header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow แค่ไหนจึงสายกลาง
แค่ไหนจึงสายกลาง
ความคิดเห็นที่ 7 : (สันตินันท์)


ทางสายกลางหรือความไม่สุดโต่งในการปฏิบัตินั้น
ต้องพิจารณาเอาที่จิตใจตนเองครับ
เพราะการปฏิบัติที่เป็นกลางของแต่ละคนไม่เท่ากัน
วิธีพิจารณาง่ายๆ ที่พระป่าท่านใช้กันก็คือ การสังเกตตนเองว่า
นอนแค่ไหนจึงจะพอ คือไม่ง่วงเหงาเพราะพักน้อยไป
ไม่ซีมเซาเพราะนอนมากไป
กินแค่ไหนจึงจะทำความเพียรสบาย
อยู่ในอิริยาบถใด มากน้อยเพียงใด การปฏิบัติทางจิตจึงคล่องแคล่ว

แม้กลางที่เป็นพฤติกรรมของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน
แต่ความเป็นกลางทางจิตนั้น เท่ากันทุกคน
เช่น เป็นกลางคือ เป็นปัจจุบัน ไม่เอนเอียงไปข้างอดีต หรืออนาคต
เป็นกลางต่ออารมณ์ที่จิตไปรู้เข้า ไม่หลงยินดียินร้าย
และเป็นภาวะที่เหนือดี เหนือชั่ว เหนือความปรุงแต่งทั้งฝ่ายบวกและฝ่ายลบ
คือถ้าพบว่าจิตมีกิเลสแล้วเกลียด ก็สุดโต่งไปข้างหนึ่ง
ถ้าจิตหลงเชื่อ วิ่งตามกิเลส ก็สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง


รวมความแล้วก็คือ จิตไม่มีความโต่งในทุกๆ ด้าน ระหว่างธรรมที่เป็นคู่ทั้งหลาย


สำหรับผู้ปฏิบัติในขั้นที่ละเอียดเข้าไปนั้น
นอกจาก รู้ แล้ว ก็ไม่ใช่ความเป็นกลาง
เพราะในภาวะ รู้ นั้น ศีลก็เป็นศีลอันโนมัติ
สมาธิและปัญญาก็ประชุมลงที่เดียวกันเป็นอัตโนมัติ
ไม่ไหลไปสู่อดีตและอนาคต เป็นกลาง ปราศจากความยินดียินร้าย


สรุปแล้ว ทางสายกลางที่เป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล
เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตเอาเอง
ว่าทำอย่างใด อกุศลจะลดลง กุศลจะเจริญขึ้น
ส่วนกลางของจิตนั้น เหมือนกันทุกคน
คือ รู้ ที่ไม่ ปล่อยจิต ให้เพลิดเพลินยินดีไปกับอารมณ์
หรือเพ่งอารมณ์ เพื่อ บังคับจิต ให้แนบกับอารมณ์อันเดียว


ที่กล่าวนี้ ผมกล่าวในเชิงของการปฏิบัติ
เพราะในเชิงปริยัตินั้น พวกเราก็คงทราบๆ กันดีอยู่แล้วทุกคน


จากคุณ : สันตินันท์ [ 18 ก.ย. 2542 / 08:15:12 น. ]

<Previous   Next>