|
|
ความเห็นที่ 4 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 8 มกราคม 2544 10:08:59 สาธุครับตึก ถ้าจับหลักอริยสัจจ์ได้ ก็เห็นจะหายห่วงได้ครับ เพราะทุกข์ที่จะต้องรู้นั้น มีตั้งแต่ทุกข์หยาบจนทุกข์ละเอียด ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งถึงจุดไหน ก็ละสมุทัยในจุดนั้นได้ เช่นเห็นขันธ์เป็นทุกข์ จิตก็ไม่ทะยานเข้าไปยึดขันธ์แต่รวมลงมาอยู่ที่จิตผู้รู้ ถ้าเห็นจิตผู้รู้อย่างแจ่มแจ้งว่าเป็นทุกข์อีก ก็จะปล่อยวางจิตเสียได้
เมื่อปล่อยวางจิตได้แล้ว จิตจะนิพพานหรือไม่นิพพาน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกังวลสนใจต่อไปอีก เพราะความปรารถนานิพพาน ก็เกิดจากความยึดจิต ว่าเป็นตัวเราของเราเท่านั้นเอง
นิพพานเป็นธรรมชาติที่สิ้นทุกข์ สิ้นความปรุงแต่ง ถ้าอยากรู้จัก ก็ต้องอบรมจิตจนสิ้นทุกข์และสิ้นความปรุงแต่งจริงๆ จึงจะรู้ได้ สุขของนิพพานนั้น เป็นสุขเพราะสิ้นความเสียดแทง ของกิเลสตัณหาเครื่องปรุงแต่งทั้งปวง ไม่ใช่สุขที่เกิดจากการเสพย์พระนิพพาน
ความเห็นที่ 16 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 10 มกราคม 2544 09:05:27 ที่ผมสาธุไว้นั้น เพราะชอบใจที่คุณสุรวัฒน์ชี้ประเด็นว่า ต้องรู้เข้ามาที่จิตซึ่งเป็นทุกข์เพราะยึดอารมณ์ ไม่ใช่เพียงแต่รู้ทุกข์ชั้นนอกๆ ของขันธ์เท่านั้น ตรงนี้เป็นแก่นสำคัญของการดูจิตเชียวครับ เพราะชื่อว่าการดูจิตได้ ก็เพราะดูให้ถึงจิตจริงๆ
ความเห็นที่ 19 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 10 มกราคม 2544 10:23:32 ความจริงกระทู้นี้น่าจะเป็นเรื่อง "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ยิ่งกว่า "เจ้าชู้กลับมาตายรัง" นะครับ คือบรรดานักปฏิบัติทั้งหลายนั้น ศึกษาธรรมออกไปกว้างขวางมากมาย และมีวิธีหรืออุบายปฏิบัติต่างๆ มากมาย ก็เพียงเพื่อจะทวนกระแสโลกกลับมาปลดปล่อยจิตออกจากกองทุกข์ ด้วยการกระทำ ที่ไม่มีการกระทำใดๆ เลย |