header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow พุทโธ
พุทโธ
ความคิดเห็นที่ 3 : (สันตินันท์)


จะพุทโธ อย่างเดียว หรือกำหนดลมหายใจอย่างเดียว
หรือพุทโธ ประกอบลมหายใจ ก็แล้วแต่ความถนัดครับ
อันนี้แล้วแต่จริตนิสัยครับ
ผมเคยถามพระบางองค์ที่ท่านชอบพุทโธอย่างเดียว ว่าทำไมไม่กำหนดลมหายใจ
ท่านบอกว่าเคยเห็นคนป่วยหนัก หายใจไม่สะดวก
ท่านจึงหันมาใช้กรรมฐานที่ไม่เกี่ยวกับลมหายใจเพราะเกรงจะมีปัญหาตอนใกล้ตาย
ส่วนพระอีกองค์หนึ่งท่านชอบกำหนดลมหายใจ ไม่ชอบพุทโธ
ด้วยเหตุผลว่า พุทโธเป็นความปรุงแต่งของจิต
กำหนดแล้วรู้สึกรุงรัง สู้รู้ลมหายใจไม่ได้ จิตได้พักเต็มที่มากกว่า
สำหรับผมเวลาเริ่มต้นภาวนาในแต่ละวัน บางทีก็ใช้พุทโธ+ ลมหายใจ
ทำไปสักครู่ก็ทิ้งพุทโธ มารู้ลมหายใจ
ถัดจากนั้นทิ้งลมหายใจเข้าไปรู้จิต
ถ้าจะทำสมถะต่ออีก ก็จะเข้าที่ความว่างในจิตต่อไป
และถ้าจะเดินวิปัสสนา ก็อ่านจิตใจต่อไปเลย
สรุปแล้ว การปฏิบัติไม่มีเรื่องตายตัว
ใครถนัดอย่างไหน ก็ทำอย่างนั้น
อันนี้ต้องพิจารณาตนเอง ว่าเราควรทำอย่างไรนะครับ


จากคุณ : สันตินันท์ [ 7 มิ.ย. 2542 / 09:02:03 น. ]

ความคิดเห็นที่ 10 : (สันตินันท์)

rising_sun ตั้งใจท่องมากไปครับ
ลดความตั้งใจลง และละความคาดหวังเสียนะครับ
แล้วบริกรรมสบายๆ ไปเรื่อยๆ


เรื่องบริกรรมพุทโธนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยครับ
หลวงปู่หล้า แห่งภูจ้อก้อ ท่านถึงกับกล่าวว่า
พุทโธคำเดียวนี้ จะทำสมถะก็ได้ จะทำวิปัสสนาก็ได้
กระทั่งจะเอาให้ได้มรรคผลนิพพานก็ยังได้


คือถ้าพุทโธแล้ว จิตจ่อเข้าไปรวมกับพุทโธ สบายอยู่กับพุทโธ อันนั้นเป็นสมถะ
ถ้าพุทโธแล้ว จิตผู้รู้แยกออก ผุดออก แล้วเฝ้ารู้ความเกิดดับของพุทโธ
พุทโธเป็นเพียงสังขารขันธ์ที่ถูกรู้ อันนี้เป็นวิปัสสนา


หลายปีก่อนผมไปหาหลวงตามหาบัว
ไปกราบเรียนท่านว่า จิตอยู่กับรู้มานานแล้ว ไม่ถึงที่สุดเสียที
ท่านกลับแนะว่า จากประสบการณ์ที่ท่านผ่านมาด้วยตนเอง
การบริกรรมกำกับเข้าไปที่ตัวรู้นั้น ดีที่สุด(สำหรับท่าน)
แม้จะเป็นขั้นไหนๆ ก็อย่างทิ้งพุทโธ ท่านให้เอามาเป็นกำลังไว้


ผมเองไม่ชอบพุทโธ เพราะรู้สึกเป็นส่วนเกิน ก็เลยไม่ค่อยได้ทำตามที่ท่านบอก
แต่เมื่อ 2 ปีก่อนไปอยู่วัดป่าวังน้ำมอก นึกถึงคำของท่านได้ก็บริกรรมพุทโธ
เอาพุทโธมา ประคองตัวรู้อีกทีหนึ่ง แล้วก็รู้อยู่ที่รู้
ถึงจุดหนึ่งปัญญาเกิดแว้บขึ้นมาว่า
ไม่มีใครทำจิตให้ถึงนิพพานได้หรอก มีแต่จิตเขาเป็นไปเองเพราะจิตเป็นอนัตตา
แล้วจิตก็พลิกตัวเองออกจากขันธ์ กลายเป็นธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง
คือเป็นจิตที่หลุดพ้นชั่วคราวจากอุปาทานขันธ์
มีความว่าง เบิกบาน เป็นอิสระ
แต่อยู่ได้ไม่กี่วัน จิตก็เข้ามาเกาะขันธ์อีก
แล้วจนป่านนี้ ก็ยังไม่ได้ปฏิบัติจริงจังเข้าไปที่จุดนั้นอีกเลย
เพียงแต่ลองดำเนินจิตดู พบว่าต้องใช้เวลา 1 - 2วัน จึงจะรื้อฟื้นภาวะนั้นขึ้นมาได้อีก


จากคุณ : สันตินันท์ [ 8 มิ.ย. 2542 / 11:25:24 น. ]


ความคิดเห็นที่ 15 : (สันตินันท์)


ฟังที่ Lostboy เล่ามาก็เข้าทีทีเดียวครับ


ตอนที่ต้องใช้ความคิดจริงจังนั้น พุทโธไม่ได้หรอกครับ
เพราะจิตมันรู้ได้ทีละเรื่องเท่านั้น
ที่พุทโธแล้วเห็นกังวานเสียงสืบทอดไปยังพุทโธตัวใหม่
หรือเห็นรอยต่อตรงที่มันรอพุทโธตัวใหม่ อันนั้นคือวิจาร
ปีติสุขมันก็แทรกกันอยู่ด้วยกัน
ถ้าเปรียบเทียบแล้ว คำว่าพุทโธเหมือนเสียงตอนเคาะระฆัง
ตรงกังวานเสียงที่ต่อเชื่อมไปยังเสียงเคาะระฆังคราวต่อไป คือวิจาร
เมื่อเป็นได้ถึงจุดนี้ ปีติสุขก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดาครับ
แต่ต้องให้จิตมันเป็นไปเอง ถ้าเพ่งจ้องเข้าไปตรงรอยต่อ
จะเกิดอึดอัดขึ้นมาแทนที่จะสบาย


พุทโธแล้ว ยังรู้ราคะและโทสะที่แทรกเข้ามา
แสดงว่าพุทโธแบบวิปัสสนาเป็นแล้วครับ
พุทโธแบบสมถะนั้น จิตมันจมแช่ราคะละเอียดอยู่ แล้วไม่รู้ตัวครับ


การภาวนาชนิดต่างๆ นั้น เราทำเพื่อล่อให้จิตรวมอยู่ในจุดเดียว
มันเหมือนเหยื่อล่อปลา(จิต) ให้เข้ามากินเบ็ด(อารมณ์กรรมฐาน)
ถ้าเหยื่อชนิดไหนไม่ถูกใจปลา คือจิตของเราแล้ว ก็อย่าไปใช้มัน
หาเหยื่อหรือกรรมฐานที่ถูกจริต จึงจะรวมจิตลงเป็นหนึ่งได้ครับ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เราจะเอาปลา ไม่ได้เอาเหยื่อ


จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 มิ.ย. 2542 / 09:29:35 น. ]

<Previous   Next>