ความเห็นที่ 15 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 24 มีนาคม 2543 13:44:39 ตอบคุณนิพ เรื่องที่จะทำให้อินทรีย์/พละ 5 สม่ำเสมอกันนั้น ไม่ใช่ว่ามีความเพียรมากแล้วลดความเพียรลง เคยเดินจงกรมวันละ 2 ชั่วโมง ปรับให้เหลือ 1 ชั่วโมง เพื่อจะให้สมดุลกับที่ยังมีสติน้อยๆ มีสมาธิน้อยๆ ไม่ใช่แบบนี้นะครับ เพราะมีแต่จะพากันน้อยลงทุกอย่าง เป็นการเสียท่ากิเลสอย่างร้ายแรงทีเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมใช้มาแล้วก็คือ การพิจารณาอย่างแยบคาย คือในเรื่องศรัทธานั้น ผมไม่เคยมีศรัทธาในครูบาอาจารย์จนถึงขั้นงมงาย อันนี้เป็นนิสัยมาแต่ดั้งเดิม คือครูบาอาจารย์สอนอะไร จะลองนำมาปฏิบัติดูอย่างจริงจัง แล้วไปทดสอบรายงานผลกับท่าน แต่ไม่เคยรู้สึกว่า ครูบาอาจารย์เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ไม่เคยคิดว่า จะต้องพึ่งพาอยู่ใกล้ท่าน จึงจะปฏิบัติได้
เรื่องความเพียรมากเกินไปนั้น ก็ต้องสังเกตจิตใจตนเอง ว่าที่กำลังปฏิบัติอยู่นั้น ทำไปเพราะความอยากหรือเปล่า คาดหวังอะไรแฝงเร้นอยู่หรือเปล่า เจริญสติสัมปชัญญะถูกต้องหรือเปล่า เมื่อสามารถเจริญสติได้ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติอยู่ตลอดวัน ในทุกอิริยาบถเมื่อมีโอกาสทำได้ ก็จัดว่าเป็นการทำความเพียรที่พอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ไม่เกี่ยวอะไรกับว่าต้องเดินเท่านั้น ต้องนั่งเท่านี้
เรื่องสติก็ต้องสังเกตจิตใจตนเองเหมือนกัน ว่าสตินั้นกล้าแข็งเกินไปหรือไม่
สติที่พอดี คือสติที่ตามระลึกรู้อารมณ์ไปอย่างสบายๆ ไม่เคร่งเครียด คล้ายๆ กับงูเห่า คือเวลาอยู่ปกติมันก็สงบๆ อยู่เฉยๆ แต่พอมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาใกล้ งูจึงจะชูคอขึ้นมาคอยดูสิ่งแปลกปลอม เวลาอยู่ปกติ งูไม่จำเป็นต้องชูคอให้เมื่อย สติก็เหมือนกัน ในเวลาปกติก็รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏไปเรื่อยๆ ต่อเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นภัย คือกิเลสตัณหาต่างๆ ผ่านมา สติจะตื่นตัวปั๊บขึ้นมาเป็นอัตโนมัติ เพื่อรู้สิ่งแปลกปลอมนั้น ก็จะเห็นสิ่งนั้นผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ถ้าไปตั้งสติเคร่งเครียดเกินไป คอยระวังตัวแจอยู่ทุกขณะจิต อันนั้นเหนื่อยเกินไปครับ แล้วกิเลสตัณหามันจะพาลซ่อนเงียบหมด เพราะไม่อยากเดินผ่านหน้าสติที่เป็นนักเลงโตถือมีดไม้คอยจ้องอยู่ตลอดเวลา กิเลสมันหลบไปนอนสบาย คนที่ลำบากก็คือเจ้าตัวที่ตั้งสติแรงเกินไปนั่นเอง
ถ้าพิจารณาอย่างแยบคายรู้ว่าตั้งสติแข็งไป ก็เพลาๆ การระวังบังคับจิตใจลงบ้าง
เรื่องสมาธิก็เหมือนกัน ถ้าทำสมาธิแบบเคลิ้มๆ อยู่เสมอ ก็หัดมาทำความตื่นตัวของจิตให้มากขึ้น แต่ถ้ามันตื่นตัวเกินไป แบบไม่เคยสงบสบายพักผ่อนเลย ก็หันมาทำความสบายให้แก่จิตบ้าง จะใช้จิตทำงานแบบใช้แรงงานทาสไม่ได้ ต้องให้เขาได้พักผ่อนบ้าง
ตัวปัญญาก็เหมือนกัน ปัญญาจริงๆ ไม่มีอะไรมาก เพียงเห็นจิตและอารมณ์เป็นไตรลักษณ์แบบประจักษ์ต่อหน้าต่อตาก็พอแล้ว ส่วนความรู้ความเห็น ความแตกฉานต่างๆ นั้น ไม่มีประโยชน์อะไรนักหรอกครับ ดังนั้นแทนที่จะคิดๆ เอา ก็หันมารู้ๆ เอา ปัญญาจะได้พอดีๆ ครับ |