียวก็พอ เหมือนที่สามเณรสอนพระโปฐิละ(เขียนผิดหรือเปล่าไม่ทราบครับ ตอนนี้ไม่มีตำรา) ที่ให้ปิดรูตะกวดเสีย 5 รู เปิดและเฝ้ารู้ไว้รูเดียว (คือทางใจ) ต่อมาเมื่อจิตรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏแล้ว ก็ต้องรู้ลึกลงไปกว่านั้นอีกว่า จิตนั้นมีความยินดียินร้ายขึ้นมาหรือไม่ เมื่อจิตสงบ เป็นกลาง ปราศจากความยินดียินร้ายแล้ว สภาพธรรมที่ปรากฏนั้น
หากอยู่ๆ เราเห็นผู้หญิงสวยเดินมา ก็กำหนดสติลงไปว่า ผู้หญิงเป็นรูป เห็นเป็นนาม เท่านั้นยังไม่พอครับ เพราะจริงๆ แล้วจากประสบการณ์ อย่างน้อยจิตในขณะนั้นจะประกอบด้วยโมหะโดยไม่รู้ตัว ทำอย่างไรจะแยกเจ้าโมหะตัวนี้ได้เสียก่อน ตรงนี้แหละครับปัญหาใหญ่จึงจะถูกรู้ตามความเป็นจริงครับ
ส่วนคำถามที่ 3 เรื่องเอกัคคตาเจตสิกกับปัญญาเจตสิกนั้น ผมอาจจะแยกชื่อมันไม่ถูก แต่จุดใหญ่ถ้าปฏิบัติตามข้อ 2 ได้ จิตจะตั้งมั่นรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่จดจ่อเข้าไปในอารมณ์ แต่ต้องไม่ทะยานเข้าไปในอารมณ์หรือสภาพธรรมที่ปรากฏด้วย
ผมเรียนตามตรงว่าผมรู้สภาพจิตของผู้อื่นได้ และเห็นว่าจิตของคนส่วนมากนั้นประกอบด้วยโมหะ เวลารู้อารมณ์ก็ถูกอำนาจโมหะชักจูงให้เคลื่อน ให้ทะยาน เข้าไปคลุกคลีอารมณ์นั้นเหมือนคนตกลงในน้ำ แทนที่จะนั่งบนฝั่งแล้วมองสายน้ำที่ไหลผ่านไป หรือจะกล่าวว่าแทนที่จะเป็นคนดูละครกลับหลงไปเล่นละครเองทุกที
ตรงนี้ถ้าพูดกัน ไม่สามารถพูดให้เข้าใจได้จริงหรอกครับ ถ้าต้องการศึกษาเรื่องนี้กันจริงๆ ขอเวลามาพบผมสัก 2 ชั่วโมง(ไม่เกินนั้น) ผมจะช่วยคลี่คลายสภาวะจิตของคุณชาวพุทธแต่ละตัวออกให้ดู แล้วคุณชาวพุทธจะทราบเองว่า ตัวไหนควรจะเรียกว่าอะไร เพราะผมรู้แต่สภาวะ ไม่รู้บัญญัติที่มาตรฐานจริงๆ ครับ
ขอแถมหน่อยครับว่า ผมเองสนใจไปศึกษากับผู้ปฏิบัติต่างๆมากมาย อย่างอาจารย์สายพระอภิธรรม ศิษย์ท่านอาจารย์แนบ ก็เคยพบหลายท่าน ทุกท่านจะกล่าวธรรมปฏิบัติด้วยคำพูดที่เหมือนกัน แต่การปฏิบัติภายในของท่านกลับแตกต่างกัน เช่นท่านอาจารย์ปรานีเป็นอย่างหนึ่ง ท่านอาจารย์อำนวย ท่านอาจารย์ที่วัดโกโรโกโส หรือแม้แต่คุณระนาดเอก ต่างก็ปฏิบัติจริงแตกต่างกันไปครับ อันนี้แหละที่สะท้อนปัญหาอันหนึ่งว่า ธรรมะกับคำพูดนั้น บางทีพูดคำเดียวกันแต่ความเข้าใจของจิตจริงๆ มันเหลื่อมกันได้ จึงเป็นเรื่องจนปัญญาจริงๆ ที่จะเล่าให้คุณชาวพุทธเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อได้ครับ เพราะที่คุณชาวพุทธเข้าใจด้วยการฟัง กับที่ผมพยายามบอก(อาจจะผิดก็ได้)ด้วยคำพูด มันอาจจะไม่ตรงกันเลยก็ได้ครับ ทางสายพระป่าเวลาเรียนธรรมะกัน จึงต้องเรียนกันตัวต่อตัว จะได้เอาจิตวัดจิตกันในขณะนั้นเลย
[25 เม.ย. 2542]
ผมฝากเพิ่มนิดเดียวแหละครับทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ว่า จุดสำคัญที่ปฏิบัติผิดกันมาก ไม่ว่าจะใช้วิธีปฏิบัติแบบไหน ทั้งกำหนดรูปนาม พิจารณากาย กำหนดอิริยาบถ กำหนดสัมปชัญญะ ฯลฯ ส่วนมากจะกระทำด้วยจิตที่ถูกโมหะครอบงำแทบทั้งนั้นครับ ยิ่งจะเอาแต่ขณิกสมาธิ ปฏิเสธอัปปนาสมาธิ ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนสัมมาสมาธิด้วยอัปปนาสมาธิ ก็ยิ่งยากจะสำรอกโมหะออกจากจิตได้ เว้นแต่ใช้ปัญญาอย่างละเอียด จำแนกจิตของตนจนรู้สภาวธรรมชัดเจนเท่านั้น (ไม่ใช่คิดๆ เอานะครับ) จึงจะพ้นการครอบงำของโมหะได้
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนมีประโยชน์ต่อการปฏิบัติทั้งนั้นครับ เวลาเราศึกษาเพื่อนำมาปฏิบัตินั้นจึงควรศึกษาให้รู้รอบเพียงพอ ถ้าพากันตัดทอนบางส่วนให้เข้ากับคำสอนของตำราและอาจารย์ ธรรมะจะขาดๆ วิ่นๆ แล้วเอาไปปฏิบัติยากครับ
[26 เม.ย. 2542]
ส่วนที่ว่าเริ่มทำวิปัสสนาไปเลยโดยไม่เคยฝึกสมาธิก่อนนั้น คงมองเฉพาะปัจจุบันชาติเป็นหลักน่ะครับ เพราะคนส่วนหนึ่งเคยอบรมสมาธิและฝึกวิปัสสนามาแล้วแต่ชาติก่อนๆ พอมาเริ่มเจริญวิปัสสนาก็มีขณิกสมาธิบ้าง มีอุปจารสมาธิบ้างเป็นเครื่องมือให้ บางคนทำฌานมามากในอดีต เจริญวิปัสสนาไปช่วงหนึ่ง จิตพลิกเข้าฌานไปเลยก็มี เหมือนอย่างคุณ glory เป็นต้น
ดังนั้นการกล่าวว่า มีการทำวิปัสสนาไปเลยโดย "ไม่เคยฝึกสมาธิ" มาก่อน จึงเป็นได้ และน่าจะด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมานั้น แต่ถ้ากล่าวว่าทำวิปัสสนาโดย "ไม่มีสมาธิ" อันนี้เป็นไปไม่ได้เลยครับ เพราะจิตที่ไม่มีสมาธิ แม้เพียงขณิกสมาธิ จะไม่มีกำลังพอจะรู้ความเกิดดับของรูปนามได้
อีกจุดหนึ่งที่คุณ ETERNITY กล่าวไว้ดีก็คือ เมื่อเจริญวิปัสสนาไปนั้น จิตก็เกิดสมาธิไปด้วย อันนี้จริงทีเดียวครับ เพราะผู้รู้ความเกิดดับของรูปนามอยู่นั้น จะเข้าใจกลไกการทำงานของจิตไปด้วย หากพอใจจะจับรู้เข้ากับอารมณ์อันใดอันหนึ่ง เมื่อใด ก็สามารถจับเข้าไปได้เลย แล้วจิตจะพลิกจากวิปัสสนามาเป็นสมถะได้โดยอัตโนมัติ อีกอย่างหนึ่ง แม้ไม่จงใจให้เกิดสมาธิ แต่หากสติไประลึกรู้ศัตรูของสมาธิคือนิวรณ์ธรรมต่างๆ ในจิต พอจิตสงบจากนิวรณ์ สมาธิก็มีขึ้นเป็นอัตโนมัติครับ
[28 เม.ย. 2542] |