header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow หลายปัญหาของเพื่อนนักปฏิบัติ
หลายปัญหาของเพื่อนนักปฏิบัติ
ความเห็นที่ 7 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 22 พฤศจิกายน 2543 08:38:49
ปัญหาของเก๋มีหลายเรื่องซ้อนกันครับ
คือเรื่องจิตหนีเที่ยวอย่างหนึ่ง
เรื่องความมัวคือโมหะครอบงำอย่างหนึ่ง
และเรื่องถูกเวทนาครอบงำอีกอย่างหนึ่ง
ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ในเวลาที่เจ็บป่วย
ในฐานะที่เก๋เป็นพ่อลูกอ่อน แถมลูกดกกว่าเพื่อน
ถ้าพูดธรรมะเกี่ยวกับเด็กคงเข้าใจง่าย
จิตก็เหมือนเด็กซนๆ นั่นเอง เวลาที่ผู้ใหญ่(มีสติ)คอยดูอยู่ ก็ไม่หนีไปไหน
ถ้าผู้ใหญ่มีงานยุ่ง หรือเจ็บไข้ได้ป่วย เด็กมันก็หนีเที่ยวเป็นธรรมดา
บางทีเด็กก็ไปเล่นคลุกฝุ่นมอมแมม
เล่นไปเล่นมา บางทีก็เจ็บตัวกลับมาบ้าน


จิตที่มันชอบหนีเที่ยวนั้น
ถ้าวันหนึ่งมันรู้ว่าไปแล้วจะเป็นทุกข์ มันก็ไม่ไปเอง
แต่วันนี้ปัญญาของจิตยังไม่พอที่จะเห็นทุกข์
จิตก็ยังพอใจที่จะไปเที่ยวอยู่


การจะจัดการกับจิตนั้น ก็เหมือนจัดการกับเด็ก
คือจะหักหาญกับเขาด้วยกำลังไม่ได้
ต้องรู้จักขู่ ต้องรู้จักปลอบ ต้องรู้จักชม ต้องรู้จักให้รางวัล
ตรงนี้มีอุบายสารพัดที่จะจัดการได้


ในขณะที่เจ็บป่วย โมหะครอบงำ เวทนาครอบงำ
ถ้าสู้ได้ด้วยวิปัสสนา ก็ต้องสู้ด้วยวิปัสสนาอย่างที่พรรคพวกแนะนำไว้แล้ว
ถ้าสู้ด้วยวิปัสสนาไม่ไหว ก็ต้องทำสมถะ
ถ้าทำสมถะก็ไม่ไหว ก็ต้องพักผ่อนให้สบาย หาอารมณ์ที่ชอบใจมาล่อ
อย่างผมเวลาปฏิบัติจนเหนื่อย หรือก่อนจะนอน
บางทีก็หาหนังสือเบาๆ มาอ่าน
ให้จิตใจผ่อนคลายเสียก่อน แล้วค่อยเจริญสมถะวิปัสสนาใหม่
จะทำได้ง่ายกว่าการดันทุรังทำครับ


ถ้าทั้ง 3 วิธียังไม่ได้ผล ก็ทานยา แล้วนอนให้หลับเสีย
ตื่นขึ้นมาแล้วให้รีบฝึกสติสัมปชัญญะต่อไปใหม่
ไม่เห็นจะยากอะไรเลยครับ
(ถ้าไม่ถูกความ "อยากดี" มาครอบงำจิต)


ความเห็นที่ 8 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 22 พฤศจิกายน 2543 08:57:07
เห็นพวกเราหลายคนพูดเรื่องจิตผลุบๆ โผล่ๆ เข้าไปติดอารมณ์
แล้วรู้สึกว่าการปฏิบัตินี้น่าสนุกจริงๆ ครับ
คนที่เขาไม่ได้ปฏิบัติ เขาคงสงสัยว่า พวกนี้เป็นอะไรกัน พูดอะไรกัน


ผมเองเมื่อแรกปฏิบัตินั้น ได้ฟังธรรมจากหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้ดูจิต
ระหว่างขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพ ก็พยายามพิจารณาขันธ์ 5 เพื่อหาจิต
โดยหัดแยกอารมณ์ที่ถูกรู้เรื่อยๆ ไป
จนถึงกรุงเทพก็แยกเอาจิตออกจากอารมณ์ได้เป็นคราวแรก
ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่จิตมันแยกแป๊บเดียว ก็ถูกอารมณ์ห่อหุ้มเข้ามาอีก
พยายามพิจารณา พยายามแยก พยายามดึง พยายามทำลายสิ่งห่อหุ้ม
ราวสักสัปดาห์หนึ่งก็แยกได้อีก และนานขึ้นหน่อย
ต่อมาก็แยกได้บ่อยขึ้น จนถึงกับตั้งใจไว้ว่า วันไหนแยกไม่ได้จะไม่นอน
หรือตอนตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน
ก็ตั้งใจว่า ต้องแยกก่อนจึงจะนอนต่อ


หัดมากเข้าๆ จนเกิดจิตรวมใหญ่คราวหนึ่งแล้ว
คราวนี้พอเห็นการห่อหุ้ม ไม่นานจิตก็แยกออกได้ไม่ยาก
โอกาสที่จิตจะถูกห่อหุ้มอย่างเก่ามีไม่มากนัก
ถัดจากนั้นชำนาญขึ้น จิตก็ไม่ถูกเข้าห่อหุ้มอีก
มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบานเป็นปกติ
ถัดมาอีกจิตมีปกติลอยตัวขึ้นเหนือสิ่งห่อหุ้ม
มาถึงขณะนี้ พบอีกว่าจิตที่ลอยตัวแล้วนั้น
มีการทำงานก่อภพก่อชาติอยู่ภายใน
คือกิเลสหมุนตัวทำงานก่อภพก่อชาติไป
ปัญญาก็ทำงานถอดถอนกันเรื่อยไป


พวกเราปฏิบัติกันไปเถอะครับ
วันนี้ยังถูกห่อหุ้ม ยังผลุบๆ โผล่ๆ ก็ปฏิบัติไป
อีกหน่อยก็ไม่ต้องผลุบโผล่
ถัดจากนั้นจะลอยตัวพ้นจากความปรุงแต่งหยาบๆ เหล่านี้
แล้วมีความสุขมากเชียวครับถ้าพอใจจะลอยตัวอยู่อย่างนั้น
ถ้าจะเดินต่อ ก็ย้อนมาศึกษาจิตที่ลอยตัวเพื่อทำลายเชื้อเกิดกันต่อไป


จะหาอะไรสนุกและน่าสนใจเท่ากับปฏิบัติ ไม่มีหรอกครับ


ความเห็นที่ 9 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 22 พฤศจิกายน 2543 09:13:40
พอจะเทียบให้พวกเราฟังง่ายๆ อีกหน่อยก็ได้ครับ
อันนี้เราพูดกันภายในหมู่คนกันเอง


จิตที่ถูกห่อหุ้ม จมแช่อยู่ในก้อนทุกข์นั้น ยังเป็นจิตที่เกิดในอบายภูมิ
จิตที่พ้นออกจากการจมแช่นั้น ก็คือจิตที่เกิดในสุคติภูมิระดับมนุษย์และเทวดา
จิตที่ลอยตัวขึ้นนั้น ก็คือจิตที่เกิดในพรหมโลก
ในขั้นแรกที่ปฏิบัตินั้น จิตยังผลุบโผล่อยู่ระหว่างอบายและมนุษย์/เทวดา
พอทำมากเข้า จิตก็ไม่ไปอบาย แต่มาอยู่ในภูมิมนุษย์/เทวดา
ทำมากเข้าอีก จิตก็ผลุบโผล่อีก
แต่เป็นการผลุบโผล่ระหว่างภูมิมนุษย์/เทวดากับพรหมโลก
ทำมากเข้าอีก ก็จะอยู่ในภูมิของพรหมโลก
ไม่กลับมาสู่ความเป็นมนุษย์และเทวดา


การพัฒนาจิตไปตามลำดับนี้
จะพัฒนาไปด้วยการทำทาน รักษาศีล และทำสมถะก็ได้
แต่ทำแล้วยังเวียนลงได้อีก
แต่ถ้าจิตพัฒนาไปด้วยวิปัสสนา
ก็มีแต่จะเขยิบขึ้นไปตามลำดับ ไม่มีลงครับ


ความเห็นที่ 15 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 22 พฤศจิกายน 2543 15:26:45
ที่คุณคิดเอาเองกล่าวว่า
"เพราะผมสังเกตว่าในชีวิตปัจจุบันหากไม่มีผัสสะที่รุนแรงหน่อย ๆ
มันก็มีแต่ความรู้สึกเฉย ๆ อารมณ์ก็คือความเฉย ๆ ถ้าอารมณ์เป็นความเฉย ๆ
ผมก็นึกไม่ออกว่าในขณะที่จิตแยกออกจากอารมณ์นั้น
เราจะสามารถมองเห็นการที่จิตแยกออกจากอารมณ์ได้อย่างไรครับ"


ตรงเฉยนี่แหละครับที่จิตคุณคิดเอาเองจมแช่อยู่โดยมองไม่ออก
เพราะถ้ามองออกก็จะไม่จมแช่อยู่ แต่จะผลุบๆ โผล่ๆ จนกว่าจะหลุดออกได้
เหตุที่จิตไปจมแช่ความเฉยๆ นั้น เพราะจริตนิสัยเป็นคนเงียบๆ ง่ายๆ
ถ้าโลดโผนวุ่นวายอย่างคนอื่น ก็จะเห็นจิตจมแช่อยู่กับสิ่งที่หยาบกว่านั้นครับ
บางคนติดเป็นก้อนแน่น เหนียว หยุ่น หนา อยู่กลางอกทีเดียว
เมื่อติดของละเอียด ก็รู้ยากสักหน่อยครับ
ถ้ายังไม่รู้ ก็ต้องหมั่นเจริญสติสัมปชัญญะ หมั่นสังเกตเรื่อยไป
จนจิตเข้าใจแจ่มแจ้งไปเองครับ


การที่จิตไปติดอะไรแล้วรู้ไม่ทันนี้แหละ ทำให้ติดไม่เลิก
เมื่อใดสติปัญญารู้ทันสิ่งนั้น ก็หลุดจากสิ่งนั้น
ไปติดสิ่งที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกครับ
ในกระทู้ที่ 171 เรื่องสติปัญญาเป็นเครื่องถอดถอนจิตออกจากกองทุกข์
ก็คือเรื่องนี้เองครับ


ความเห็นที่ 17 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 23 พฤศจิกายน 2543 13:29:31
ถ้าสู้ได้ก็ต้องสู้ไปตามลำดับขั้นนะครับ
ไม่ใช่จู่ๆ ก็ไปเลือกขั้นที่ 4 คือนอนหลับทันที
เหมือนอย่างการแก้ง่วง 8 วิธี
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระโมคคัลลานะนั้น
ผู้ปฏิบัติจะเอาแต่วิธีที่ 8 คือสีหไสยาสน์ อย่างเดียว ก็ไม่ไหวหรอกครับ
เพราะกิเลสจะเอาไปกินหมด


ความเห็นที่ 19 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2543 07:52:31
จิตที่เฉยๆ เงียบๆ เป็นจิตชนิดที่ดูยากที่สุดครับ
การจะแก้ไข อาจจะกำหนดลมจนจิตสงบ
เกิดปีติและความสุขแล้ว ค่อยรู้ปีติสุขก็ได้
หรือจะกำหนดลม แยกว่าลมเป็นของถูกรู้ ก็ได้
จะใช้ความคิดพิจารณาธรรมที่ถูกใจ เพื่อให้จิตแสดงอาการออกมาก็ได้
หรือจะใช้กรรมฐานอื่นๆ เช่นการรู้อิริยาบถก็ได้
สรุปแล้วต้องหางานให้จิตทำ
อย่าให้จิตไปจมแช่ความนิ่งเฉยอยู่นานๆ ครับ


ความเห็นที่ 21 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน 2543 09:36:02
ผมก็มีตาเห็นรูป มีหูได้ยินเสียง มีจมูกได้กลิ่น มีลิ้นรู้รส
มีกายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง มีจิตคิดนึก
ไม่ได้มีผัสสะอะไรแปลกแตกต่างจากคนอื่นๆ เลยครับ
แต่ความแปลกมันไปต่างกันที่คุณภาพของจิตที่รู้อารมณ์ต่างหากเล่าครับ
คือบางคน จิตรู้อารมณ์แล้ว จิตประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ
บางคน จิตรู้อารมณ์แล้ว จิตซึมอยู่เฉยๆ เป็นอกุศลจิตที่ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ
บางคนจิตเป็นกุศลจิต มีสติรู้อารมณ์ก็จริงแต่ไม่ประกอบด้วยปัญญา
แต่บางคน จิตมีปัญญาประกอบจิตซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
เป็นจิตรู้ สงบ เบิกบาน และฉลาดแจ่มใส


การปฏิบัตินั้น เราพัฒนาจิตกันครับ ไม่ใช่พัฒนาอารมณ์หรือผัสสะ
ถึงเป็นพระอรหันต์ ก็พบอารมณ์ พบผัสสะอย่างเดียวกับคุณคิดเอาเองนั่นเอง


ความเห็นที่ 28 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 28 พฤศจิกายน 2543 14:56:46
เมื่อแยกลมหายใจอันเป็นรูป ออกจากนามคือจิตผู้รู้แล้ว
ก็ให้ทำจิตใจให้สบาย รู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ โดยไม่เผลอและไม่เพ่ง
ทำอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ถ้ามีสิ่งใดแปลกปลอมเข้ามาในจิต
เช่นขี้เกียจรู้ลมหายใจ หรือสงสัยว่าจะต้องรู้ลมหายใจไปถึงไหน
ก็ให้รู้ทันสิ่งแปลกปลอมนั้น จนมันดับไป
แล้วก็มารู้ความเกิดดับของลมหายใจต่อไปด้วยจิตที่สบายๆ เป็นกลางๆ ต่อไปอีก


ทำมากเข้า บางคราวจิตก็พักสงบ รู้ อยู่เฉยๆ บ้าง
บางคราวจิตจะเกิดปัญญา พิจารณาธรรมไปเองบ้าง
เช่นเห็นลมเข้าออกไปช่วงหนึ่ง จิตก็เฉลียวใจว่า
ชีวิตมันก็แค่นี้เอง ลมเข้าแล้วไม่ออกก็ตาย ลมออกแล้วไม่เข้าก็ตาย
หรือเห็นว่าชีวิตเป็นของเปราะบาง กว่าจะเกิดมาแล้วตัวโตเท่านี้ใช้เวลาตั้งนาน
แต่พอหยุดหายใจไม่กี่ชั่วโมงก็ตัวแข็งและเน่าเสียแล้ว ฯลฯ
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ รู้แล้ววางเสีย คือรู้แล้วก็ไม่ต้องไปคิดต่อ
ให้กลับมารู้ลมหายใจด้วยความมีสติสัมปชัญญะต่อไป


ปฏิบัติธรรมอย่าเอาหลายอย่างครับ จะรู้ลมหายใจ ก็ให้รู้เรื่อยไป
ไม่ใช่วันนี้รู้ลมหายใจ พรุ่งนี้ไปรู้เวทนา มะรืนไปรู้การไหวกาย
เอาให้รู้กรรมฐานอันเดียวคือลมหายใจยืนพื้นไว้
แต่หากจิตเขาจะไปรู้สิ่งอื่นเป็นครั้งคราวก็แล้วแต่เขา
เพียงแต่เราอย่าจงใจพาเขาสัญจรไปทำกรรมฐานอย่างนั้นที อย่างนี้ที
เมื่อเขาไปรู้สิ่งใดแล้วก็แล้วกันไป
สุดท้ายก็กลับมารู้ลมหายใจต่อไปอีก
เพราะเราจะใช้ลมหายใจเป็นวิหารธรรมของเรา


เมื่อเจริญสติสัมปชัญญะด้วยจิตที่เป็นกลางมากเข้าๆ
วิปัสสนาญาณก็จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้จงใจ
ตรงจุดนี้ก็สำคัญครับ บางคนปฏิบัติไปแล้ว จู่ๆ ก็สรุปเอาว่า
เวลานี้เราน่าจะรู้ธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว เพราะปฏิบัติมาพอสมควรแล้ว
และก็ได้ฟังธรรมจนเข้าใจแล้วว่า ขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์


จิตที่เกิดมรรคเกิดผลนั้น มันมีสภาวะของมันอยู่ครับ
คือจิตจะตัดกระแสการเจริญปัญญาเข้าสู่ภวังค์
แล้วจึงเกิดอริยมรรคซึ่งเป็นปัญญาญาณอันประกอบด้วยฌานขั้นหนึ่งอันใด
เป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างปุถุชนกับพระอริยบุคคลที่ชัดเจน


เราต้องระวังอย่าให้เป็น พระอริยะน้อม พระอริยะนึก ขึ้นได้นะครับ
เพราะถ้าไม่ได้เป็นแล้วคิดว่าเป็น
ถ้าไม่มีใครแก้ให้ บางทีก็สำคัญผิดอยู่จนตลอดชีวิตก็มี

<Previous   Next>