header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow รู้สมมุติและปรมัตถ์
รู้สมมุติและปรมัตถ์
ความเห็นที่ 10 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 11 กันยายน 2543 18:58:44
โย ยังปฏิบัติแบบเด็กติดยาจริงๆ ครับ
ถ้ารู้ทันว่าติดอยู่ อาการก็ไม่สาหัสนัก
ถ้ารู้ไม่ทัน จึงจะน่าเป็นห่วงครับ
ที่ผ่านมาตอนนี้ ยาที่ติดก็อ่อนกว่ายาที่เคยติดเมื่อก่อนครับ


ถ้ารู้ทันได้เองว่าติดอยู่ ก็รู้ไปด้วยใจเป็นกลางว่ายังติดอยู่
ไม่มีครูบาอาจารย์ก็ไม่เป็นไรครับ หัด รู้ ให้มากเข้าไว้ก็แล้วกันครับ

ความเห็นที่ 15 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 12 กันยายน 2543 08:31:25
1. พระอรหันต์จึงจะมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ครับ
แต่ตามความหมายที่ผมว่านักปฏิบัติส่วนมากขาดสัมปชัญญะนั้น
หมายถึงนักปฏิบัติส่วนมาก ยังปฏิบัติไปด้วยจิตที่มีโมหะครอบงำโดยไม่รู้ทันครับ
มักจะปฏิบัติไปอย่างไม่รู้เหตุผลต้นปลาย ไม่รู้กิจของอริยสัจจ์ ไม่รู้วิธีเจริญสติ
เอาแต่เผลอบ้าง เพ่งบ้างไปตามเรื่อง
กระทั่งการนั่งคิดถึงเรื่องปรมัตถ์ ซึ่งไม่ใช่การรู้ปรมัตถ์ด้วย


2. ทำนองนั้นครับ ตัวธัมมารมณ์จริงๆ กระทั่งตัวความคิดจริงๆ
มันเป็นสภาวธรรมเท่านั้น
ไม่มีคำพูดเป็นคำๆ ครับ ที่พูดเป็นคำๆ เป็นบัญญัติซึ่งอาศัยสัญญาขึ้นมาภายหลัง


3. เกือบถูกครับ ผิดนิดเดียวตอนท้ายครับ
ตัวโต๊ะเก้าอี้นั้น ถ้ารู้มันโดยความเป็นรูป เป็นธาตุ อันนั้นเป็นปรมัตถ์
ถ้าสำคัญว่ามันเป็นโต๊ะเก้าอี้ ก็ยังเป็นสมมุติบัญญัติครับ


ที่ผมกล่าวว่า "รู้ชัดสมมติโดยความเป็นสมมติ
รู้ชัดถึงปรมัตถ์โดยความเป็นธรรมชาติธรรมดาอันหนึ่ง"
อันนี้เป็นจุดสำคัญอันหนึ่ง คือการรู้ปรมัตถ์นั้น
จิตจะรู้แล้วจำแนกเอาสมมุติบัญญัติออก
ก็จะเห็นเพียงธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่เรียกกระทั่งชื่อว่าปรมัตถ์ด้วยซ้ำไป
ถ้าจิตยังสำคัญว่า นี่ปรมัตถ์ ก็ยังไม่เข้าถึงรู้จริงๆ ครับ
เพราะเอาบัญญัติไปใส่ปรมัตถ์เสียอีกแล้ว


4. ไม่ต้องคิดมากครับ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏด้วยจิตที่เป็นกลาง
ทำต้นทางให้ดี ปลายทางก็เข้าถึงเองครับ
อย่าไปคำนึงคำนวณถึงปลายทางเอาล่วงหน้า
เจริญสติสัมปชัญญะให้มากๆ ไว้ครับ
จะไม่รู้เรื่องปรมัตถ์หรือบัญญัติเลยก็ไม่เป็นไร
มันอาจจะไปรู้เอาวับเดียวในภายหลัง ก็เป็นได้ครับ


ส่วนที่เห็นว่าชีวิตมันวนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อนั้น
เป็นความเห็นผิด ตั้งแต่เห็นว่า "เรามีชีวิต" แล้วครับ
ที่ว่ามันวนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อ ก็เพราะมีความขัดใจ
แค่ความรู้สึกเท่านี้ ถ้ามีโยนิโสมนสิการ
ก็จะเข้าใจกิเลสตนเองได้อีกหลายตัวทีเดียว


ความเห็นที่ 18 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 13 กันยายน 2543 08:14:06
ให้รู้ตามความเป็นจริงเท่าที่รู้ได้
ไม่ใช่ เจตนา และอยาก จะรู้ให้เกินกว่าที่สติปัญญาจะรู้ได้จริง
ให้ฝึกฝนพัฒนาสติสัมปชัญญะให้มาก
แล้วก็จะรู้ได้ว่องไว รู้ได้ละเอียด
และรู้ความจริงของจริงได้มากขึ้น โดยไม่ต้องฝืน


ขณะที่รู้อารมณ์ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธัมมารมณ์จริงๆ
ตรงนั้นจิตเพียงแต่รู้เท่านั้น ยังไม่เสพย์อารมณ์
จิตตรงนี้ยังเป็นอุเบกขาหรือเป็นกลางอยู่ตามธรรมชาติ


อย่าพยายามไปกำหนดจิตให้หยุดนิ่งลงตรงนี้เพื่อจะรู้แต่ปรมัตถ์นะครับ
เพราะกำหนดไม่ได้จริงหรอก
ตอนที่คิดจะกำหนดนั้น
จิตมันขึ้นวิถีใหม่ หรือขึ้นกระบวนการของจิตรอบใหม่แล้ว
ตรงนี้แหละที่ผู้เรียนตำราชั้นหลังปฏิบัติผิดกันมาก
กลายเป็นหลงคิดตามสัญญาเท่านั้น


จึงควรปล่อยให้จิตเขาทำงานไปตามธรรมชาติธรรมดา
คือเมื่อถัดจากรู้รูป เสียง .. ธัมมารมณ์ นั้น
จิตจะอาศัยความจำรูปได้ ความจำเสียง .. ธัมมารมณ์ได้
เอามาเป็นปัจจัยสนับสนุนความคิดนึกปรุงแต่ง
แล้วเกิดกิเลสตัณหาอุปาทานขึ้นตรงช่วงหลังนี้
ตามตำรารุ่นหลังเขาเรียกว่า "ชวนะ"
จิตก็จะเกิดกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เป็นกลางๆ บ้าง


แต่ตัวความคิดนึกปรุงแต่ง เช่นกิเลสตัณหา
และกลไกที่จิตแล่นไปก่อทุกข์ (ไม่ใช่เรื่องหรือเนื้อหาที่คิดนะครับ)
มันก็เป็นความจริงหรือปรมัตถ์ในฝ่ายนามธรรมของมันเหมือนกัน
ให้มีสติสัมปชัญญะ รู้มันไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางไปเลย
อันนี้ก็เป็นวิปัสสนาเหมือนกัน ในหมวดของ เวทนา จิต และธรรม

<Previous   Next>