|
ความคิดเห็นที่ 20 : (สันตินันท์)
อนุโมทนากับคุณหมอtuliครับ หมดภาระต้องทำมาหากินเพื่อหาเงินมาซื้ออาหารให้เจ้านาย(ปลา) ไม่ต้องกวาดบ้านถูบ้านให้เจ้านาย(ล้างบ่อ):)
เท่าที่อ่านจากที่พวกเราคุยกันนี้ก็พอเห็นว่า การปฏิบัติธรรมมันดูยากเพราะเราต้องสู้กับความเคยชินบ้าง เพราะไม่มีวิธีที่เหมาะบ้างเพราะไม่มีฐานเก่าบ้างฯลฯ
ผมเห็นว่าปัญหาใหญ่อยู่ที่เรามองว่าการปฏิบัติธรรมคือกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่จะต้องใช้เวลาหรือมีกิจกรรมแยกออกต่างหากจากชีวิตประจำวันของเรา (เหมือนคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายจะรู้สึกลำบากที่จะจัดเวลาไปออกกำลังกาย)
ถ้าหากเราเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือการทำในสิ่งที่เคยทำหรือจำเป็นต้องทำ แต่บวก"ความรู้ตัว"ในขณะที่ทำเข้าไปด้วยเท่านั้น การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นเรื่องง่ายไม่กินเวลาไม่เสียกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำ เมื่อฝึกหัดมากขึ้นกระทั่งศีลก็ไม่ต้องรักษา เพราะกิเลสแหยมหน้ามาให้เห็นนิดเดียวก็ถูกเปิดโปงแล้ว กิเลสจึงครอบงำจิตไม่ได้การทำผิดศีลจึงเกิดขึ้นไม่ได้
การนั่งสมาธิถ้าไม่มีเวลาจริงๆจะไม่นั่งก็ได้ เพราะในขณะที่ทำความรู้ตัวอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น จิตจะมีสมาธิในขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ถ้าเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันให้มาก เราอาจจะใช้เวลาก่อนนอนเข้าห้องน้ำนั่งรถเมล์ ทำความสงบเป็นช่วงๆไปก็ได้คราวละ5-10นาทีก็ยังดี
คุณมะขามป้อมเป็นตังอย่างของผู้ฉลาด คือรู้ว่าตนต้องเลี้ยงลูกอ่อนก็ปฏิบัติธรรมอยู่ในชีวิตประจำวัน หรือเลี้ยงลูกไปปฏิบัติไปก็ทำได้
ท่านอื่นจะเอาอย่างก็ได้นะครับ เช่นลูกร้องตอนดึกๆพอหูได้ยินใจก็หงุดหงิดเพราะอยากนอนก็รู้ทันจิตตนเอง หรือได้ยินเสียงลูกร่าเริงหัวเราะน่ารักน่าเอ็นดูก็รู้ใจตนเอง จะนั่งดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนคนในครอบครัวก็ดูไปแล้วก็ดูจิตไปด้วย มันสนุกมันขบขันมันเศร้าโศกก็รู้มันไปอย่าไปห้ามไปฝืนมัน
เคยเห็นในกระทู้ในห้องสมุดรู้สึกว่าจะเป็นพี่เจ้าชาติ เสนอว่าหากใครจะเสพกามก็เสพไปแต่ให้ทำความรู้ตัวไปด้วย (อันนี้เป็นการหลอกของพี่เจ้าชาติเพราะปฏิบัติจริงไม่ได้สำหรับผู้ชายเนื่องจากความรู้สึกจะดับไป)
รวมความแล้วจำเป็นต้องทำอะไรก็ทำไป แต่บวกความรู้ตัวเข้าไปอีกอย่างเดียวก็พอแล้วครับ สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระรูปหนึ่งว่า ท่านไม่ต้องรักษาวินัยหรือปฏิบัติข้อวัตรใดๆก็ได้ มีสติรักษาอยู่ที่จิตอย่างเดียวก็พอแล้ว
จากคุณ : สันตินันท์ [ 21 ก.ค. 2542 / 08:21:46 น. ] |