ความเห็นที่ 12 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 1 มีนาคม 2543 16:08:03 การที่จิตรู้อะไรได้เป็นจุดเล็กๆ เฉพาะตรงที่สติกำหนดลงนั้น ก็ถูกครับ เหมือนอย่างเราคุยกับใครสักคน เรามองหน้าเขา ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า เราเห็นหน้าของเขาเป็นจุดๆ เท่านั้น เราต้องกวาดตาเคลื่อนที่ไปตรงนั้นตรงนี้ และอาศัยความจำรูปได้ เป็นเครื่องสนับสนุน เราจึงเกิดความรู้สึกว่า เราเห็นหน้าเขาทั้งหน้า
ส่วนการเห็นภาพสองมิตินั้น ขอเรียนว่า ไม่ใช่ภาพทางตานะครับ มันเป็นคำเปรียบเทียบถึงความรู้สึกเท่านั้น เมื่อใดจิตสักว่ารู้ สักว่าเห็น เมื่อนั้น รูปก็ดี เสียงก็ดี กระทั่งความคิดนึกปรุงแต่ง ก็จะเป็นเพียงสิ่งถูกรู้ถูกเห็น เมื่อปราศจากความสำคัญมั่นหมายของจิต สิ่งที่จิตไปรู้เห็นนั้น ก็ไม่มีความโดดเด่นผิดธรรมดาขึ้นมา ทุกอย่างจึงเท่าเทียมกันในความเป็นธรรมดา ใจจึงสัมผัสสิ่งต่างๆ เหมือนอย่างกับตาเห็นภาพสองมิติ
พวกเราอย่าพยายามไปมองภาพสามมิติที่ตาเห็น ให้กลายเป็นภาพสองมิตินะครับ มันจะกลายเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ ขอให้เจริญสติสัมปชัญญะให้ต่อเนื่องต่อไปดีกว่าครับ
สำหรับจุดที่ คุณมะขามป้อม อธิบายไว้นั้น ผมขอเล่าเพิ่มเติม ในเนื้อหาเดียวกัน แต่คนละภาษา พวกเราจะได้เห็นว่า นักปฏิบัติคุยกันคนละภาษาก็รู้เรื่องกันได้ เพราะเรามุ่งทำความเข้าใจถึงสภาวะที่แจ่มแจ้งอยู่กับใจ ไม่ใช่ยึดอยู่ที่ศัพท์บัญญัติ แต่ถ้าเราจะคุยกับคนอื่น ก็ต้องพยายามอิงบัญญัติของพระพุทธเจ้าไว้ มิฉะนั้นอาจจะเกิดความสับสนกันได้
ในเวลาที่เราดูจิตนั้น เมื่อเรารู้แล้วปล่อยวางอารมณ์เข้าไปตามลำดับๆ ในที่สุด สติสัมปชัญญะจะไปประชุมลงที่จิต ตรงนี้ถ้าไปหยุดรู้จิตอยู่อย่างซึมๆ (นิดเดียว) เพราะโมหะแทรก เราจะไม่เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง ต่อเมื่อเกิดความเฉลียวใจนิดเดียว นิดเดียวจริงๆ ก็จะเห็นชัดว่า นามขันธ์โดยเฉพาะสัญญานั้น มันแนบอยู่กับจิต จิตจึงทำงานหมายรู้ออกนอกได้ มายาของโลกมันเริ่มมาจากสัญญาและสังขารนี้เอง แล้วเราก็พากันหลงว่า สัญญานี้คือจิตของเรา พอเห็นสัญญาชัดเจน ต่างหากจากจิต เราก็จะรู้จักธรรมชาติแท้ของจิตที่พ้นจากความปรุงแต่งในแว้บเดียว ตรงนี้แหละครับที่จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งได้แท้จริง เพราะไม่มีฝ้ามัวใดๆ มาเคลือบคลุมไว้ ถ้ารู้จักสิ่งนี้แล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะเห็นสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
อันนี้เล่าให้ฟังกันเล่นๆ ครับ ทุกคนควรเอาอย่างคุณหมอ Lee ไว้นะครับ คือฟังไว้ก่อน แล้วก็ไม่ต้องหยิบฉวยอะไรไปเลย ไปปฏิบัติให้รู้จริงกับใจแล้ว ค่อยกลับมาเล่าสภาวะที่พบ ด้วยภาษาที่ตนเข้าใจ แล้วจะพบเองว่า เราพูดเรื่องเดียวกัน โดยไม่ได้นัดหมายเลย
ความเห็นที่ 16 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม 2543 07:49:42 นึกถึงคำสอนของ หลวงปู่ดูลย์ ได้ประโยคหนึ่งครับ ท่านสอนว่า "จิตมิใช่จิต แต่ก็มิใช่มิใช่จิต" คือถ้าเราปฏิบัติจนถึงจุดหนึ่งที่เหลือแต่ รู้ ไม่มีบัญญัติ จิตก็เป็นเพียงธรรมชาติอันหนึ่ง ไม่คิดกระทั่งว่าตัวเองคือจิต
ธรรมตรงนี้ เป็นธรรมในขั้นเพิกถอนความยึดถือจิต พวกเราฟังๆ ไว้ เพื่อประโยชน์ในอนาคตเถอะครับ
ความเห็นที่ 20 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พฤหัสบดี ที่ 2 มีนาคม 2543 10:26:26 คุณสุรวัฒน์ไม่โง่หรอกครับ แต่ผมเขียนไม่ชัดเอง ที่เจอกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ทราบชัดว่า ได้สร้างสิ่งที่ดีๆ ไว้มากทีเดียว
การเขียนธรรมะ บางทีก็พาให้เข้าใจคลาดเคลื่อนง่ายๆ ครับ อย่างเช่นเราพูดกันว่า เห็นความโกรธ ความจริงเรารู้สึกถึงสภาวะบางอย่างที่เรียกว่าความโกรธ คำว่าเห็นจิตก็เหมือนกัน จิตไม่มีอะไรจะให้เห็น เพราะจิตเป็นอรูป แต่จิตก็มีสภาวะให้รู้สึกได้ เราเพียงรู้ถึงสภาวะนั้น เท่านั้น |