header image
Home arrow มุมมอง arrow ทั่วไป arrow ความเห็นเกี่ยวกับอภิธรรม
ความเห็นเกี่ยวกับอภิธรรม
ความคิดเห็นที่ 21 : (สันตินันท์)
ถ้ามองจากหัวข้อกระทู้แล้ว
ผมเห็นด้วยว่าผู้ปฏิบัติจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้พระอภิธรรม
เพราะการเรียนอภิธรรมก็คือการเรียนรู้ความจริง หรือธรรมชาติของชีวิต
ก็แล้วมันเรื่องอะไรที่เราจะไม่เรียนรู้ความจริงของชีวิต
นั่นไม่ใช่สิ่งที่นักปฏิบัติพยายามจะเรียนรู้กันอยู่หรอกหรือ?
ส่วนวิธีการเรียนรู้นั้น จำเป็นต้องรู้ทั้งด้วยปริยัติและปฏิบัติ
ที่ต้องรู้ปริยัติ(อาจจะเรียนจากอาจารย์ ตำรา เทป) ก็เพราะเรายังตรัสรู้เองไม่ได้
ส่วนที่ต้องเรียนจากการปฏิบัติเพราะความรู้จากตำราแก้ทุกข์ไม่ได้

ในด้านปริยัตินั้นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเรียนจนจำแนกได้ว่า อะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา
เพราะปัญหาใหญ่ของนักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อยในทุกสำนัก
ก็คือการหลงทำสมถะแล้วคิดว่าทำกำลังทำวิปัสสนาอยู่

ส่วนในด้านการปฏิบัติจะต้องเจริญสติสัมปชัญญะให้ถูกต้อง
เพราะปัญหาใหญ่ของนักปริยัติจำนวนมากที่ลงมือปฏิบัติ
ก็คือการนำความจำและความคิด มาปิดกั้นการเจริญสติ
เช่นพอจิตรู้อารมณ์แล้ว ก็มักจะหลงเข้าไปยึดหรือคิดเกี่ยวกับอารมณ์นั้น
(เป็นอาการเหมือนคนที่กระโดดลงไปในแม่น้ำ แทนที่จะยืนอยู่ริมฝั่ง แล้วเฝ้ารู้สิ่งที่ลอยตามน้ำมา)
หรือเกิดอาการด่วนสรุปความรู้ขึ้นมา ว่าอันนี้คืออันนี้ เกิดเพราะสิ่งนี้ เกิดแล้วมีผลอย่างนี้ๆ
(ซึ่งตรงนี้คุณรูปนามหนึ่งก็ย้ำไว้แล้วว่า ถ้าจะปฏิบัติก็ให้วางตำราไว้ก่อน)
ที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งคือ สภาวะจิตของผู้ปฏิบัติที่เรียนตำรามามากๆ ที่ผมพบในหลายสำนัก
กลับไปคล้ายคลึงกับผู้ที่ติดสมถะเหมือนกัน
คือเอาสติไปควบคุมจิตอย่างเข้มงวดบ้าง หรือถูกราคะและโมหะแทรกอยู่โดยไม่รู้ทันบ้าง

การรู้ปริยัติทำให้ได้แนวทางปฏิบัติ
และเมื่อปฏิบัติแล้ว ผลก็จะไม่ต่างอะไรกับปริยัติ

*************************************
ไหนๆ ก็กล่าวถึงเรื่องอภิธรรมแล้ว ผมขอฝากข้อสังเกตประการหนึ่งว่า
ความรู้สึกแยกพวกและความขัดแย้งระหว่างนักปฏิบัติกับนักปริยัติก็ดี
ระหว่างผู้นิยมพระวินัยและพระสูตรกับพระอภิธรรมก็ดี
มีอยู่เสมอๆ ในการสนทนาทางกระดานข่าวต่างๆ
ปัญหาเหล่านี้ต้องการการแก้ไข แต่แก้ไขยากเสียเหลือเกินเพราะความมีอคติซึ่งกันและกัน

เช่นผู้ปฏิบัติ(ที่ไม่ได้เรียนอภิธรรม) คิดว่าผู้เรียนอภิธรรมดีแต่ตำรา ไม่ได้ปฏิบัติ
ทั้งที่ความจริงสำนักปฏิบัติที่มีพื้นฐานจากอภิธรรมมีอยู่มากมาย
หรือผู้นิยมพระวินัยและพระสูตรเห็นว่า พระอภิธรรมเป็นของแต่งใหม่
(ซึ่งก็มีข้อเท็จจริงเหมือนกันเพราะตำราอภิธรรมที่เราเล่าเรียนกันในยุคนี้
ประมวลมาจากอรรถกถา ฎีกา และปกรณ์ต่างๆเป็นจำนวนมาก)

ในขณะที่ผู้ศึกษาอภิธรรมเห็นว่านักปฏิบัติทำกรรมฐานแบบฤาษี
(ความจริงส่วนใหญ่ก็เป็นฤาษีจริงๆ)
หรือผู้ศึกษาพระวินัยและพระสูตร ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องถึงพระวินัยและพระสูตร
หรือชอบตีความเอาเองโดยอัตโนมัติ ทำให้พระธรรมฟั่นเฟือน เป็นต้น

พื้นฐานความเข้าใจและความนิยมก็ต่างกันอยู่แล้ว
ประจวบเข้ากับท่วงทำนองที่ปฏิบัติต่อกันอย่างไม่เมตตา คุกคาม ดูหมิ่น
ก็ยิ่งผลักให้ผู้แสวงหาสัจจะแยกพวกกันมากขึ้น สื่อความเข้าใจกันยากขึ้น

ผมเห็นว่าถ้าต้องการแก้ปัญหาในทางสร้างสรรค์กันจริงๆ
ขั้นแรกสุดควรจะปรับปรุงท่วงทำนองในการสนทนากัน
ซึ่งเวลานี้ผมเห็นว่าผู้ศึกษาอภิธรรมบางท่านเริ่มปรับปรุงแล้ว
เช่นพูดจาด้วยความสุภาพ มีเมตตา
(จะดียิ่งขึ้นอีก หากแจก "ยาช่วยย่อย" ด้วย คืออธิบายด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น)

ประการต่อมาก็คือพยายามเรียนรู้ข้อดีของกันและกัน รวมทั้งเรียนรู้จุดอ่อนของตนเองด้วย
ซึ่งต่างก็มีครับ เพราะต่างก็ไม่ใช่พระอรหันต์ด้วยกันทั้งคู่
การเรียนรู้กันที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงการนั่งเขียนกระทู้โต้กัน
แต่ควรมีการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติกัน
เอาสภาวะจริงๆในจิตใจมาคุยกัน เพื่อผู้ศึกษาอภิธรรมจะได้ช่วยบอกกับนักปฏิบัติว่า
สภาวะอันนี้เรียกว่าอย่างนี้ๆ หรือการดำเนินจิตอย่างนี้ ยังผิดพลาดเป็นแบบฤาษีอยู่
ส่วนนักปฏิบัติก็อาจจะช่วยผู้ศึกษาอภิธรรมได้ว่า ขณะนี้จิตของคุณติดราคะและโมหะอยู่ แต่ยังมองไม่ออก ฯลฯ

ถ้าเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันจริงๆ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ
ลานธรรมก็จะได้เป็นลานธรรมที่ดีสำหรับชาวพุทธทุกคนโดยไม่แยกฝ่าย
แล้วเราเองก็จะได้ทั้งความรู้ใหม่ และได้เพื่อนใหม่ที่ดีๆ เพิ่มขึ้นด้วย

จากคุณ : สันตินันท์ [ 26 ต.ค. 2543 / 10:50:37 น. ]
<Previous   Next>