|
คุณนันทาวดี ศิษย์หลวงตามหาบัว ได้ส่งธรรมเทศนาของหลวงตามายืนยันเรื่องนี้แล้วครับ ว่าที่หลวงตาถูกแอบอ้างนั้น เป็นการตีความแบบตะแบงอย่างใด ใครอยากได้ข้อความเต็มๆ ผมจะส่งเมล์ต่อให้ และคิดว่าจะฝากธรรมเทศนานี้ลงใน HP ของคุณพัลวันไว้เลย
ธรรมะของหลวงตาคราวนี้ เป็นการเทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓ เรื่อง "นิพพานมิใช่อัตตา มิใช่อนัตตา" ตรงจุดที่ท่านอธิบายว่า ทำไมท่านจึงปฏิเสธทั้งสองด้านอย่างนั้น มีข้อความดังนี้ครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ปฏิบัติทั้งหลายพึงสังเกตให้รอบคอบ ไม่งั้นติดและทำให้ล่าช้าในการดำเนิน และอย่าเข้าใจว่าเป็นสูงเป็นต่ำ เป็นที่ยึดเป็นที่ไว้ใจที่ต้องใจเมื่อพิจารณาเข้าไป เมื่อถึงขั้นที่จะทำลายกันแล้วนั้น อันนี้แลที่เรียกว่าจะว่าขิปปาภิญญา หรือว่าอุคฆติตัญญูก็ได้เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ไม่นาน เป็นขั้นละเอียด ถ้าว่างานก็ง่ายแล้ว มีแต่ยุบยิบ ๆ อยู่ภายในจิตเท่านั้น นอกนั้นหมดปัญหาไปโดยประการทั้งปวง ประหนึ่งว่าเราไม่เคยพิจารณามาเลย คือจิตไม่สนใจกับสิ่งใดทั้งนั้น เพราะไม่ติดใจ ปล่อยมาแล้ว วางมาแล้ว รู้แล้วเห็นแล้วไปยุ่งทำไม มันรู้เอง ตรงไหนที่ยังมีสัมผัสสัมพันธ์ดูดดื่มอยู่ ตรงนั้นแหละเป็นจุดที่อยู่ของข้าศึก จึงต้องรบกันที่ตรงนั้นฟาดฟันหั่นแหลกกันที่ตรงนั้น
พอจุดสุดท้ายพังทลายลงไปด้วยปัญญาอันทันสมัยแล้วก็หมดปัญหาโดยสิ้นเชิง จะพิจารณาว่าอันนี้เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อะไรอีก ใจเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ได้ยังไง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางเดินเพื่อพระนิพพานต่างหาก ใจที่บริสุทธิ์แล้วเป็น อนตฺตา ได้ยังไง ถ้าใจที่บริสุทธิ์แล้วเป็น อนตฺตา นิพพานเป็น อนตฺตา นิพพานก็เป็นไตรลักษณ์ละซิ เป็นของอัศจรรย์อะไร เพราะฉะนั้นธรรมชาตินั้นจึงไม่มีสมมุติที่จะพูดว่าเป็น อตฺตา หรือเป็น อนตฺตา เพราะทั้งสองนี้เป็นสมมุติด้วยกัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
อยากให้เพื่อนๆ ลองย้อนไปอ่านข้อเขียนข้างบนที่ผมเขียนไว้ว่า ผมเคยกล่าวบ่อยครั้งแล้วว่า การฟังธรรมของพระป่านั้น ต้องพิจารณาถึงสารัตถะของธรรม อย่าไปหลงกับถ้อยคำอันเป็นสมมุติบัญญัติ เพราะธรรมแท้นั้นถ่ายทอดกันด้วยจิตใจ ไม่ใช่ฟังกันด้วยหู ท่านไม่ตอบเรื่องที่จะให้เราคิดๆเอาหรอกครับ มีแต่สอนให้เราปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้น เพื่อให้จิตของเราเข้าถึงธรรมด้วยตนเอง
ทัศนะของหลวงตาที่ว่านิพพานไม่ใช่อัตตาหรืออนัตตานั้น สืบเนื่องจากท่านเห็นว่า คำว่าอัตตาและอนัตตานั้น ยังเป็นสมมุติบัญญัติอยู่ ส่วนนิพพานจริงๆ พ้นจากสมมุติบัญญัติสิ้นเชิง จึงไม่จำเป็นต้องคิดนึกแขวนป้ายว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา เพราะอัตตานั้นอย่าว่าแต่จะมีในนิพพานเลย แม้แต่ในขันธ์ก็ไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว
มีนิทานเซ็นเรื่องหนึ่งเล่าว่า มีพระองค์หนึ่งนั่งสงบอยู่และมีเทวดามาสรรเสริญว่า ท่านช่างอยู่กับสุญญตาได้ดีจริงๆ พระตอบว่า อาตมาไม่เคยคิดถึงสุญญตา เทวดาก็ตอบว่า เพราะท่านไม่คิดนึกปรุงแต่งนั่นแหละ ท่านจึงเข้าถึงสุญญตา
ถ้าหลวงตาสัมผัสนิพพานแล้ว ก็ย่อมไม่มีคำพูดเรื่องอัตตาหรืออนัตตามาแปดเปื้อนจิตของท่านอีก แต่ถ้าจะให้ท่านกล่าวโดยสมมุติบัญญัติ ท่านไม่มีทางยืนยันว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอัตตาอย่างเด็ดขาด เพราะอันนั้นมันความหลงผิดชัดๆครับ (9 มี.ค. 2542) คืออยากจะขอความเมตตาจากบรรดาผู้เคารพนับถือหลวงตา
และเห็นว่าหลวงตาเป็นพระสุปฏิปันโน อย่าออกมาตอบโต้เลยครับ
เพราะจะยิ่งเป็นการยั่วยุให้มีคนทำบาปมากขึ้น
หลวงตานั้น ท่านเลยสภาวะที่เราจะต้องสงสารท่านไปแล้ว
ขอให้สงสารคนที่ว่าท่านให้มากไว้ ถ้ายิ่งตอบโต้
เขาก็จะยิ่งโมโหแล้วลำบากมากขึ้นครับ
[12 มี.ค. 2542]
เราจะไปจริงจังอะไรกับเรื่องของหลวงตาล่ะครับ
ท่านจะเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไร ก็เป็นเรื่องเฉพาะองค์ท่าน
ที่ผมสนใจก็คือ เดี๋ยวนี้ผมมีกิเลสอีกเยอะแยะ
ยังต้องเจริญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ และปัญญาอย่างไม่หยุดหย่อน
และก็มีหลวงตาเป็นแบบฉบับอยู่อีกองค์หนึ่ง
ที่ท่านเจริญไตรสิกขามาก่อนในบรรดาท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกหลายๆ องค์
ผมเข้าใจคุณพัลวันดี ว่าแม้โดยส่วนตัวคุณพัลวันจะเคารพหลวงตาเหมือนคนอื่นอีกหลายหมื่นคน
แต่อยู่ๆถ้าไม่ใช่เพราะท่านถูกนำถ้อยคำไปอ้างอิงเพื่อค้านพระไตรปิฎก
คุณพัลวันก็คงไม่ต้องมาโพสต์กระทู้เกี่ยวกับหลวงตา
เพื่อแก้ความเข้าใจผิดของผู้ที่นับถือหลวงตา
ไม่ให้หลงเข้าใจว่านิพพานเป็นอัตตา ตามที่บางฝ่ายต้องการ
การที่เราจะอนุมานเอาว่าท่านใดเป็นพระอรหันต์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่
ในครั้งพุทธกาลมีคนจำนวนหนึ่งเชื่อว่าพระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์
แต่ก็มีอีกมากที่เชื่อว่าครูทั้งหกต่างหากที่เป็นพระอรหันต์
อันนี้ต่างจิตต่างใจ ต่างมาตรวัด เถียงกันไปก็เท่านั้นแหละครับ
มาปฏิบัติธรรมไปด้วย ช่วยกันรักษาพระไตรปิฎกไปด้วยจะเข้าท่ากว่านะครับ
[13 มี.ค. 2542]
การนับถือพระเถระองค์ใดเป็นสิทธิเฉพาะบุคคล
แต่สิ่งที่เราควรเคารพที่สุดคือพระธรรมที่เป็นองค์แทนพระศาสดา
และพระไตรปิฎกนั้นเป็นแหล่งรวมพระธรรมอันเดียวที่เราเชื่อได้มากที่สุดครับ
เรื่องประวัติท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ผมเคยเรียนถามพระเถระสายพระป่าหลายองค์
หลวงปู่ดูลย์ท่านว่า หลวงปู่มั่นเป็นแบบฉบับพระธุดงคกัมมัฏฐานที่เลิศที่สุด
ตลอดเวลาที่หลวงปู่ดูลย์อยู่ในสำนักของท่าน ไม่เคยได้ยินท่านพูดถึงเรื่องปาฏิหารย์ใดๆเลย
มีแต่สอนกัมมัฏฐานและธุดงควัตร
สำหรับเรื่องที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วมาแสดงธรรมนั้น
ครูบาอาจารย์หลายองค์บอกผมว่านั่นเป็นสภาวะที่จิตสอนจิต
แต่ละท่านบางคราวก็พบเห็นเหมือนกัน บางคราวก็เห็นหลวงปู่มั่นมาสอนธรรม
แต่ท่านก็ยืนยันตรงกันหมดว่า เป็นเรื่องของจิต(ของท่านเอง) แสดงบุคลาธิษฐานออกมา
เพื่อสอนธรรม หรือแสดงธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเบิกบานเฉพาะองค์ท่าน
เพราะจิตแท้ธรรมแท้นั้น เงียบสนิท พ้นความปรุงแต่ง ไม่สามารถถ่ายทอดอะไรได
เมื่อจะแสดงตัว หรือแสดงธรรม จึงอาศัยสมมุติบัญญัติเป็นเครื่องแสดงออกมา
เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่จะมีท่านจากโลกนิพพานกลับมาแสดงธรรมจริงๆ
สำหรับสิ่งที่ท่านอาจารย์พระมหาบัวเขียนไว้นั้น
ก็ได้ทราบว่าท่านเขียนตามคำบอกเล่าของหลวงปู่มั่นจริง
และองค์ท่านก็เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร
แต่เนื่องจากท่านเคารพหลวงปู่มั่นมาก
เมื่อเขียนประวัติหลวงปู่มั่น สิ่งใดที่หลวงปู่มั่นพูดไว้ ท่านจะไม่อธิบายเพิ่มเติมเด็ดขาด
เพราะถือเป็นการต่อเติมคำพูดของครูบาอาจารย์ จนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนตลอดมา
อ้อ แถมข่าวหน่อยครับ เร็วๆ นี้จะมีหนังสือของหลวงตาเล่มใหม่ออกมา
เรื่อง "นิพพาน เป็น นิพพาน" ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมทุนจัดพิมพ์ครับ
[17 มี.ค. 2542] |