|
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 16 มกราคม 2544 08:56:59
ผู้นิยมพระสูตรกับผู้นิยมพระอภิธรรมมักมีความเห็นไม่ลงรอยกันหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่สำคัญและน่าสนใจมากก็คือเรื่องแนวทางการปฏิบัติวิปัสสนา
ในพระสูตรท่านจะสอนวิปัสสนาแบบมีบุคคล ตัวตน สัตว์ เรา เขา เช่นให้พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ความพลัดพรากจากของรักของเจริญใจ ความไม่สมปรารถนา ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความเหี่ยวแห้งใจ และความคับแค้นใจ เป็นต้น และมีตัวอย่างผู้ปฏิบัติธรรมที่ปรากฏในพระสูตรจำนวนมากที่ท่านพิจารณาความทุกข์ โดยพิจารณาสิ่งแวดล้อมของท่าน เช่นบางองค์พิจารณาเรื่องการทำนา บางองค์พิจารณาน้ำค้างแข็งที่ละลาย บางองค์พิจารณาประทีปที่ดับเพราะขาดน้ำมัน ฯลฯ
หรือในยุคสมัยของเรานี้ พระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่นส่วนมาก ท่านจะใช้ความคิดพิจารณากายลงเป็นไตรลักษณ์ เป็นธาตุ เป็นอสุภะ ฯลฯ ที่ก้าวไปยิ่งกว่านี้ก็เช่นหลวงพ่อทูล ถึงกับมีการเข้าค่ายฝึกคิดกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
การเจริญวิปัสสนาตามแนวพระสูตรดังกล่าว ไม่ได้รับการยอมรับจากนักอภิธรรมซึ่งมีความเห็นว่า วิปัสสนาจะต้องรู้ ไม่ใช่คิด และสิ่งที่รู้ต้องเป็นปรมัตถ์ไม่ใช่บัญญัติที่มีบุคคล ตัวตน สัตว์ เรา เขา
ปัญหาที่น่าคิดก็คือพระสูตรนั้นมีหลักฐานแน่นอนว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้เองบ้าง หรือเป็นเรื่องราวและประสบการณ์จริงของคนในครั้งพุทธกาลบ้าง พระสูตรจึงไม่น่าจะผิดพลาด แต่พระอภิธรรมนั้นเล่ามีที่มาไม่ชัดเจนเท่าพระสูตร จึงมีปัญหาว่าจะน่าเชื่อได้สักเพียงไหนถ้าสอนขัดแย้งกับพระสูตร และทั้งที่สอนต่างจากพระสูตรเหตุใดฝ่ายอภิธรรมจึงแสดงธรรมด้วยท่วงทำนองที่เชื่อมั่นมาก
เรื่องนี้ผมเคยพิจารณามานานแล้วแต่พิจารณาไม่ออก เพราะผมไม่ทราบว่าที่ว่ารู้ปรมัตถ์ ๆ ของอภิธรรมนั้น เขารู้อะไรกันแน่ ครั้นมาได้อ่านธรรมของอาจารย์สุรศักดิ์ เขมรังสี วัดมเหยงค์ และได้ศึกษาอภิธรรมอย่างเป็นระบบจริงจังขึ้น จึงได้ทราบว่าการดูจิตที่ผมทำมานานนั้น เอาเข้าจริงแล้วก็คือการรู้ปรมัตถ์นั่นเอง
และเมื่อพิจารณาจากคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ที่ว่า "คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต้องหยุดคิดจึงจะรู้ แต่ก็ต้องอาศัยคิด" ประกอบกับได้ฟังคำอธิบายของศิษย์พี่ของผม จึงเข้าใจได้ว่าการปฏิบัติธรรมตามแนวพระสูตรที่มีตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขา กับการปฏิบัติธรรมตามแนวอภิธรรมที่มีแต่ปรมัตถ์ ไม่เอาเรื่องตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขา นั้น ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันเลย หากแต่เป็นการปฏิบัติที่สืบเนื่องกันนั่นเอง
นั่นก็คือเมื่อแรกที่เริ่มฟังธรรมหรือลงมือปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติมีมิจฉาทิฏฐิเต็มตัว คือมีความเห็นว่ามีตัวตนของตนเต็มที่ ท่านจึงต้องเริ่มสอนที่ตัวตนของตนนั่นแหละ ด้วยการให้สังเกตความจริงว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นตัวตน ของตน นั้น เอาเข้าจริงมันล้วนเป็นของแปรปรวน ยึดไว้ไม่ได้ทั้งสิ้น เช่นร่างกายนี้ มีแก่ เจ็บ ตาย บุคคลรอบข้าง ทรัพย์สินเงินทอง และชื่อเสียงเกียรติยศ ก็ล้วนแต่แปรปรวนได้ทั้งสิ้น จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นให้มากเกินไป
เมื่อจิตใจของผู้ศึกษาธรรมผ่อนคลายความยึดถือหยาบๆลงแล้ว ท่านจึงสอนให้รู้จักการเจริญสติสัมปชัญญะ ดังที่พวกเราปฏิบัติกันอยู่นี้เอง เมื่อจิตดำเนินอยู่ในครรลองของสติสัมปชัญญะ จิตก็เริ่มรู้เห็นปรมัตถธรรม จนเกิดวิปัสสนาญาณและมรรค ผล เป็นลำดับๆ ไป
หลวงปู่ดูลย์ท่านพาศิษย์ตัดตรงเข้ามาเรียนรู้อริยสัจจ์แห่งจิต อันเป็นเรื่องของปรมัตถธรรมล้วนๆทีเดียว แต่ท่านก็ยอมรับความจริงว่าคนจำนวนมากตัดตรงเข้ามาที่นี้ไม่ได้ ท่านจึงกล่าวว่า "ก็ต้องอาศัยคิด" เช่นการคิดพุทโธ คิดพิจารณากาย คิดพิจารณาชีวิตและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ พอให้จิตมีกำลังเสียก่อน แล้วจึงตัดตรงเข้ามาศึกษาปรมัตถธรรมที่จิตเลยทีเดียว
สรุปแล้วถ้าเราเข้าใจการปฏิบัติอย่างถึงแก่นจริงๆ เราจะไม่แปลกใจเลยที่พระสูตรสอนอย่างหนึ่ง พระอภิธรรมสอนอีกอย่างหนึ่ง และผู้ปฏิบัติในครั้งพุทธกาล แม้ท่านจะฟังธรรมตามแนวพระสูตร แต่เมื่อจิตมีกำลังแล้วก็ย่อมต้องเข้ามาศึกษาปรมัตถธรรมทุกๆ ท่านไป (โดยท่านอาจจะไม่รู้จักคำว่าปรมัตถธรรมเลยก็ได้) เพื่อจะรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจ์ ซึ่งเป็นเรื่องทุกข์และความพ้นทุกข์ของจิตนั่นเอง เพราะถ้าไม่เห็นปรมัตถธรรม จะรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรคให้สมบูรณ์ไม่ได้ เนื่องจากการปฏิบัติจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นตัว ต่อเมื่อเห็นปรมัตถธรรมนั่นแหละ จึงจะรู้ว่าศัตรูที่แท้จริงคืออะไร อยู่ที่ไหน มันมีบทบาทอย่างไร มันเกิดมาได้ด้วยเหตุใด และจะสู้มันได้อย่างไร
**********************************************
หมายเหตุ *** ถ้าสังเกตพระสูตรให้ดี จะพบว่าพระศาสดาทรงแทรกปรมัตถธรรมไว้เมื่อทรงมีโอกาส เช่นทรงสอนเรื่องทุกขสัจจ์ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ แต่ท่านก็ยังอุตส่าห์ขมวดท้ายไว้ด้วยอภิธรรมว่า "กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือทุกข์"
ความเห็นที่ 4 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 16 มกราคม 2544 09:19:10
เพิ่มรายการเปิดใจสักหน่อยครับ ช่วงนี้ที่ผมเข้าไปยุ่งที่ลานธรรมมากขึ้นก็เพราะอยากจะช่วยเคลียร์ปัญหา 2 ประการ เพราะถ้าผมไม่อยู่แล้ว โอกาสที่พวกเราจะเคลียร์ได้ก็ลำบากสักหน่อย
เรื่องแรกก็คือเรื่องการดูจิต ซึ่งคนอื่นๆ เขาไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรกัน เวลานี้ก็เคลียร์ไปได้มากแล้ว การโจมตีเรื่องการดูจิตก็หายไปจากลานธรรม
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องความขัดแย้งในแนวทางปฏิบัติ ระหว่างแนวพระสูตรกับแนวพระอภิธรรม เรื่องนี้ยังเคลียร์ไม่เสร็จ และอาจจะเสร็จไม่ทันก็ได้ครับ เพราะผู้ศึกษาพระสูตรก็ฝังแน่นกับพระสูตร ผู้ศึกษาอภิธรรมก็ฝังแน่นกับอภิธรรม ราวกับว่ามีพระพุทธเจ้ากันคนละองค์ ทั้งที่ความจริงเรื่องนี้เข้าใจไม่ยากเลย (ถ้าเจริญสติสัมปชัญญะเป็นแล้ว)
ถ้าเราสามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างสำนักปฏิบัติต่างๆ โดยมีพระไตรปิฎกเป็นแกนกลาง และมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อกัน รวมทั้งปราศจากอคติระหว่างผู้นิยมพระสูตรและอภิธรรมได้ น่าจะช่วยให้การศึกษาและเผยแผ่พระศาสนาราบรื่นมากขึ้น
ความเห็นที่ 9 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 16 มกราคม 2544 13:56:52
ผมเห็นด้วยกับคุณ listener ครับ
เรื่องการชักชวนคนให้สร้างบารมีไปรอพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เพราะเห็นว่ามรรคผลนิพพานพ้นสมัยแล้วนั้น เป็นการสร้างความไขว้เขวอย่างมากจริงๆ ครับ ส่วนเรื่องชวนไปเรียนอภิธรรมให้จบก่อนนั้นยังไม่ร้ายแรงเท่า เพราะเรียน 7 ปีครึ่งก็จบแล้วครับ แต่สิ่งที่เรียนในหลักสูตร 7 ปีครึ่งนั้น มีทั้งส่วนที่มีประโยชน์ต่อการปฏิบัติ และมีทั้งส่วนเกินออกไปไกลจากเรื่องทุกข์และการพ้นทุกข์ ถ้ารู้จักเลือกเรียนเฉพาะส่วนก็มีประโยชน์โดยใช้เวลาน้อยลง
อภิธรรมนั้นโดยเนื้อหาก็คือคำอธิบายธรรม (ส่วนคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ เป็นคัมภีร์ที่ประมวลเนื้อหาของอภิธรรมอีกชั้นหนึ่ง) และคำอธิบายธรรมนี้ก็มีปะปนอยู่ในพระสูตรด้วย เช่นคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ ซึ่งมีร่องรอยว่าเป็นต้นกำเนิดของอภิธรรมปิฎก ก็อาจจะเขียนขึ้นหลังการสังคายนาครั้งที่ 1 แต่ผู้นิยมพระสูตรอาจจะไม่ทราบว่า ในพระสูตรก็มีคำอธิบายที่แต่งเพิ่มเติมขึ้นเหมือนกัน และคำอธิบายเพิ่มเติมนั้นก็เป็นต้นเค้าของอภิธรรมในสมัยต่อมา
ส่วนผู้นิยมอภิธรรมก็อาจจะลืมไปว่าตนกำลังเรียนคำอธิบายธรรม จึงแสดงท่าทีเหมือนมองข้ามความสำคัญของเนื้อธรรมไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไปชอบคำอธิบายแทน เช่นกล่าวว่าใครๆก็อ่านมหาสติปัฏฐานสูตรไม่รู้เรื่อง ต้องเรียนอภิธรรมจึงจะรู้เรื่อง พูดอย่างนี้แม้จะมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ฟังอีกทีก็เหมือนลบหลู่ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไม่ชัดเจนพอ อันที่จริงสิ่งที่ทรงแสดงไว้นั้นพอแล้วกับผู้ฟังธรรมของท่าน แต่การมีคำอธิบายเพิ่มเติมก็ทำให้เข้าใจได้เร็วและถูกตรงขึ้น
การที่จะประสานความเข้าใจระหว่างปริยัติกับปฏิบัติ และประสานผู้นิยมพระสูตรกับพระอภิธรรมได้นั้น ผู้ประสานจะต้องเข้าใจทั้งปริยัติและปฏิบัติ และต้องรู้ทั้งพระสูตรและพระอภิธรรมด้วย จึงจะเข้าใจทัศนะพื้นฐานของผู้นิยมธรรมแต่ละอย่างนั้น เมื่อเข้าใจเขาแล้วจึงจะสร้างความเข้าใจกับเขาได้
ผมเห็นคุณดังตฤณต้องเหนื่อยยากในการถกเถียง เรื่องอภิธรรมบ้าง เรื่องมรรคผลเป็นของพ้นสมัยบ้าง จึงได้แนะให้คุณดังตฤณลองหันมาเรียนอภิธรรมดูบ้าง นอกจากจะได้ความรู้เพิ่มขึ้นและตรวจสอบตนเองได้มากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้ทำความเข้าใจกับผู้ศึกษาอภิธรรมง่ายขึ้น เพราะเขาเหล่านั้นโดยพื้นฐานแล้วก็รักพระธรรมวินัยเช่นกัน เขากลัวนักปฏิบัติจะเผยแผ่สัทธรรมปฏิรูปซึ่งก็น่ากลัวจริงๆ หากพูดภาษาเดียวกับเขาได้ก็จะเข้าใจกันง่ายขึ้น แล้วก็จะมีแนวร่วมในการช่วยกันต่อต้านสัทธรรมปฏิรูปทั้งหลายด้วย
ความเห็นที่ 11 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 17 มกราคม 2544 08:03:43
เรื่องการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเราขจัดอคติระหว่างสายการปฏิบัติเสียได้จะเป็นเรื่องดีที่สุดครับ อย่างสายพองยุบนั้นก็มีดีอยู่มากทีเดียว ที่ไม่ดีหรือทำแล้วเพี้ยนๆก็เพราะทำกันไม่ถูกเสียแหละมาก ผมไปเจอธรรมะที่คุณ Quin เขียนในลานธรรม ก็เห็นว่าเป็นข้อเขียนที่ดีมีประโยชน์จริงๆ แสดงให้เห็นว่าผู้รู้จริงในสายพองยุบก็ยังมีอยู่ จึงลอกมาให้อ่านกันในวิมุตติบ้าง เพราะเห็นว่าธรรมที่ดีนั้นกล่าวโดยใครก็ใช้ได้ทั้งนั้น
ในการปฏิบัติแบบพองยุบ ครูบาอาจารย์หลายท่านมักจะเน้นการกำหนดให้ทันปัจจุบัน ซึ่งคำว่า "กำหนด" นี้เองที่กำลังจะทำให้เกิดปัญหา หากผู้ปฏิบัติขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง
คำว่า "กำหนด" นั้น คือการใช้บัญญัติ(ซึ่งเป็นเรื่องรอง) ไปกำกับสภาพปรมัตถ์ที่ปรากฏในอารมณ์ปัจจุบัน(ซึ่งเป็นเรื่องหลัก) ผู้ปฏิบัติจำนวนมากที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงมีความกังวลกับการใช้บัญญัติในการกำหนดสภาวะต่าง ๆ ของตน มากกว่าการใส่ใจพิจารณาสภาพปรมัตถ์ ที่กำลังปรากฏในปัจจุบันขณะ และเป็นปัจจุบันอารมณ์ ทำให้ท่านผู้ปฏิบัติเหล่านั้นเผลอสติได้โดยง่าย บางครั้งผู้ปฏิบัติหลายท่านก็พยายามบริกรรมถี่ ๆ จนกลายเป็นการสร้างสภาพธรรมใหม่ ขึ้นปิดบังสภาพปรมัตถ์แท้จริงที่กำลังปรากฎ
ตัวอย่างเช่น ผู้ปฏิบัติบางท่านเกิดความคิดแทรกขึ้นมาในขณะที่กำลังอยู่ในอิริยาบทนั่ง เขาก็พยายามบริกรรมว่าคิดหนอ ๆ ๆ ๆ ซ้ำ ๆ แต่ความคิดซึ่งมีสภาพเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ แทนที่จะเบาๆลงตามการกำหนดองค์บริกรรมที่มากขึ้น กลับฟุ้งซ่านยิ่งขึ้น เขาก็กำหนดใหม่ว่าฟุ้งหนอๆๆๆ แต่ก็มิได้ทำให้ความฟุ้งมันลดลงได้เลย จนท้ายที่สุดเขาทนไม่ได้ ใจก็อยากให้หยุดคิดหยุดฟุ้งซ่าน ก็เลยกำหนดว่าหยุดคิดหนอหยุดฟุ้งหนอ แล้วจึงเปลี่ยนไปบริกรรมนั่งหนอเมื่อยหนอแทน เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ตนเอง
จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นว่าผู้ปฏิบัติท่านนี้คิดว่า การบริกรรมให้ทันอารมณ์ปัจจุบันเป็นการเจริญสติ เป็นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แต่กลับตกพร่องหัวใจหลักของการเจริญสติ คือโยนิโสมนสิการพิจารณาสภาพปรมัตถ์ที่ปรากฏตามความเป็นจริง
ในขณะที่ความคิดเกิดขึ้น การบริกรรมว่า "คิดหนอ" เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่การปฏิบัติเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ ผู้ปฏิบัติยังจะต้องพิจารณาสภาพธรรมที่ปรากฎกับจิตที่คิดด้วย ว่ามีลักษณะเช่นไร มีอารมณ์อื่นใดเกิดขึ้นประกอบด้วยหรือไม่ เช่นความยินดีพอใจ ความไม่พอใจไม่อยากให้คิด หรือลักษณะซัดส่าย หาประเด็นหลักไม่ได้ ที่เรียกกันว่าฟุ้ง เป็นต้น
การเข้าไปพิจารณานั้นผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น โดยสภาพจิตที่ทำงานจะมีลักษณะของธาตุรู้ดูธาตุไหว ปราศจากการปรุงแต่งว่าอยากหรือไม่อยาก การรู้ของจิตผู้ปฏิบัติจะทำหน้าที่พิจารณาสภาพธรรมที่ปรากฏตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีลักษณะการสั่งการหรือบังคับบัญชาใด ๆ
หากผู้ปฏิบัติโยนิโสมนสิการพิจารณาธรรมที่ปรากฏขึ้นตามทวารต่าง ๆ อย่างแยบคายด้วยสภาพจิตที่ประณีต ท่านเหล่านั้นก็จะพบอารมณ์ละเอียดที่เกิดดับมากมายต่อเนื่องกันเป็นสาย และยากที่จะหาบัญญัติใด ๆ มารองรับ ดังนั้นหากผู้ปฏิบัติพยายามจะคิดหาบริกรรมใด ๆ มากำหนด ในขณะที่อารมณ์เหล่านั้นปรากฏ สภาวะที่กำลังแสดงสภาพของมันอยู่ก็จะขาดลง การใช้องค์บริกรรมในภาวะนี้จะทำให้ตกปัจจุบันไปมาก อารมณ์ที่รู้ได้ก็จะเป็นอารมณ์หยาบ ๆ ยากที่จะนำมาใช้พิจารณาธรรมขั้นสูงได้
ความเห็นที่ 12 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 17 มกราคม 2544 08:09:34
ที่คุณ Quin ตั้งข้อสังเกตเรื่อง "การกำหนด" นั้น น่าฟังมาก เรื่องนี้แหละที่ผมเห็นมานานแล้วว่า ผู้ปฏิบัติทุกสายพลาดกันมาก คือแทนที่จะมีสติรู้ปรมัตถธรรมกลับไปจงใจและกำหนดกันทุกขั้นตอนของการปฏิบัติ อย่างละเอียดก็คือจงใจจะรู้ตัว และตั้งใจกำหนดจนกลายเป็นจดจ้องอารมณ์ อย่างหยาบๆก็จะเป็นอย่างที่คุณ Quin เขียนไว้ คือไป กำหนดคำบริกรรมตามหลังการ รู้ การปฏิบัติจึงพลาดจากการรู้สภาวะ หรือการรู้ปรมัตถ์อย่างซื่อๆ ตรงๆ ไปเป็นการปรุงแต่งจิตและอารมณ์ อันตกไปอยู่ในลักษณะของการทำสมถะ ทั้งที่คิดว่ากำลังทำวิปัสสนาอยู่
ความเห็นที่ 18 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 17 มกราคม 2544 13:41:42
เห็นด้วยกับคุณสุรวัฒน์ครับ ที่ว่าถ้าเป็นการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงก็ลงกันได้ทั้งนั้น เพราะแก่นแท้ของการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ อยู่ที่การเจริญสติสัมปชัญญะที่ถูกต้องเหมือนๆกัน ส่วนรูปแบบของการปฏิบัติที่ทำให้เกิดการแยกสำนักหรือสายการปฏิบัตินั้น เป็นเพียงเปลือกที่ผู้ปฏิบัติควรเลือกให้เหมาะสมกับตนเอง การเอาเปลือกมาอวดกันว่าเปลือกของใครจะดีกว่ากัน ก็คือการอวดความไม่เข้าใจถึงการปฏิบัติธรรมนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ผมหมายถึงสำนักหรือแนวทางที่มีหลักปฏิบัติถูกต้องตามหลักสติปัฏฐานเท่านั้น เพราะยังมีสำนัก/แนวทางนอกพระพุทธศาสนา แต่แฝงตัวอยู่ในร่มเงาของพระพุทธศาสนาอีกเป็นอันมาก ซึ่งเราจะประนีประนอมยอมรับว่าพวกนี้เป็นชาวพุทธไม่ได้ เพราะจะเท่ากับการทำให้พระพุทธศาสนาต้องปนเปื้อน
เคยมีผู้วิจารณ์ว่าชาวพุทธชอบการประนีประนอม จนกลายเป็นการโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหา วิธีการเช่นนี้ไม่ใช่พุทธวิธีเลยครับ เพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยอ้อมแอ้มหลีกเลี่ยงปัญหา ด้วยการยอมรับว่าคำสอนของพระองค์เหมือนกับคำสอนของครูทั้ง 6 หากแต่ทรงแจกแจงความจริงอย่างสมเหตุสมผล เพราะหลักธรรมของพระพุทธศาสนานั้น มีความเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ แต่ชาวพุทธรุ่นต่อมาอ่อนแอลง กลับไปยอมรับเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไว้ จนพระพุทธศาสนาเลือนลางลงอย่างน่าใจหาย
เวลานี้มีลัทธิแปลกปลอมแฝงตัวเข้ามาในพระพุทธศาสนามากมาย เช่นการนับถือภูติผีปีศาจ การเชื่อโชคเคราะห์ การปฏิบัติธรรมโดยพึ่งพาอำนาจภายนอก เช่นการสนับสนุนของพระศรีอารย์และเทวดา การฝึกพลังและสะสมอาวุธไว้ต่อสู้กับเทวปุตตมาร และการยอมรับต้นธาตุต้นธรรมและปลอมปนอริยสัจจ์ โดยอธิบายทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ออกไปเป็นลูกกลมๆ มีสีและขนาดต่างๆ เป็นต้น
ดังนั้นเราจะยอมรับปนๆไปว่าทุกสำนักดีทั้งนั้นไม่ได้นะครับ เพราะทำอย่างนั้นก็เท่ากับการปล่อยพระพุทธศาสนาไปตามยถากรรมนั่นเอง
ความเห็นที่ 26 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 18 มกราคม 2544 08:19:28
มีเพื่อนๆถามผมว่า ผมเชื่ออภิธรรมทั้งหมดหรือไม่ นับตั้งแต่ที่มาของพระอภิธรรมที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงบนดาวดึงส์ จนถึงตำราอภิธรรมตามสำนักเรียนต่างๆ
ขอเรียนว่าผมเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมบนดาวดึงส์ แต่ไม่มีหลักฐานว่าทรงแสดงอภิธรรมในส่วนใดบ้าง
ผมเชื่อว่าพระอภิธรรมปิฎกบางส่วนเป็นการเขียนขึ้นโดยพระเถระยุคหลัง ที่มีหลักฐานชัดเจนก็คือกถาวัตถุซึ่งแต่งโดยพระโมคคัลลีบุตร ติสสะเถระ ผู้นำการสังคายนาครั้งที่ 3 ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช และแม้แต่พระวินัย และพระสูตร ก็ไม่ได้ประมวลขึ้นคราวเดียวในการสังคายนาครั้งแรก เพราะในพระวินัยมีเรื่องการสังคายนาครั้งต่อๆมาอยู่ด้วย หรือพระสูตรหลายเรื่อง เป็นการแสดงธรรมของพระอานนท์หลังพุทธกาลบ้าง เป็นคำอธิบายธรรมบ้าง เช่นการขยายความธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงต่อ ศิษย์ของพราหมณ์พาวรี 16 องค์ มีพระอชิตะเป็นหัวหน้า เป็นต้น
ผมเชื่อว่าคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะเป็นผลงานชั้นเลิศที่สุดชิ้นหนึ่งของมนุษย์ มีความละเอียด ประณีต แสดงแก่นแท้ของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอนัตตาของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นการประมวลธรรมซึ่งซับซ้อน ให้เป็นหมวดหมู่ สั้น กระชับ ง่ายต่อการศึกษา แต่ธรรมบางเรื่องก็ไม่ปรากฏในชั้นพระไตรปิฎกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องวิถี
ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับตำราชั้นหลังจากนั้นเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราเรียนอภิธรรมในปัจจุบัน บางเรื่องก็รับได้ บางเรื่องก็รับยาก ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับทุกข์และการดับทุกข์แล้ว ผมไม่สนใจเลย เช่นเรื่องกำเนิดมนุษย์ที่มีกำเนิดจากต้นไม้ก็มี เกิดเองแล้วโตเลยแบบโอปปาติกะก็มี (มนุษย์ต้นกัปป์ ทำนอง อดัม - อีฟ) เรื่องโครงสร้างของจักรวาลที่เป็นแผ่นแบนๆ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยระบุว่าโลกเรานี้เป็นชั้นดินหนาเท่านั้น ชั้นหินหนาเท่านั้น น้ำแข็งหนาเท่านั้น รองรับด้วยชั้นลมหนาเท่านั้น เป็นต้น
แต่ผมก็เห็นว่าแม้อภิธรรมจะมีจุดไม่แน่ชัดเกี่ยวกับที่มา บางส่วนไม่ปรากฏหลักฐานรองรับในชั้นพระไตรปิฎก บางส่วนเกิดจากนักปราชญ์ชั้นหลังใช้ความคิดและตรรกะเขียนขึ้นมา บางส่วนมุ่งจะตอบปัญหาที่คนสนใจ แม้จะนอกขอบเขตของพระพุทธศาสนา แต่จุดดีเด่นของอภิธรรมก็มีอยู่อย่างมาก จนจุดด้อยไม่มีน้ำหนักพอจะทำลายคุณค่าของอภิธรรมได้ อภิธรรมมีประโยชน์อย่างมาก ถ้ารู้จักเรียนอย่างมีโยนิโสมนสิการ อย่างน้อยก็เป็นมาตรฐานอันหนึ่งที่จะจำแนกสัทธรรมปฏิรูปออกไป และบางส่วนมีประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเป็นกรอบการปฏิบัติธรรม ซึ่งในวันนี้หลักการปฏิบัติในบ้านเมืองของเราเข้าขั้นสับสนมากทีเดียว
ที่ผมสนับสนุนการศึกษาพระอภิธรรมในลานธรรม ก็เพราะเห็นว่าที่นั่นเป็นเวทีเปิด มีสัทธรรมปฏิรูปมาก อภิธรรมจะเป็นมาตรฐานกลางที่ดีที่สุดที่จะรักษาพระธรรมวินัยไว้ เพราะเราจะอาศัยตัวบุคคลไปรักษามาตรฐานไม่ได้ เนื่องจากไม่มีบุคคลใดที่จะรู้ทั่วถึงพระธรรมวินัยจริงๆ แม้กระทั่งพระอรหันต์ก็ไม่มีทางจะรู้ทั่วถึงพระปริยัติสัทธรรมได้ เนื่องจากนั่นคือที่รวมของพระปัญญาตรัสรู้ และความรู้ของพระสาวกนับแต่พระอัครสาวกลงมา
ความเห็นที่ 31 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 22 มกราคม 2544 08:32:35
ผมเห็นด้วยกับคุณหมอธุลีครับ การศึกษาอภิธรรมจะเอาแต่ตำราอย่างเดียวไม่พอ จะต้องปฏิบัติจนเห็นปรมัตถ์ของจิต เจตสิก รูป จริงๆ จึงจะนับว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา
ผมเองเข้าออกตามสำนักปฏิบัติสายอภิธรรมหลายต่อหลายแห่ง ยังไม่พบว่ากระทั่งครูบาอาจารย์ในสำนักเหล่านั้น จะสามารถรู้ปรมัตถ์ด้วยจิตที่เป็นสัมมาสมาธิจริงๆได้ (สำนักที่รู้จริงอาจจะมี แต่ผมยังหาไม่พบนะครับ) เพราะการรู้ตามตำรากับการรู้ด้วยจิตนั้นเป็นคนละเรื่องกันทีเดียว
ถ้าพวกเราเจริญสติสัมปชัญญะถูกต้อง ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เอานิ้วมือ 3 นิ้ว จับนิ้วมือสักนิ้วหนึ่งของอีกมือหนึ่ง ขยับไปมาเบาๆ ก็จะเห็นปรมัตถธรรมเกิดขึ้นมากมาย คือท่อนนิ้วมือที่ถูกจับขยับนั้น จะแสดงธาตุดินออกมาอย่างชัดเจน มีสภาวะเป็นท่อนแข็งๆ ไม่ใช่ตัวเราของเรา เวทนาที่เป็นอุเบกขาเวทนาที่เกิดขึ้น (ไม่ได้จับนิ้วบิดจนเกิดทุกขเวทนา) ก็เป็นสิ่งที่แทรกอยู่ในธาตุดินนั้น แต่ไม่ใช่ธาตุดิน ความรู้สึกหรือกายวิญญาณที่เกิดจากนิ้วจับนิ้ว ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่ทั้งรูปและเวทนา เป็นต้น ล้วนแต่แสดงสภาวะของตนๆ ที่ไม่ใช่ตัวเราของเราออกมาทั้งสิ้น
แต่ผู้ที่เจริญสติสัมปชัญญะยังไม่ถูกต้อง แม้ทำสิ่งเดียวกันก็ไม่เห็นปรมัตถ์ เช่นพอจับนิ้วมือ จิตส่วนลึกก็รู้สึกแล้วว่า เราจับนิ้วมือ(ของเรา) แล้วอาศัยการตรึก ว่านี่เป็นธาตุดิน หรือตรึกถึงการกระทบระหว่างนิ้วกับนิ้ว สภาวะของจิตที่อาศัยการตรึก ยังอาศัยอารมณ์ที่จำได้ มาเป็นอารมณ์ ไม่ใช่รู้อารมณ์ปรมัตถ์ของจริงแต่อย่างใด และส่วนมากที่พบเห็นว่าพอตรึกจิตก็ถลำ/เคลื่อนเข้าไปยึดถือ เกาะเกี่ยว กับอารมณ์นั้น เพื่อกำหนด เพื่อจดจำอารมณ์นั้น และใช้อารมณ์ทางใจที่กำหนดหรือจำไว้ เป็นอารมณ์เพื่อการปฏิบัติธรรมต่อไป ดังนั้นแม้จะเรียนรู้รูปตามตำรา แต่กลับไม่เห็นรูปปรมัตถ์ของจริงกัน ผลก็คือจิตดำเนินไปตามครรลองของสมถะ เกิดความสุข เกิดความสงบเบิกบาน บันเทิงอยู่ในความรู้ของตนโดยไม่รู้เท่าทัน
ความเห็นที่ 46 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 07:56:15
สำหรับที่แมนพบเห็นกิเลสนั้นก็ดีแล้วครับ แม้จะหลับและสิ่งที่รู้เห็นจะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยข้อสรุปเกี่ยวกับความหลงวนด้วยกิเลส ก็เป็นข้อเตือนใจที่เป็นประโยชน์แล้ว
ผมเคยเห็นข้อความในลานธรรม เห็นมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ยังไม่ได้แก้ไขอยู่เรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับการบรรลุธรรมหรือเกิดมรรคผลในขณะนอนหลับ ขอเรียนว่าไม่มีหลักฐานรองรับในชั้นพระไตรปิฎกว่าเป็นไปได้นะครับ กระทั่งในคัมภีร์กถาวัตถุ ก็ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิด และผมก็ไม่เคยพบเห็นตัวอย่างจริงด้วย
อย่างไรก็ตามครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า จิตที่บรรลุธรรมต้องประกอบด้วยอัปนาสมาธิขั้นใดขั้นหนึ่ง ในเวลาที่ท่านเล่าเรื่องการบรรลุมรรคผลของท่านให้ผู้ปฏิบัติฟังเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา บางท่านก็เล่าแบบเลี่ยงๆว่าท่านฝันไปว่าจิตดำเนินอย่างนั้นๆ ผู้ฟังไม่เข้าใจว่านั่นเป็นโวหารของท่านเพื่ออนุโลมตามพระวินัย จึงไปจำเอาเองว่าการบรรลุมรรคผลเกิดขึ้นได้ในขณะที่นอนหลับ
ผมเองก็เคยได้ยินหลวงพ่อองค์นี้ท่านเล่าเรื่องนี้มาแล้วด้วยตนเองจึงเข้าใจความนัยของท่าน ว่าท่านไม่ได้บอกว่าผู้ปฏิบัติสามารถบรรลุมรรคผลในขณะหลับได้ เพราะขนาดตื่นยังมีสติสัมปชัญญะกันไม่ค่อยดี จะไปหวังรู้ธรรมตอนนอนหลับกันทำไมครับ
จึงฝากเรื่องนี้เป็นข้อมูลไว้ครับ เพื่อไม่ให้พวกเราไขว้เขวในธรรมกัน เพราะผู้มีความรู้ทางปริยัติเขาจะติเตียนเอาได้ว่าพวกเราเผยแพร่สัทธรรมปฏิรูปกัน |