|
ความคิดเห็นที่ 2 : (สันตินันท์)
ผมเองไม่สนใจข้อโต้แย้งเรื่องนิโรธสมาบัติมานานแล้ว
เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เราต้องหาหลักฐานทางตำรามาคุยกัน
เนื่องจากไม่มีใครในลานธรรมที่มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้
แต่แล้วก็ต้องผิดหวังที่การพูดกันด้วยหลักฐาน
มักนำไปสู่การดูหมิ่นตำราบ้าง การกระทบกระทั่งกันบ้าง
ในฐานะที่เจ้าของกระทู้เป็นผู้มีความรู้และมีจริยธรรมอันดี
ผมจึงขอเล่าข้อมูลบางประการเพิ่มเติมสักเล็กน้อยนะครับ
ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าเดิมผมก็คิดว่านิโรธสมาบัติมีจิต
จนกระทั่งได้พบกับครูบาอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านเล่าประสบการณ์ตรงให้พระฟัง
ความว่าวันหนึ่งท่านเกิดสงสัยว่านิโรธ(สมาบัติ)เป็นอย่างไร
ท่านก็กำหนดจิตของท่านเรื่อยไปก็พบว่านิโรธคือการดับสัญญาและเวทนา
เวทนานั้นท่านเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ยังเหลือแต่สัญญา
ท่านจึงเจริญสติสัมปชัญญะพิจารณาสัญญาอยู่ตลอดคืน
ในจุดที่สัญญาดับวับลงนั้น ท่านว่าน่าอัศจรรย์มาก
คือขันธ์ดับลงด้วย พร้อมทั้งอายตนะและธาตุก็ดับทั้งหมด
ที่อัศจรรย์ที่สุดก็คือในขณะนั้น จิตดับลงไปด้วย
พระที่ท่านแอบมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังในฐานะที่เป็นผู้ศึกษาธรรมด้วยกัน
ท่านว่าท่านไม่เคยได้ยินครูบาอาจารย์องค์ใดกล่าวว่านิโรธนั้นจิตดับลงด้วย
ผมจึงเรียนท่านว่า ผมเคยได้ยินหลวงปู่ดูลย์สอนว่า
พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
แต่ที่ท่านสอนนี้จะเกี่ยวกับนิโรธสมาบัติหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน
เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเกินสติปัญญาของผมมากครับ
แต่นำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อบอกว่า พระป่าที่สอนว่านิโรธจิตดับก็มีครับ
ส่วนตัวผมเอง ตอนนี้สรุปไม่ได้ครับ ความดับหรือไม่ดับ เพราะไม่มีความรู้ตรงในเรื่องนี้
รู้ก็เฉพาะตำราและคำบอกเล่าเท่านั้นเอง
สำหรับอากิญจัญญายตนะนั้น อย่างไรก็ไม่มีรูป เพราะเป็นอรูปภูมิ
ส่วนจะมีจิตหรือไม่ ผมมีข้อสังเกตว่า
แม้อากิญจัญญายตนะจะข้ามพ้นวิญญาณัญจายตนะไปแล้ว
ก็ไม่น่าจะหมายความว่าในอากิญจัญญายตนะจะไม่มีวิญญาณ
เพียงแต่ผู้ปฏิบัติพิจารณาเห็นว่าวิญญาณก็ยังเป็นของหยาบ
จึงละความสนใจวิญญาณเสีย แล้วมนสิการถึงความไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
เมื่อมีอารมณ์ก็ย่อมมีจิต เพียงแต่ไม่มนสิการถึงวิญญาณอันเป็นของหยาบกว่าความไม่มีอะไร
สำหรับกรณีของท่านพระอุปสีวะนั้น ท่านได้ทูลถามถึงแนวทางปฏิบัติที่เหมาะกับท่าน ความว่า
[๒๔๒] (ท่านอุปสีวะทูลถามว่า) ข้าแต่พระสักกะ ข้าพระองค์เป็นผู้เดียว ไม่อาศัยแล้ว ไม่อาจ ข้ามโอฆะใหญ่ได้.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ขอพระองค์จงตรัสบอกอารมณ์ที่ข้าพระองค์ได้อาศัยแล้ว พึงข้ามโอฆะนี้ได้.
พระศาสดาพิจารณาแล้วเห็นว่า
การเจริญสติ(ดูจิต)พิจารณาอากิญจัญญายตนะเป็น "อารมณ์" กรรมฐานที่เหมาะกับท่าน จึงสอนว่า
[๒๔๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสบอกว่า ดูกรอุปสีวะ) ท่านจงเป็นผู้มีสติเพ่งดูอากิญจัญญายตนสมาบัติ
อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่าอะไรๆน้อยหนึ่งไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด.
ท่านจงละกามทั้งหลาย เว้นจากความสงสัยทั้งหลาย พิจารณาดูความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดคืนและวันเถิด.
ตรงนี้จะเห็นว่าพระศาสนาทรงสอนให้ท่านเจริญธัมมานุปัสสนา ด้วยการรู้ตัณหา และมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า
[๒๔๙] คำว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่าอะไรๆน้อยหนึ่งไม่มีดังนี้แล้ว จงข้ามโอฆะเถิด ดังนี้
ความว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่าอะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี.
อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี เพราะเหตุไร.
พราหมณ์นั้นเป็นผู้มีสติ เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว
"ไม่ยังวิญญาณนั้นนั่นแหละ ให้เจริญ ให้เป็นแจ้ง ให้หายไป" (ท่านไม่ได้สอนให้ยังวิญญาณให้หายไปครับ)
ย่อมเห็นว่าอะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี.
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มี.
ท่านจงอาศัยคือ เข้าไปอาศัยสมาบัตินั้น ทำให้เป็นอารมณ์ ให้เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว แล้วจงข้าม
ข้ามขึ้น ข้ามพ้น ก้าวล่วง เป็นไปล่วง ซึ่งกามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะเถิด.
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อาศัยสมาบัติอันเป็นไปว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งย่อมไม่มีดังนี้แล้ว ข้ามโอฆะเถิด.
ตรงนี้แหละครับผมจึงเห็นว่า ท่านไม่สนใจวิญญาณ แต่ไม่ใช่ไม่มีวิญญาณ
เพราะยังมีการอาศัยสมาบัตินั้นเป็นอารมณ์ของจิตอยู่
ถัดจากนั้นท่านอุปสีวะได้ทูลถามอีกว่า
[๒๖๒] ถ้าผู้นั้นไม่มีความหวั่นไหว พึงดำรงอยู่ในสมาบัตินั้น.
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระสมันตจักษุ ผู้นั้นเป็นผู้พ้นแล้ว(วิมุตโต) มีความเย็น พึงมีในสมาบัตินั้นนั่นแหละแม้มากปี.
วิญญาณของบุคคลเช่นนั้นพึงมีหรือ?
(ติฏฺเฐ เจ โส ตตฺถ อนานุยายี ปูคมฺปิ วสฺสานํ สมนฺตจกฺขุ ตตฺเถว โส สีติสิยา วิมุตฺโต ภเวถ วิญฺญาณํ ตถาวิธสฺส ฯ)
อันนี้ท่านถามถึงความเกิดขึ้นอีกของปฏิสนธิวิญญาณของผู้พ้นแล้ว
เนื่องจากเจริญธัมมานุปัสสนาตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้
เรื่องนี้พระศาสดาจึงสอนว่า
[๒๖๖] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอุปสีวะ)
เปลวไฟดับไปแล้วเพราะกำลังลม ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันใด
มุนีพ้นแล้วจากนามกาย ย่อมถึงความไม่มี ไม่เข้าถึงความนับ ฉันนั้น.
ตรงนี้มีคำอธิบายว่า เฉพาะท่านที่ถึงนิพพานแล้วเท่านั้นที่ไม่มีปฏิสนธิอีก
ไม่เป็นสาธารณะว่า ผู้อยู่ในอากิญจัญญายตนะ จะไม่มีปฏิสนธิวิญญาณในภพอื่นอีก
อันนี้ไม่ได้โต้แย้งกับคุณประสงค์นะครับ
เพียงแต่มีความเห็นก็แสดงต่อกันอย่างเพื่อนพึงกระทำต่อกัน
ซึ่งความรู้ความเข้าใจของผมอาจจะผิดก็ได้เพราะยังมีกิเลสเต็มหัวใจ
หากผมเข้าใจผิด ได้โปรดช่วยแก้ไขให้ด้วยนะครับ
เพื่อผมจะได้ทรงจำสิ่งที่ถูกต้องไว้ต่อไป ขอบคุณครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 6 พ.ย. 2543 / 14:56:14 น. ]
ความคิดเห็นที่ 4 : (สันตินันท์)
ผมก็ได้รับทราบความรู้/ความคิดเห็นของคุณประสงค์ไว้พิจารณาเช่นกันครับ
เท่าที่เคยทราบมานั้น สัตว์มีทั้งที่มีขันธ์ 5 ขันธ์ 4 และขันธ์ 1
อสัญญสัตตานั้นมีรูปขันธ์จัดเป็นพวกขันธ์ 1
ส่วนพวกขันธ์ 5 ก็นับแต่กามภูมิ และรูปภูมิที่เว้นอสัญญสัตตา
ส่วนขันธ์ 4 ที่เคยทราบก็คือพวกอรูปภูมิ 4 ในอากิญจัญญายตนะนั้นปราศจากรูปขันธ์ไปแล้ว
หากปราศจากจิตอีกก็เท่ากับปราศจากนามขันธ์ด้วย
ก็จะกลายเป็นสัตว์ชนิดใหม่ที่ไม่มีขันธ์ไปน่ะครับ
นี้ก็เป็นส่วนที่ทำให้ผมลังเลที่ว่าอากิญจัญญายตนะไม่มีจิต
จากคุณ : สันตินันท์ [ 7 พ.ย. 2543 / 07:53:47 น. ]
ความคิดเห็นที่ 5 : (สันตินันท์)
สำหรับเรื่องนิโรธสมาบัตินั้น เป็นเรื่องที่ผมขอแขวนความเชื่อไว้ก่อนครับ
เพราะมีข้อมูลหลายกระแสเหลือเกิน เฉพาะในลานธรรมนี้ผมอ่านแล้วก็งงครับ
ต่อไปหากมีวาสนาได้เกิดมาพบพระพุทธเจ้า ก็จะได้ทูลถามท่านดู
เพราะในขณะนี้ แม้จะยังไม่ทราบ ก็ไม่เป็นทุกข์อะไร และไม่ได้ขวางการปฏิบัติด้วย
ในชั้นนี้จะขอทรงจำไว้ว่า พระสูตรกล่าวถึงการดับสัญญาและเวทนา
(ซึ่งหากอนุมานโดยตรรกะก็หมายถึงความดับของสังขาร และจิตด้วย
แต่เมื่อไม่พบพระพุทธวัจนะมารองรับ ผมก็ขอแขวนการอนุมานก่อน)
และจะทรงจำว่าโดยนัยอภิธรรม อธิบายถึงความดับแห่งนามขันธ์ทั้งหมด
(ท่านใดพบหลักฐานในชั้นพระอภิธรรมปิฎก กรุณายกมาแสดงบ้างนะครับ
ถ้ามีหลักฐานในส่วนนี้ คงจะขจัดความลังเลใจ ของคนที่ไม่เชื่อว่านิโรธจิตดับได้มากทีเดียว)
ผมเห็นว่า ชาวพุทธเราจะเชื่ออะไรเป็นส่วนตัวก็ได้
แต่ต้องจำแนกระหว่างความเชื่อกับความจริงออกจากกัน
และหากจะกล่าวกับผู้อื่น ก็ควรบอกว่านี้ความเชื่อ นี้ความจริง
ความจริงก็คือ พระวินัยกล่าวอย่างไร พระสูตรกล่าวอย่างไร พระอภิธรรมกล่าวอย่างไร
อรรถกถาและคัมภีร์ชั้นรอง กล่าวอย่างไร ครูบาอาจารย์แต่ละสำนัก มีความเห็นต่างๆกันอย่างไร
ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดอันเป็นการกล่าวตู่พระธรรมวินัย
ส่วนท่านใดศึกษาดีแล้ว จะปักใจเชื่ออย่างใด เป็นเรื่องที่ผมเคารพครับ
แต่ที่ผมยังสรุปความเชื่อของตนไม่ได้ ก็เพราะยังศึกษาได้ไม่ดีพอ
เมื่อเวลาอ่านพระไตรปิฎก รวมถึงมิลันทปัญญา
ผมจะประทับใจปัญญาชนในยุคนั้นมาก
เวลาที่ท่านถกปัญหากันนั้น ส่วนหนึ่งท่านมุ่งแสวงหาความจริงกันจริงๆ
(ที่เกเรก็มีครับ ไม่ใช่ว่าดีทุกคนไป)
ถ้าท่านพบว่า ท่านมีความคิดเห็นผิดๆ ท่านก็ยอมรับกัน
ถ้าชาวพุทธเรา มีวัฒนธรรมทางการศึกษาแบบนั้นก็จะดีนะครับ
จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน หรือกล่าวทิ่มแทงกัน เพราะมีความคิดเห็นต่างกัน
แต่นิสัยของชาวพุทธ อาจจะสู้นิสัยของชาวไทยไม่ได้
คือนิสัยที่ว่าจะสามัคคีกันเมื่อภัยมา แต่ถ้าปลอดภัยเมื่อใดก็ต้องตีกันเองเป็นงานอดิเรก
จากคุณ : สันตินันท์ [ 7 พ.ย. 2543 / 08:56:34 น. ]
ความคิดเห็นที่ 21 : (สันตินันท์)
ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับการมีจิตในอากิญจัญญายตนะสักเล็กน้อยครับ
เพิ่งนึกได้ว่าในอรูปาวจรจิต 12 ดวงนั้น มีจิตในอากิญฯ อยู่ 3 ดวง
คือ 1.อุเปกฺขาเอกคฺคตาสหิตํ อากิญฺจญฺญายตนกุสลจิต
2. อุเปกฺขาเอกคฺคตาสหิตํ อากิญฺจญฺญายตนวิปากจิต
3. อุเปกฺขาเอกคฺคตาสหิตํ อากิญฺจญฺญายตนกิริยาจิต
ฝากเป็นข้อมูลไว้ให้เพื่อนๆ ด้วยครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 8 พ.ย. 2543 / 11:19:22 น. ] |