|
ความเห็นที่ 12 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม 2543 15:29:23
เรื่องการศึกษาความคิดของนักปราชญ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากครับ ลำพังเราจะฟังถ้อยคำบางส่วนบางเรื่องแล้วนำมาวิเคราะห์ ก็อาจจะได้ภาพที่คลาดเคลื่อนได้ อย่างเต๋าก็พูดถึงความว่าง เซ็นก็พูดถึงความว่าง พุทธพูดถึงการดับตัณหา เชน/ชินะ ก็พูดถึงเหมือนกัน
หากมีข้อมูลมากขึ้นเราคงจะได้ภาพว่า คำสอนสูงสุดของท่านกฤษณมูรติคืออะไร มรรคหรือวิธีเข้าถึงสิ่งสูงสุดนั้นคืออะไร ต่อเมื่อเห็นสองจุดนี้แล้วจึงจะพออนุมานได้ว่า คำสอนของท่านผู้นี้กับพระพุทธศาสนาสอดคล้องกัน
อย่างการกล่าวถึงการไม่คิดนึกปรุงแต่ง แล้วรู้เห็นธรรมชาตินั้น อาจเป็นการรู้แล้วปล่อยวางก็ได้ หรืออาจเป็นการรู้เพื่อหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับธรรมชาติก็ได้ ถ้าเป็นอย่างแรกก็ต้องกล่าวว่าท่านกฤษณมูรติรับความคิดทางพระพุทธศาสนาไปใช้ (ไม่ใช่ท่านรู้เองเห็นเอง เพราะพระพุทธเจ้าจะอุบัติในยุคที่ยังมีพระศาสนาไม่ได้) ถ้าเป็นอย่างหลังท่านก็ไม่ใช่พุทธ แต่อาจจะเป็นเต๋า ฮินดู หรือลัทธิใหม่ๆ ของท่านก็ได้หรือขัดแย้งกัน หรือสอดคล้องกับลัทธิศาสนาใดกันแน่
ความเห็นที่ 18 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม 2543 10:45:45
เท่าที่อ่านเรื่องของคุณกฤษณะฯ มาจนป่านนี้ ผมยังไม่เห็นชัดว่า ความจริงสูงสุดหรือการที่รู้จักตนเองของคุณกฤษณะฯ นั้น มีสภาวะอย่างไร ส่วนมรรควิธี ถ้าเป็นการเจริญสติสัมปชัญญะอย่างแท้จริงก็คือวิถีแห่งพุทธ ผลก็ย่อมไม่หนีไปจากมรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
แต่คนที่พูดถึงการเจริญสติสัมปชัญญะนั้นมีอยู่มากมาย แม้ในปัจจุบันไปทางไหนก็พบแต่ผู้เจริญ "สติสัมปชัญญะ" ทั้งที่สิ่งที่เจริญนั้นบางทีก็ไม่ใช่สติสัมปชัญญะในทางพระพุทธศาสนา ดังนั้นแม้คุณกฤษณะฯจะพูดถึงเรื่องสติสัมปชัญญะไว้ (อาจจะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น) แต่เราก็ไม่ทราบถึงคุณภาพแท้จริง ว่าใช่หรือไม่ใช่สัมมาสติและสัมมาทิฏฐิ(สัมปชัญญะ)
สะกิดใจนิดหนึ่งตรงที่คุณดังตฤณกล่าวถึงความไม่เคารพพระศาสดา จุดนี้ไม่ใช่วิสัยที่พระอริยบุคคลจะมีได้ เพราะพระโสดาบันนั้น ท่านมีองค์คุณประจำใจ 5 ประการ คือ 1 - 3 ความเคารพแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย 4. ความไม่ถือมงคลตื่นข่าว 5. ความไม่มีบุญเขตนอกพระพุทธศาสนา (หมายถึงถ้าทำบุญกับศาสดาหรือนักบวชของศาสนาอื่น จะทำในลักษณะการสงเคราะห์ ไม่ใช่ทำด้วยความเคารพเป็นสรณะ)
อย่างไรก็ตาม ผมมีจุดที่มีประสบการณ์แตกต่างจากคุณดังตฤณอยู่จุดหนึ่ง คือตรงที่คุณดังตฤณกล่าวว่า "ระดับสาวกธรรมดานั้น ถ้าขาดกำลังศรัทธาเป็นตัวหนุนแล้ว ลำพังแค่กำลังสติปัญญาสามัญ ไม่มีทางที่จะเอาจิตดิ่งถึงมรรคถึงผลแน่ เพราะจิตคนนั้นกลับกลอกลังเลได้ทุกเมื่อ หากขาดศรัทธาเชื่อมั่นในพระศาสดา ไม่พึ่งกระแสพุทธคุณก็หมดสิทธิ์เอาตัวรอดได้ เว้นแต่จะปรารถนาปัจเจกโพธิภูมิมาก่อน"
จุดนี้คุณดังตฤณอาจจะนึกถึงกรณีที่ "มติ" เมื่ออ่านเรื่องพระพาหิยะ แล้วเกิดปีติเพราะความศรัทธาท่วมท้นใจ จนจิตรวมตัดกระแสลงได้ จึงเห็นว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีศรัทธา รับกระแสจากครูบาอาจารย์
อันที่จริงการแล่นไปสู่กระแสธรรมนั้นมีได้หลายลักษณะ ถ้าไปด้วยกำลังของศรัทธาเรียกว่าสัทธานุสารี นับเป็นหนึ่งในพระอริยบุคคล 7 ประเภทคือ 1. อุภโตภาควิมุตต [ท่านผู้หลุดพ้นแล้วโดยส่วนทั้งสองคือสมาธิและปัญญา] 2. ปัญญาวิมุตต [ท่านผู้หลุดพ้นแล้วด้วยอำนาจปัญญา] 3. กายสักขิ [ท่านผู้สามารถด้วยกาย] 4. ทิฏฐิปัตต [ท่านผู้ถึงแล้วด้วยความเห็น] 5. สัทธาวิมุตต [ท่านผู้พ้นแล้วด้วยอำนาจศรัทธา] 6. ธัมมานุสารี [ท่านผู้ประพฤติตามธรรม] 7. สัทธานุสารี [ท่านผู้ประพฤติตามศรัทธา] (รายละเอียดเชิญหาอ่านเอาเองนะครับ ในพระไตรปิฎกฉบับประชาชนก็มีชัดเจน)
กรณีบุคคลที่แล่นไปสู่กระแสธรรมด้วยความรื่นเริงในธรรมก็เช่น "ปู่ชนะ" คือเมื่อเจริญสติสัมปชัญญะไปก็พบความลึกซึ้งแปลกใหม่ของธรรมที่ไม่เคยพบไปตามลำดับ เป็นแรงดึงดูดให้พากเพียรเจริญสติสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่ปฏิบัตินั้นไม่ได้คำนึงถึงพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่ง แต่จิตก็รุดไปสู่ธรรมได้ด้วยกระแสปัญญา
การมีนักปฏิบัติหลายๆคน ทำให้เราได้รู้จัก "ทางนฤพาน" หลายๆรูปแบบ แต่ก็จะพบว่าไม่เกินไปกว่าที่พระศาสดาทรงแสดงไว้และปรากฏในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด
*******************************************
ความเห็นที่ 20 โดยคุณ ดังตฤณ วัน ศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม 2543 11:11:32
ความหมายของผมคงเป็นว่า ถ้าไม่เชื่อเสียเลยว่ามรรคมี ผลมี ผู้ทำได้ไว้ก่อนมี น่าทำตามท่านบ้าง ก็คงไม่มีจิตดำเนินตามนั้นครับพี่ตุ้ม เพราะที่กฤษณะมูรติกล่าวไว้ มีหลายแห่งที่ระบุว่าต้องปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างออกจากจิตใจ รวมทั้งความเชื่อต่างๆด้วย ผมคิดว่าถ้าปราศจากความเชื่อในการดำเนินจิต ไม่มีความศรัทธาในตัวผู้นำ (คือศาสดา) สิ่งที่เกิดขึ้นคือปล่อยจิตใจให้เหม่อไปกับกิเลสมากกว่าจะสู้กับกิเลส
*******************************************
ความเห็นที่ 22 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 26 สิงหาคม 2543 08:14:08
ผมเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาเป็นอะไรอื่น นอกจากเป็นธรรมชาติเนื้อเดียวกับชีวิตจิตใจ กระทั่งศาสนพิธีต่างๆก็ทำไปอย่างนั้นเอง เพราะเป็นรูปแบบที่จำเป็น เนื่องจากธรรมแท้ที่พ้นสมมุติบัญญัติเป็นสิ่งที่รักษาถ่ายทอดกันไม่ได้ ก็ต้องอาศัยสมมุติบัญญัติ เช่นคำพูด พิธีกรรม ฯลฯ เป็นเครื่องทรงร่องรอยไว้
เข้าใจความหมายในคำพูดของคุณดังตฤณแล้วครับ ถ้าคุณกฤษณะเห็นว่าให้ปล่อยความเชื่อทั้งหลายทิ้งจากจิตใจ ก็จะคล้ายกับที่คุณ listener กล่าวถึงพราหมณ์เล็บยาว และทำนองเดียวกับที่ปัญญาชนในบ้านเราบางส่วน พูดกันถึงความไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง คำพูดที่ไม่มีมรรควิธีรองรับก็คือความเชื่อหรือความเห็นอันหนึ่งที่ควรปล่อยวางทิ้งเสียด้วย เพราะถือไว้แล้วก็เท่ากับนอนประคองก้อนอัตตาไว้เหมือนกัน
แต่ถึงตอนนี้ผมว่าเราอย่าไปสรุปเลยครับว่าคุณกฤษณะท่านเป็นอะไร เพราะการศึกษาบุคคลสักคนหนึ่งไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เรารู้แค่ว่าท่านพูดอะไร ท่านสอนอย่างไร ก็น่าจะพอสมควรแล้ว ไม่จำเป็นต้องแขวนป้ายให้คุณกฤษณะว่าเป็นเจ้าลัทธิใด เป็นพุทธหรือไม่ เพราะคุณกฤษณะคงไม่ชอบให้ทำอย่างนั้นหรอกครับ เนื่องจากมันดูธรรมดาและขาดความงามเกินไป |