header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow ใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณค่า
ใช้เวลาทุกนาทีให้มีคุณค่า
ความเห็นที่ 1 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน เสาร์ ที่ 17 มิถุนายน 2543 16:33:17
ช่วงที่ผมหัดใหม่ๆ นั้น ต้องทำงานในหน่วยงานที่เครียดมาก
ผมใช้วิธีฉกฉวยโอกาสปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
พอตื่นนอนตอนเช้าก็รีบดูจิต
อาบน้ำ ทานข้าว ก็ดูจิต
ขึ้นรถเมล์ไปทำงาน หรือขึ้นรถบริการไปทำงานก็ดูจิต
ลงจากรถ เดินเข้าที่ทำงานก็ดูจิต
ส่วนเวลาทำงาน ต้องคิดอย่างจดจ่อกับงาน ช่วงนี้ไม่มีปัญญาดูจิต
แต่พอเหนื่อย พอเครียด พอขี้เกียจ หรืออยากให้งานเสร็จเร็วๆ ก็ดูจิต


พักทานข้าวกลางวันก็ดูจิต
ทานเสร็จแล้วหลบไปเข้าวัดใกล้ที่ทำงานนั่งภาวนา
ตอนเดินไปวัดและเดินกลับมาทำงานช่วงบ่าย ก็เดินจงกรมเอา
ตอนพักเหนื่อย เดินไปเข้าห้องน้ำ ก็ดูจิต
แวะคุยเล่นกับคนอื่น ก็พยายามคุยเล่นไป ดูจิตไป
เห็นความรื่นเริงซุกซนของตนเอง
ตอนกลับบ้าน รอรถเมล์ ขึ้นรถเมล์ ก็ดูจิต
กลับบ้านอาบน้ำ ทานข้าว ดูข่าว ภาวนา ก็ดูจิต
หลับ ก็หลับไปกับการดูจิต
กลางคืนเกิดตื่นมาเข้าห้องน้ำ ก็ดูจิต
ถ้าโมหะยังคลุมจิตอยู่ จะไม่ยอมนอนอีก ต้องต่อสู้เอาชนะให้ได้ก่อน


ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า
เวลาทำงานวันหนึ่งๆ กับเวลาที่ไม่ได้ทำงานนั้น
เวลาทำงานน้อยกว่า(สำหรับคนทั่วๆ ไป)
อย่างเวลาทำงานวันละ 8 ชั่วโมงนั้น
ลองนับเวลาทำงานจริงๆ ไม่กี่ชั่วโมงหรอกครับ
(แค่เวลานั่งโต๊ะ เปิดลิ้นชัก หยิบเอกสาร เปิดคอมพิวเตอร์ ก็หมดไป 5 นาทีแล้ว)


ดังนั้น ถ้าเราทอดทิ้งการปฏิบัตินอกเวลาทำงาน
แล้วไปสนใจว่าตอนทำงานจะปฏิบัติได้อย่างไร
อาจจะเป็นความพลาดของเราแล้วครับ
คือเราหลอกตนเองว่า เราไม่มีเวลาปฏิบัติเพราะต้องทำงาน


ถ้าเวลาทำงานก็ตั้งใจทำไป แต่มีโอกาสเมื่อไรรีบเจริญสติเมื่อนั้น
ดูทีหรือว่า ต๊านจะเอาดีในการปฏิบัติไม่ได้เลย


ความเห็นที่ 5 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 20 มิถุนายน 2543 08:27:59
เหตุผลที่เหนื่อยมากเมื่อหัดเจริญสติใหม่ๆ
ก็เนื่องจากหลายปัจจัยประกอบกัน


ข้อแรกก็คือ พวกเราส่วนมากไม่ได้ฝึกสมาธิ หรือทำสมถะกันมาก่อน
จิตจึงไม่มีความตั้งมั่น
เมื่อจะให้ตั้งมั่น ก็ต้องเร่งกำลังของสติขึ้นมาชดเชยความด้อยของสมาธิ
คือต้องพยายามเพ่ง จ้อง ควบคุม ตั้งใจมากๆ
แต่ถ้าใครมีกำลังของ(สัมมา)สมาธิมาก่อน
การจะให้มีสติสัมปชัญญะก็เป็นเรื่องง่าย
เพราะสัมมาสมาธิ เป็นเครื่องทำสติให้บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา


ถ้าใครรู้ตัวว่าขาดกำลังหนุนของสมถะ
ขอให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนไปหัดรู้ตัว หรือหัดดูจิต
เพราะอาจจะเหนื่อยมากไป จนท้อใจ
ให้ลองเดินจงกรมเล่นๆ เรื่อยๆ ไป
เท้ากระทบพื้น ก็รู้ความรู้สึกที่เท้ากระทบพื้นไปเรื่อยๆ
แต่อย่าเพ่งที่เท้า หรืออย่าให้จิตเผลอไปอยู่ที่เท้า หรือไปคิดเรื่องเท้า
ให้เดินสบายๆ รู้ความรู้สึกที่เท้ากระทบพื้นไปอย่างสบายๆ
เมื่อจิตมีกำลังแล้ว จะเกิดกำลังรู้ตัว
พอที่จะดูจิตหรือเจริญสติปัฏฐานใดๆ ต่อไปได้


เหตุที่เหนื่อยอีกประการหนึ่งก็คือ ความไม่ชำนาญในการ รู้
การจะให้รู้โดยไม่เผลอ หรือไม่เพ่ง เป็นจุดพอดีที่ทำยากมาก
ยิ่งพยายามทำ ก็ยิ่งผิด
แต่ถ้าไม่ระมัดระวัง ไม่พยายาม ก็ต้องเผลอ เพราะเผลอมาหลายกัปป์แล้ว
หรือถ้าจะไม่ให้เผลอ ก็ต้องเพ่งเอา ซึ่งส่วนมากก็เพ่งแบบเผลอๆ อีก
คือเพ่ง แต่ไม่รู้ตัวว่ากำลังเพ่งอยู่
ความรู้ตัวจึงเหมือนการที่เราต้องประคองตัวอยู่บนปลายเสาเล็กๆ
จะให้สบายเหมือนยืนอยู่บนพื้นกว้างๆ ไม่ได้แน่


อันที่จริงเราอย่าไปพยายามสร้างความรู้ตัวขึ้นมา
เอาแค่ว่าเผลอก็รู้ว่าเผลอ เพ่งก็รู้ว่าเพ่ง
พอไม่เผลอและไม่เพ่งแล้ว ก็รู้ตัวขึ้นมาเอง
พอฝึกมากเข้า ชำนาญเข้า เราจะพบว่า
ในขณะที่รู้ตัวนั้น จิตใจเบิกบาน สบายโดยอัตโนมัติ
แต่ในขณะที่หลงที่เผลอ ซึ่งเคยคิดว่าเป็นความสบายมาแต่ก่อนนั้น
มีสภาพไม่ผิดกับการนั่งกอดขยะกองใหญ่เอาไว้ทีเดียว


ความเห็นที่ 8 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 20 มิถุนายน 2543 19:38:28
เรียนคุณปิ่น
ให้มีสติรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนใจเรื่องอาการทางกายหรอกครับ
เพราะอันที่จริง การรู้ลมหายใจก็คือการรู้อาการทางกายอยู่แล้ว
แต่การรู้ลมหายใจนั้น ให้รู้ไปอย่างสบายๆ
อย่าเผลอเพลิดเพลินส่งจิตไปจมอยู่กับลมหายใจ
ให้เห็นว่า ลมหายใจกำลังถูกรู้ ไปเรื่อยๆ เท่านั้นก็พอครับ


การที่เรารู้ลมหายใจอยู่นั้น ก็คือการมี สติอย่างต่อเนื่อง สบายๆ
และในขณะนั้น ไม่เผลอส่งจิตไปที่ลม หรือหลงไปคิดเรื่องอื่น
ถ้าจิตทรงตัวต่างหากจากลมก็รู้ จิตจมลงในลมก็รู้ จิตหลงไปที่อื่นก็รู้
ตรงที่รู้ รู้ รู้ นี้เองคือจิตที่ประกอบด้วยอโมหะ
คือจิตที่มีความรู้ตัว(สัมปชัญญะ) คือจิตที่มีปัญญา
เมื่อปฏิบัติโดยมีทั้งสติและสัมปชัญญะอยู่อย่างนี้แล้ว
ก็ไม่ต้องกังวลว่า จะไม่รู้ทันกิเลสตัณหาหรอกครับ

<Previous   Next>