|
ความเห็นที่ 1 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 26 มกราคม 2544 14:55:01 ขอตอบสั้นๆ ก่อนนะครับ วันนี้มีภาระมาก แล้วจะมาขยายความให้ทีหลังนะครับ
ถ้าอยากรู้ตัวให้ต่อเนื่อง ให้(รู้ว่า)เผลอ บ่อยๆ ครับ
ความเห็นที่ 6 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 08:19:22 เมื่อวานที่คุณอี๊ดถามเรื่องการปฏิบัติกับผมที่ศาลาลุงชิน พอคุยกันครู่หนึ่งคุณอี๊ดก็จะปลีกตัวออกไป เพราะเกรงใจว่ากินเวลาของคนอื่นมาก แต่ผมไม่ยอมให้ไปนั้น เพราะคุณอี๊ดยังเจริญสติไม่สมบูรณ์ คือส่งจิตออกไปรู้อารมณ์ตรงหน้า พอเกิดแสงสว่างเนื่องจากกำลังของสมถะ ก็หยุดจิตอยู่ท่ามกลางความสว่างนั้น เพราะคิดว่า นี่เป็นการปฏิบัติธรรม เนื่องจากรู้อารมณ์ชัดเจน ตรงนั้นเป็นกุศลจิตก็จริงครับ แต่เป็นจิตชนิดที่มีญาณวิปยุต ไม่มีปัญญาจริง เป็นทางดำเนินไปสู่พรหมโลกนั่นเอง
ผู้ปฏิบัติที่เล่นฌาน ไปติดอย่างนี้กันมากครับ กระทั่งวิชชา "ธรรม" ก็เป็นอาการเดียวกันนี้ คือจิตส่งออกไปจาก รู้ ไม่มีเอโกทิภาวะหรือธรรมเอก แล้วหลงไปอยู่กับแสงสว่าง หรือดวงนิมิต จุดที่พลาดก็คือ ในขณะนั้นไม่ทราบว่า ตนเองส่งจิตออกไปแล้ว (ส่งใน ไม่ใช่ส่งนอก) เมื่อส่งจิต แต่ไม่รู้ทัน นั่นก็คือหลงครับ ในตอนท้าย คุณอี๊ดแก้ไขได้แล้ว เข้าใจจิตตนเองได้แล้ว ขอให้มีสติ รู้ ตื่น เบิกบานเรื่อยไปนะครับ เพราะสติ สมาธิ ปัญญา จะสมบูรณ์ได้ในจุดนั้น
อีกคนหนึ่งที่เมื่อวานนี้ผมยังเป็นห่วงอยู่ คือคุณสุกิจครับ จิตยังไม่สามารถรู้ปรมัตถธรรมได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง คือยังสับสนอยู่น่ะครับ อย่าเพิ่งท้อใจนะครับ ไหนๆ ก็ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการศึกษาธรรมมานานแล้ว อดทนทำความเข้าใจกับการมีสติรู้ปรมัตถธรรมอีกสักหน่อยนะครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทำจริงยากมาก กว่าแต่ละคนจะเข้าใจจริงก็ต้องใช้เวลากันทั้งนั้น มีคนหนึ่งที่คุณสุกิจคุ้นชื่อดี คือหมอ Lee กว่าจะพอตั้งตัวได้ก็ใช้เวลาหลายเดือนอย่างทุลักทุเล คือผิดแล้วผิดอีก ดังนั้น ขอให้อดทนในช่วงนี้หน่อยนะครับ ถ้าจับหลักได้ เข้าใจสภาวะของจิตและรูปนามได้ชัดเจนเมื่อใด ต่อไปการปฏิบัติก็เป็นเรื่องง่ายครับ
ความเห็นที่ 7 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 09:17:56 สำหรับเรื่องที่ผมคุยกับคุณเก๋นั้น มาถึงวันนี้ผมลืมหมดแล้วครับ เพราะทั้งคุณเก๋ ทั้งผม ขี้ลืมพอๆ กัน คลับคล้ายว่าคุยกันหลายประเด็นอยู่เหมือนกัน
สำหรับเรื่องการทำความรู้ตัวให้ต่อเนื่องนั้น ขอเรียนว่าอย่าไปทำครับ เพราะผู้ปฏิบัติจะไปผิดพลาดตรงจุดนี้กันมาก คือเมื่อรู้ตัวขึ้นแล้ว ก็พยายาม จงใจ จะรู้ตัวให้ต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่รู้ตัวว่า กำลังพยายาม กำลังจงใจ อันเป็นการสร้างภพขึ้นด้วยความหลงผิด
การปฏิบัติวิปัสสนานั้น เราต้องทำเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายรับสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง และใจคิดนึกปรุงแต่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกคราว ที่มีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกภายใน สติที่เราใช้ จะเป็นสติที่ระลึกรู้อารมณ์ที่มากระทบในขณะนั้นเป็นคราวๆ ไป สมาธิที่ใช้ก็คือขณิกสมาธิ หรือสัมมาสมาธิที่จิตตั้งมั่นเป็นขณะๆ ไป (จุดนี้ผู้ปฏิบัติตามสำนักต่างๆ ผิดกันมากครับ กระทั่งในสำนักอภิธรรม คือจิตไม่มีความตั้งมั่นจริง แต่ถลำเข้าไปรู้อารมณ์ เหมือนคนตกน้ำ หรือหลงเข้าไปในจอภาพในใจที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ซึ่งสภาวะนั้นเหมือนกับจะรู้อารมณ์ที่เกิดดับชัดเจน แต่ความจริงยังไม่ใช่ของจริงครับ ปัญญาจะไม่เกิดในสภาวะจิตที่ขาดความตั้งมั่นดังกล่าวนี้) ปัญญาที่ใช้ก็มีลักษณะเป็นวิปัสสนาปัญญา คือรู้ความเกิดดับของรูปนามไป การปฏิบัตินั้น จึงต้องทำให้ถูกเป็นขณะๆ ไป ไม่ต้องคิดหรือพยายามทำให้ถูกต่อเนื่อง อันเป็นการกังวลถึงอนาคต
อนึ่ง แม้สมาธิที่ใช้เจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน จะเป็นขณิกสมาธิก็ตาม แต่ผู้ใดที่ได้อัปปนาสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ จะได้เปรียบพอสมควร ในการที่จิตจะตั้งมั่น รู้ หรือเจริญวิปัสสนาเป็นขณะๆ ต่อเนื่องกันยาวๆ ได้ ในขณะที่ผู้ที่ขาดสมาธิละเอียดสนับสนุน มักจะรู้ได้วับเดียว แล้วเผลอไปยาวๆ ก่อนจะรู้ว่าเผลออีกวับหนึ่ง
ทางแก้จุดอ่อนนี้ จะใช้การทำสมาธิบ้างก็ได้ แต่ทำสักวันละเล็กน้อย ไม่ต้องเอาเป็นเอาตายกับการทำสมาธิ ขอเพียงเริ่มรู้แล้วว่า การรู้ หรือการเจริญสติสัมปชัญญะที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แล้วเจริญสติปัฏฐาน มีกาย เวทนา จิต ธรรม ที่ถนัด เป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่ของจิตไป ความรู้ตัวก็จะเร็วขึ้น เผลอสั้นลง ในที่สุดก็สามารถรู้ตัวถี่ยิบ จน "รู้ตัวต่อเนื่อง" ได้เอง
เมื่อสามารถรู้ตัวได้ ก็จะเริ่มรู้เท่าทันจิตตนเองละเอียดลึกซึ้งเป็นลำดับๆ ไป เช่น (1) เริ่มรู้ว่า จิตกำลังติดยึดอารมณ์บางสิ่ง ซึ่งอาจจะทราบ หรือไม่ทราบชื่อก็ได้ หรือรู้จิตที่ประณีตยิ่งขึ้น คือ (2) จิตที่คลายออกจากความยึดถืออารมณ์ มีสภาพต่างคนต่างอยู่กับกิเลส เหมือนลิ้นงูที่อยู่ในปากงู ไม่กระทบกระทั่งกัน ถัดจากนั้นก็จะเริ่มเห็นว่า (3) บางคราวจิตก็ยังแลบ หรือส่งออกไปยินดียินร้ายกับอารณ์ ไม่ใช่รู้อารมณ์ด้วยความเป็นกลางเสมอไป
เมื่อรู้ความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นได้ชำนาญแล้ว จิตก็กลับสู่ความเป็นกลางอีก คราวนี้เป็นกลางที่ประณีตกว่าทีแรกมาก ถึงขั้นนี้จึงจะ (4) มองกิเลสชนิดสังโยชน์ออก หรือมองเจตนา หรือความจงใจ หรือความพอใจ(อภิชชา) ที่จะปฏิบัติธรรมออก คราวนี้จิตจึงจะ (5) ถึงความเป็นกลางอย่างแท้จริง เป็นจิตสักว่ารู้ โดยไม่ได้จงใจ
เพราะ รู้สักว่ารู้ ปราศจากความยินดีจงใจที่จะรู้ ปราศจากการประคับประคองสติ เป็นจิตที่เห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง จิตก็มาถึงจุดที่จ่ออยู่กับประตูแห่งการเกิดมรรคผล ซึ่งเขาจะเกิดเอง ไม่มีใครทำให้เกิดได้
ผมเขียนตอบกระทู้นี้ แบบจำเรื่องเก่าไม่ได้เลยว่าคุยอะไรกับคุณเก๋ไว้ เพียงแต่นึกธรรมอะไรได้ในขณะนี้ ก็เขียนไปตามนั้นเท่านั้นเอง คุณเก๋อ่านแล้วไม่คุ้นเลย ก็อย่าว่าอะไรเลยนะครับ เพราะคุณเก๋เองก็ฟังผมพูด พร้อมกับที่ผมพูด แล้วก็จำไม่ได้เหมือนๆ กันนั่นเอง
ความเห็นที่ 10 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 09:43:11 ขอแถมอีกหน่อยครับ คือพอผู้ปฏิบัติ นึกถึงการปฏิบัติธรรม ก็เกิดความรู้สึกว่า จะต้องทำอะไรบางอย่าง หรือหลายอย่าง จึงจะสมกับที่เรียกว่า "การปฏิบัติ" ธรรม แล้วสิ่งที่กระทำทั้งหมดนั้น ก็คือการทำสมถะล้วนๆ ในขณะที่การเจริญวิปัสสนานั้น ไม่มีการกระทำใดๆ เลย นอกจากรู้อารมณ์ตัวจริงทั้งปวงไปด้วยจิตที่เป็นกลางเท่านั้น
การรู้ตามความเป็นจริง คือสิ่งที่พวกเราไม่คุ้นเคย เพราะเราเคยชินกับ "การทำอะไรบางอย่าง" มากกว่าการ รู้ วิปัสสนาซึ่งเป็นเรื่องง่าย จึงกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจยากไปเลย
ดังนั้น ก่อนที่จะเจริญสติ หรือทำวิปัสสนา เราจะต้อง รู้ หรือเจริญสติ ให้เป็นเสียก่อน ถ้ายังไม่ทราบว่า รู้ หรือการมีสติสัมปชัญญะที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แล้วไปลงมือเจริญสติเข้า ก็อดที่จะเจริญสติอย่างผิดๆ ไม่ได้ เข้าลักษณะ ยิ่งทำ ก็ยิ่งผิด คือยิ่งเพ่งจ้องหนักขึ้นทุกทีๆ
*****************************
เมื่อวานที่ศาลาลุงชิน บางคนถามผมว่า ปรมัตถ์เป็นเรื่องเข้าใจยาก นึกอย่างไรก็ไม่เข้าใจเลย ถ้าเป็นผู้ชาย ผมก็จะเอาเล็บจิกเข้าให้ที่แขนทีหนึ่ง แล้วบอกว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั่นแหละ คือปรมัตถธรรมตัวหนึ่ง ซึ่งมีบัญญัติเรียกว่า "ความเจ็บ" เป็นทุกขเวทนาทางกายอย่างหนึ่ง จะเป็นแขก ฝรั่ง จีน ไทย ถูกจิกเข้าไปก็รู้สึกอย่างเดียวกันนั่นเอง
และถ้าสังเกตให้ดี ก็จะเห็นว่า มันเกิดจากผัสสะคือการกระทบทางกาย มีความรู้สึกแรง(เจ็บมาก)ในชั้นแรก แล้วเบาลง เป็นการแสดงอนิจจัง และดับหายไปในชั้นหลัง เป็นการแสดงทุกขัง การที่มันเกิด(เจ็บ) ขึ้นก็ดี ตั้งอยู่ชั่วขณะก็ดี ดับไปก็ดี ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ไม่เป็นไปตามใจอยาก เป็นการแสดงอนัตตา
ความทุกข์ทางกาย กับความทุกข์ทางใจ ก็ไม่ต่างกันนัก คือถ้ามันเจ็บหรือมันทุกข์ขึ้นในใจ ก็รู้มันอย่างเดียวกันนี้เอง หรือนิวรณ์ กิเลส ตัณหา และกุศลใดๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ไปที่ตัวสภาวะหรือปรมัตถ์ของมันตรงๆ เลย มันเป็นความรู้สึกจริงๆ เกิดขึ้นกับใครก็รู้สึกอย่างเดียวกันนั่นแหละ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสมมุติบัญญัติที่ว่า นี่ทุกข์ นี่ราคะ นี่โทสะ นี่ตัณหา นี่เมตตา ฯลฯ
ถ้าจะพูดกันอย่างหยาบๆ ก็กล่าวได้ว่า แม้แต่สัตว์ ก็รู้อารมณ์ปรมัตถ์เช่นกัน คือรู้รูปอันเป็นปรมัตถ์ด้วยจักขุวิญญาณ รู้เสียงอันเป็นปรมัตถ์ด้วยโสตวิญญาณ ฯลฯ แต่สัตว์ขาดสติปัญญา จึงไม่ญาณจะจำแนกอารมณ์ปรมัตถ์ออกได้ เป็นแต่รู้ไปตามกลไกธรรมชาติธรรมดาเท่านั้น เราเองทุกคน ก็รู้อารมณ์ปรมัตถ์อยู่แล้วทั้งวัน แต่เราพากันไปหลงความคิด หรือหลงบัญญัติ จนมองข้ามการรู้ปรมัตถ์ไปเท่านั้นเอง ดังนั้น อย่ากังวลว่า เราจะรู้อารมณ์ปรมัตถ์ไม่ได้เลยครับ เมื่อจิตไม่มีโมหะ หรือมีอโมหะ ก็จะสามารถรู้ปรมัตถ์ได้ครับ ที่พวกเราพูดถึงรู้ รู้ รู้ นั้น ก็คือการทำความรู้จักกับโมหะ จนจิตมีอโมหะ สามารถรู้โดยไม่หลง
ธรรมทั้งภาคปริยัติ และภาคปฏิบัติ ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันหรอกครับ แต่อาจจะพูดด้วยถ้อยคำที่ต่างกันบ้างเท่านั้น
ความเห็นที่ 11 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 09:54:48 เพิ่งเห็นที่คุณอี๊ดเขียนครับ ตอนนี้คุณอี๊ดไม่ได้ติดอะไรครับ เพราะที่ติดอยู่แก้ออกได้แล้ว หน้าที่เดียวตอนนี้ก็คือ การทำ(สติสัมปชัญญะ)ให้มาก เจริญให้มาก เท่านั้นเองครับ เพราะจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นจิตที่พร้อมแล้วสำหรับการเจริญวิปัสสนา
หลวงปู่เทสก์ท่านไปเชียงใหม่นั้น ท่านไม่ได้ติดอะไรหรอกครับ ก่อนหน้านั้น ท่านติดสมาธิอยู่สิบกว่าปี เมื่อแก้ได้แล้วที่วัดป่าสาลวัน แต่ท่านอาจารย์สิงห์ไม่เข้าใจการปฏิบัติของท่าน ท่านจึงออกไปตามหาหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ แล้วอยู่ปฏิบัติที่นั่นครับ เพราะท่านอาจารย์มั่นเป็นครูบาอาจารย์ที่เข้าใจการปฏิบัติของศิษย์เป็นอย่างดีครับ
หลักปฏิบัติที่เป็นแก่นสารสำคัญของหลวงปู่มั่นก็คือ ให้มีสติสัมปชัญญะ ศึกษาอยู่ในกายในใจตนเอง ไม่ส่งจิตออกนอกเที่ยวรู้เที่ยวเห็น อันเป็นความฟุ้งซ่าน หรือปล่อยจิตให้ชุ่มแช่อยู่กับสมาธิ จนไม่สนใจจะเจริญวิปัสสนาปัญญา
ท่านสอนว่า การทำสมาธิมากไปก็เป็นเหตุให้เนิ่นช้า การเจริญปัญญา(อย่างเดียว) มากไปก็เป็นเหตุให้ฟุ้งซ่าน สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการมีสติสัมปชัญญะอยู่ในชีวิตประจำวันนี่เอง
เวลานี้ เราไม่ค่อยได้ยินธรรมเหล่านี้ ส่วนมากได้ยินกันเพียงผิวๆ ว่าให้พุทโธ กันไป พอจิตสงบแล้วให้คิดพิจารณากาย ซึ่งทั้งหมดนั้น เป็นอุบายปฏิบัติในเบื้องต้น เพื่อจะเข้ามาสู่ความมีสติสัมปชัญญะในชีวิตประจำวันนี่เอง
ความเห็นที่ 13 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 10:54:27 ผมได้เห็นข้อความของคุณ nonborn ที่ลานธรรม บรรยายถึงความรู้ตัวได้น่าฟังดีครับ เลยลอกมาให้อ่านกัน
"ความรู้ตัว" คำสั้นๆง่ายๆเพียงเท่านี้ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจ บรรยายได้ด้วยคำพูดใดๆได้โดยง่าย เป็นความรู้สึกที่เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ เป็นกลาง ปราศจากความจงใจ และการปรุงแต่งใดๆ แต่แฝงไว้ด้วยความเบิกบานน้อยๆ ความรู้ตัวนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ แล้วกลับมาปกคลุมต่อไปด้วย ความหลง ความเผลอ เพ่ง และความคิด สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือรู้ตัวให้บ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ตามแต่กำลังของสติที่จะทำได้ในชีวิตประจำวัน"
ธรรมของจริงที่ปรากฏกับจิตใจ บรรยายเป็นคำพูดได้ยากจริงๆ ที่คุณ nonborn อธิบายออกมาได้ นับว่าเก่งเชียวครับ
วันแรกที่ผมกลับจากการไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่ดูลย์ ผมมีความรู้ตัวได้แว่บเดียวเท่านั้น ก็ถูกโมหะเข้าครอบงำอีก ทำไปอีกหลายวัน ก็ทำได้อีกทีหนึ่ง ยาวกว่าเดิมนิดหน่อย อีกไม่กี่วันต่อมาก็ทำได้อีก และตั้งมั่นได้นานกว่าเดิม สรุปแล้ว ยิ่งฝึกก็ยิ่งเกิดขึ้นง่าย และทรงอยู่ได้นานขึ้นครับ เป็นอย่างนี้กันเป็นส่วนมากแหละครับ ผมเองก็เป็นมาก่อนแล้วเช่นกัน
ความเห็นที่ 15 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 11:18:11 ฝากข่าวถึง คุณณรงค์ ด้วยครับ ที่คุณณรงค์ปฏิบัติอยู่ตอนนี้ ดีแล้วนะครับ เป็นการรู้ไปอย่างซื่อๆ ตรงๆ ไม่ประดิษฐ์ประดอยปฏิบัติให้เกิดภาระส่วนเกินกับจิตใจ ให้ทำไปง่ายๆ อย่างที่เคยทำนี่แหละครับ แล้วก็ไม่ต้องสนใจเข้ากลุ่มเข้าพวก ไม่ต้องสนใจว่าใครเขาจะปฏิบัติอย่างไร จิตจะสุขทุกข์ มีกุศลอกุศลอะไร ก็รู้เรื่อยๆ ไปตามธรรมดาๆ นี่แหละครับ อย่าไปสนใจพลิกแพลงหรือหาอุบายปฏิบัติใดๆ นะครับ ทำไปซื่อๆ ตรงๆ นี่แหละครับ ดีที่สุดแล้ว
ความเห็นที่ 19 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 11:28:45 อีกหน่อยครับ คือผมนึกไม่ออกว่าคุณ nonborn คือใคร แต่ที่ว่า "สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือรู้ตัวให้บ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ตามแต่กำลังของสติที่จะทำได้ในชีวิตประจำวัน" นั้น
อยากให้ปรับการปฏิบัตินิดหนึ่งครับ คือแทนที่จะพยายามรู้ตัวให้บ่อยขึ้น ขอให้พยายามรู้ว่าหลง เผลอ เพ่ง คิด ให้ไวขึ้นก็พอแล้วครับ เพราะทันทีที่รู้ตัวว่าเผลอ หรือเพ่ง ขณะนั้นรู้ตัวเรียบร้อยแล้วครับ ถ้าไปพยายามรู้ตัว เดี๋ยวจะเผลอไปสร้างความรู้ตัว(ปลอมๆ) ขึ้นมาครับ
ความเห็นที่ 20 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 29 มกราคม 2544 13:38:15 ที่คุณพัลวันกล่าวว่า "ปกติแล้วจิตจะรู้ปรมัตถธรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าบุคคลนั้นจะปฎิบัติหรือไม่ปฎิบัติ" ตรงนี้รวบรัดไปหน่อยครับ ความจริงจิตบางดวงเท่านั้นที่รู้อารมณ์ปรมัตถ์ บางดวงก็รู้อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ
ผู้ไม่ได้ปฏิบัตินั้น เมื่อรู้อารมณ์อันเป็นปรมัตถ์แล้ว (เช่นรูปที่ปรากฏให้รู้ด้วยจักขุวิญญาณ ฯลฯ) ไม่มีสติ สมาธิ ปัญญา ที่จะเจริญวิปัสสนาได้ คือไม่มีสติระลึกรู้ธรรมที่กำลังปรากฏ (เช่นความรู้สึกเจ็บเมื่อถูกหยิก) ไม่มีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต คือแทนที่จิตจะตั้งมั่นรู้อารมณ์ด้วยความเป็นกลาง กลับหลงไปทางอื่น และไม่มีปัญญาเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของความรู้สึกเจ็บนั้น
ผู้ไม่ได้ปฏิบัติ พอเจ็บก็เกิดรู้สึกว่าเราเจ็บ เอ็งทำให้เราเจ็บ แล้วเราก็โกรธต้องเล่นงานเอ็ง เป็นต้น คือไม่เห็นสภาพปรมัตถธรรม ซึ่งไม่มีตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขา เห็นแต่สภาพธรรมที่สัญญาหมายมั่นว่าเป็นตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขา
ความเห็นที่ 29 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 30 มกราคม 2544 11:02:36 คุณอี๊ด ครับ จิตที่ใช้เจริญวิปัสสนานั้น ได้แก่ จิตที่เป็นปกติธรรมดาที่สุดของมนุษย์นี้เองครับ (ภูมิของมนุษย์ จึงเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้กัน เพราะเหมาะสมมาก) ดังนั้น เมื่อจะทำวิปัสสนา ก็ให้รู้อารมณ์ของจริง ไปด้วยจิตที่เป็นปกติธรรมดานี่เอง ไม่ต้องไปดัดแปลงจิตให้ เงียบ ขรึม ซึม นิ่ง ดิ่ง สว่าง ฯลฯ
แต่คนทั้งหลายนั้น มี จิตผิดปกติ ป่วยไข้ไปด้วยอำนาจของกิเลสอยู่เสมอๆ ไม่มี จิตปกติ ที่จะเจริญวิปัสสนาได้จริงๆ ดังนั้นในขั้นต้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องรักษาพยาบาลจิตที่ป่วยไข้ ให้เป็นจิตปกติเสียก่อน
เชื้อโรคร้ายที่ทำให้จิตป่วยไข้ มีอยู่ 5 ตัวด้วยกัน คือนิวรณ์ 5 ได้แก่ ความพึงใจในความสุขอย่างโลกๆ ความพยาบาทขุ่นเคืองใจ ความฟุ้งซ่าน ความหดหู่ และความลังเลสงสัย ถ้าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในจิตใจ ก็ให้ผู้ปฏิบัติรู้ตรงเข้าไปที่นิวรณ์เหล่านี้เลย เช่นเมื่อเกิดความลังเลสงสัยว่า เอ เราจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องนะ แทนที่จะไปคิด หรือถามหาคำตอบ (ซึ่งจะหาไม่ได้) ก็ให้ผู้ปฏิบัติมีสติระลึกรู้ตรงเข้าไปที่ความรู้สึกลังเลสงสัย เลยทีเดียว (ไม่ใช่ไปดูเรื่องที่สงสัยนะครับ ให้รู้เข้าไปที่ตรงความรู้สึกสงสัย ซึ่งเราทำคนรู้ได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ เหมือนอย่างที่เรารู้ว่า เราโกรธ เรารัก เราสบายใจ เราไม่สบายใจ นั่นเอง)
ทันทีที่จิตรู้ทันว่า กำลังสงสัยอยู่นั่นเอง จิตก็เข้าถึงความเป็นปกติแล้ว คือเปลี่ยนจากผู้สงสัย เป็นผู้รู้ความสงสัย
จิตปกติธรรมดาของมนุษย์ อันเป็นจิตที่สุขภาพดีนั้น เป็นเพียงจิตปกติ เป็นธรรมชาติธรรมดาที่สุด มันจะทำหน้าที่รู้อารมณ์ทั้งปวงด้วยความเป็นกลาง ไม่หลง ทั้งหลงแบบเผลอ หรือหลงเพ่ง ไม่หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และไม่จมลงไปในโลกของความคิดและจินตนาการ เป็นจิตที่มีความรู้ ตื่น และเบิกบานน้อยๆ (เหมือนที่คุณ nonborn กล่าวไว้นั่นเอง)
ทันทีที่รู้ว่าเผลอ ทันทีที่รู้ว่าเพ่ง ทันทีที่รู้ว่าโกรธ ทันทีที่รู้ว่ารัก ทันทีที่รู้ว่าสุข ทันทีที่รู้ว่าทุกข์ ทันทีที่รู้ว่าจงใจปฏิบัติ ฯลฯ ตรงนั้นแหละ จิตจะเป็นจิตปกติธรรมดาที่สุดแล้ว แต่ถัดจากนั้น ผู้ปฏิบัติก็จะก้าวไปสู่ความหลงผิดรอบใหม่ โดยเกิดความตั้งใจที่จะรักษาจิตที่รู้ตัว หรือรักษาความรู้ตัวเอาไว้นานๆ นับว่าผู้ปฏิบัติพลาดเสียแล้ว คือพลาดจาก การรู้ สภาวธรรมที่กำลังปรากฏในปัจจุบันด้วยจิตที่ปกติที่สุด ไปสู่ การคิด เตรียมการเพื่อให้ความรู้ตัวต่อเนื่อง อันเป็นเรื่องของอนาคต
ที่คุณอี๊ดปฏิบัติอยู่เดิมนั้น จะส่งจิตออกไปกำหนดรู้ตรงหน้า จนเกิดความสว่างแล้วอยู่กับความสว่างนั้น ตรงนี้เป็นการไม่รู้ทันจิตหลายซับหลายซ้อนครับ ชั้นแรกสุดก็คือ เมื่อเกิดความตั้งใจ/จงใจ/ปรารถนา จะปฏิบัติ แล้วไม่รู้ทัน ขั้นที่ 2 จิตเกิดพฤติกรรมไปตามแรงตั้งใจ/จงใจ/ปรารถนา นั้น โดยจิตทะยานออกไปด้วยตัณหา ไปสร้างภพของนักปฏิบัติชั้นดีขึ้นมา คือไปสร้างความสว่าง แล้วเพลินอยู่กับความสว่างนั้น โดยคิดว่า นี่แหละคือการปฏิบัติ
ในภาวะนั้น ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่า เรารู้ตัวชัดเจน อะไรเกิดขึ้นก็รู้ชัดเจน โดยไม่ทราบว่า นั่นคือ การรู้ปลอมๆ ที่เราสร้างขึ้นมาด้วยความไม่รู้เท่าทันตั้งหลายซับหลายซ้อน จิตผู้รู้ปลอมๆ นั้น จะถูกย้อมด้วยราคะบ้าง โมหะบ้าง บางทีก็เป็นการรู้ตัวแบบเครียดๆ ตึงๆ ไม่ใช่ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน แต่อย่างใด
เมื่อใดที่เราคุ้นเคยกับจิตที่เป็นปกติแล้ว หรือที่ผมเรียกว่ารู้ตัวเป็นแล้ว เมื่อนั้นแหละ ผู้ปฏิบัติจึงจะพร้อมที่จะเจริญสติปัฏฐาน คือให้มีปกติ มีสติระลึกรู้สภาพธรรมอันใดอันหนึ่งที่จิตถนัด เช่นการไหวกาย การรู้พองยุบ การเปลี่ยนอิริยาบถ การรู้ความสุข ความทุกข์ทางกาย หรือทางใจ การรู้อกุศลธรรม และกุศลธรรม การรู้พฤติกรรมของจิตใจในการก่อทุกข์ตามหลักอริยสัจจ์ ฯลฯ
ขณะที่เจริญสติปัฏฐานอยู่นั้น บางคราวมีสภาวธรรมที่รุนแรงแปลกปลอมขึ้นมา สติก็จะระลึกรู้สภาพธรรมนั้น ด้วยจิตที่คงความเป็นปกติธรรมดาอย่างเดิมนั่นเอง ไม่ใช่หลีกเลี่ยงการรู้สภาพธรรมที่จิตไปรู้เข้า ด้วยการบังคับให้จิตรู้เฉพาะสภาพธรรม อันเป็นวิหารธรรมที่เราถนัดนั้นอย่างเดียว
ความเห็นที่ 41 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 31 มกราคม 2544 08:47:13 เรื่องการจงใจสร้างความรู้ตัว หรือสร้างจิตผู้รู้เทียมขึ้นมานั้น เป็นเรื่องใหญ่มากครับ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติผิดพลาดกันมาก ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะรู้อารมณ์ปรมัตถ์ ด้วยจิตที่เป็นกลาง หรือจิตปกติ ได้ เช่นเมื่อตาเห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณ จิตก็หลงไปตามความคิดนึกปรุงแต่ง แทนที่จะรู้รูป ตามที่รูปปรากฏ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว เช่นทรงสอนว่า จิตมีราคะก็รู้ว่ามีราคะ จิตไม่มีราคะก็รู้ว่าไม่มีราคะ นี่แหละที่ท่านสอนให้รู้เข้าไปตรงๆ เลย และรู้แบบสักว่ารู้ แต่แทนที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ตรงๆ ที่อารมณ์ของจริงที่กำลังปรากฏ และรู้สักว่ารู้ ตามที่ท่านสอน กลับไปพลิกแพลงการรู้ขึ้นมาหลายรูปแบบ เช่นไปสร้างอารมณ์ขึ้นมาก่อน (เช่นแสงสว่าง) แล้วจึงรู้อารมณ์นั้น อารมณ์นั้นจึงไม่ใช่ของจริง แต่เป็นของปลอมที่สร้างขึ้นมา และขณะที่รู้ ก็ไม่ใช่รู้แบบสักว่ารู้ หรือรู้ไปด้วยจิตปกติธรรมดา แต่ไปสร้างคุณภาพการรู้ขึ้นมาใหม่ คือทำผู้รู้ปลอมๆ เทียมๆ ขึ้นมา สรุปได้ว่า อารมณ์ก็ผิด วิธีรู้อารมณ์ก็ผิดอีก จึงไม่ได้ทำวิปัสสนากันเสียที
กรณีคุณหมอธุลีนั้น ไม่ใช่ว่าปฏิบัติไม่ดีนะครับ เพียงแต่ดีอยู่ตรงนี้มานานแล้ว จึงต้องกระตุ้นให้เดินปัญญาเล็กน้อย คือให้หันมาเฉลียวใจว่า จิตยังติดบางสิ่งบางอย่างอยู่ ซึ่งการติดนี้ ติดกันทุกคน จนกว่าจะบรรลุพระอรหันต์ครับ เพียงแต่ถ้าไม่รู้ทันว่าติด ก็ก้าวต่อไปไม่ได้ ถ้าปัญญารู้ทันถึงจุดไหน ก็ปล่อยวางในจุดนั้นลงได้
มีเพื่อนคนหนึ่งเมล์มาบอกผมว่า พวกเราบางคนคิดจะปฏิบัติด้วยการหยุดอยู่กับจิตผู้รู้ เพราะว่าได้พบจิตผู้รู้แล้ว ผมฝากให้สังเกตจิตใจอย่างละเอียดนะครับ เพราะผู้รู้อันนั้น ยังเป็นผู้รู้เทียมที่สร้างขึ้นมาด้วยสมถะ ไม่ใช่จิตผู้รู้ที่เป็นปกติ เป็นธรรมชาติธรรมดาแต่อย่างใด และผู้ที่จะปฏิบัติด้วยการหยุดพฤติกรรมของจิต(ด้วยปัญญา) แล้วรู้อยู่ที่รู้ นั้น ต้องเป็นพระอนาคามีแล้วครับ นอกนั้นจิตยังเคลื่อน ยังฝัน ยังมีพฤติกรรม ยังปรุงแต่งออกไปภายนอกทั้งสิ้น หากนึกๆ ให้หยุดเอาตามใจชอบ จะกลายเป็นการจอดรถในที่ห้ามจอดนั่นเอง สิ่งที่ควรทำขณะนี้ก็คือ การหัดรู้ตัวให้เป็น รู้ว่าอันใดจิต อันใดอารมณ์ รู้เท่าทันพฤติกรรมของจิต ที่มันหลงไปบ้าง มันเพ่งไปบ้าง เมื่อสามารถรู้ทันพฤติกรรมของจิตได้แล้ว จึงจะเริ่มรู้ปรมัตถ์ในฝ่ายนามธรรมได้ แล้วจึงมีสติระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยจิตที่เป็นกลางๆ คือเป็นปกติธรรมดาของมนุษย์ เป็นจิตที่ไม่ถูกนิวรณ์ครอบงำนั่นเอง
สำหรับกระต่ายนั้น ที่ผ่านมา ผมดุเอาแรงๆ เสมอมา เพราะการปฏิบัติเต็มไปด้วยความปรุงแต่ง ไม่เป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่ใช่การรู้ไปอย่างซื่อๆ ตรงๆ แต่ไปพยายามปรุงแต่งการปฏิบัติขึ้นมา แล้วต้องการให้ครูอาจารย์ชมเชย ถ้าผมไปชมเข้าอีกคนหนึ่ง ชาตินี้ก็จะปรุงแต่งเรื่อยไป เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เมื่อวันอาทิตย์นี้ได้เจอกระต่าย ก็เห็นว่าเริ่มรู้ตัวได้เป็นธรรมชาติมากขึ้นแล้ว จึงต้องชมเสียหน่อยว่าดีขึ้น แต่ก็ยังต้องศึกษาต่อไปอีกครับ ยังไม่เป็นธรรมชาติเต็มที่หรอกครับ
ความเห็นที่ 6 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 10:06:10 คำถามของ เจื้อย ที่ว่า "ช่วงแรกๆ นี่ที่จะให้เห็นตามความจริงว่าเป็นเพียงรูปกับนาม มันต้องใช้ความคิดเข้าช่วยด้วยหรือเปล่าคะ" นี่เป็นคำถามที่ดีมากครับ เพราะวิปัสสนานั้น จะเริ่มต้นได้ก็ต้องรู้จักการจำแนกรูปกับนามเสียก่อน
ที่จริงการรู้รูปนาม หมายถึงการรู้เนื้อแท้ของสิ่งปรุงแต่งต่างๆ ว่าไม่ใช่เป็นตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขา แต่เป็นเพียงธรรมชาติที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมนั่นเอง ทั้งนี้ ก็เพื่อทำลายความเห็นผิด และขจัดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นลง
ในเรื่องรูปที่เป็นวัตถุธาตุนั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถจำแนกเนื้อแท้ลงไป จนคนไม่เป็นคน สัตว์ไม่เป็นสัตว์ ทองก็ไม่เป็นทอง น้ำไม่เป็นน้ำ ฯลฯ ถ้าเราไม่ใจแคบเกินไป ก็อาจจะยอมรับได้ว่า นักวิทยาศาสตร์เขาก็รู้ "ปรมัตถ์ของรูป" ระดับหนึ่งเหมือนกัน แต่รู้ด้วยภาษาที่ต่างจากนักอภิธรรม
การที่เราจะรู้ปรมัตถ์ หรือรู้รูปนามตามพระพุทธเจ้า หรือนักวิทยาศาสตร์ ในเบื้องต้น เราต้องรู้ด้วยปริยัติเสียก่อน คือรู้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน หรือตามที่นักวิทยาศาสตร์เขาบอก แต่ความรู้ขั้นนี้ เป็นขั้นรู้จำ ไม่ใช่รู้จัก หรือรู้แจ้ง เพราะเป็นการฟังจากปัญญาของผู้อื่น ไม่ใช่ปัญญาของเราเอง จำเป็นที่เราจะต้องทดสอบทฤษฎีของท่านเหล่านี้ด้วยตนเอง
ในขั้นที่จะลงมือพิสูจน์ทฤษฎีของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องทำตามกระบวนการของท่าน ที่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน ในชั้นต้น ต้องอาศัยความคิดเล็กน้อยเหมือนกัน คือคิดพิจารณาว่า อันนี้เป็นรูปธรรม อันนี้เป็นนามธรรม อันนี้เป็นจิตสังขาร และอันนี้เป็นจิต ในจุดนี้แม้จะไม่อยากใช้ความคิด ก็ต้องคิดอยู่ดีครับ เพราะจิตมันเคยชินที่จะพากษ์อยู่แจ้วๆ ตลอดเวลา ซึ่งก็ควรทราบว่า ตรงนี้ยังไม่ใช่การทำวิปัสสนาที่แท้จริง ดังที่หลวงพ่อพุธท่านเคยสรุปไว้นั่นเองว่า "สมถะเริ่มเมื่อหมดความตั้งใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด"
การพากษ์นั้น พอจัดระเบียบเข้า ก็กลายเป็น "การกำหนด" เช่นพองหนอ ยุบหนอ คิดหนอ ฟุ้งหนอ ฯลฯ ซึ่งสำหรับผู้ที่รู้ตัวเป็น รู้เห็นปรมัตถ์ตามความเป็นจริงแล้ว คำกำหนด ความคิด หรือการพากษ์ ล้วนแต่เป็นส่วนเกิน หรือเป็นภาระให้จิตต้องทำงานหนักมากขึ้นจากสภาพ รู้ ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ผู้ปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย ทุกสาย/สำนัก (ไม่เฉพาะสายคุณแม่สิริอย่างที่เจื้อยกล่าวถึงหรอกครับ) แม้กระทั่งหลายท่านที่มีชื่อเสียงเป็นเจ้าสำนัก ก็ยังไม่เห็นปรมัตถ์จริง แต่ไปติดที่ความคิดหรือการบัญญัติกันแทบทั้งนั้น ทั้งที่รูปก็ดี เวทนา กุศล อกุศล นิวรณ์ ทุกข์ ตัณหา ฯลฯ ก็ดี มันแสดงตัวเปิดเผยอยู่ต่อหน้าต่อตาแล้ว ผู้ปฏิบัติกลับไม่มีสติปัญญาที่จะไปรู้มันตามที่มันเป็น เพราะมัวไปปรุงแต่งการรู้จนสลับซับซ้อน ปนเปื้อนไปด้วยความคิด
สรุปแล้ว การใช้ความคิด เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถรู้ปรมัตถ์ของรูปนามได้ แต่เป็นภาระ เครื่องขัดขวางการปฏิบัติวิปัสสนา สำหรับผู้ที่รู้จักสภาวะหรือปรมัตถ์ของรูปธรรมและนามธรรมแล้ว เพราะสิ่งที่ผู้รู้สภาวะจะต้องทำ ก็ได้แก่การ รู้ สภาวะของรูปหรือนามที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นการรู้ไปอย่างซื่อๆ ตรงๆ เรียบๆ ง่ายๆ เท่านั้นเอง
ความเห็นที่ 7 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 14:00:23 เรื่องการใช้ความคิดพิจารณานั้น พระป่าท่านก็ใช้กันมากครับ เช่นการคิดพิจารณากายลงเป็นธาตุ เป็นขันธ์ เป็นอสุภะ เป็นไตรลักษณ์ บางองค์ถึงกับเชื่อเด็ดขาดลงไปเลยว่า ถ้าไม่พิจารณากายเสียก่อนจะรู้ธรรมไม่ได้ มีแต่ครูบาอาจารย์ที่จัดเจนจริงๆ เท่านั้น จึงจะเข้าใจว่า ผู้เจริญสติปัฏฐาน จะเป็นกาย เวทนา จิต หรือธรรม ล้วนแต่สามารถเข้าถึงธรรมได้ด้วยกันทั้งสิ้น และการใช้ความคิดพิจารณากายนั้น เป็นเพียงการซักซ้อมให้จิตเคยชินกับการใช้ปัญญา แทนการจมแช่แน่นิ่งอยู่กับพุทโธเท่านั้น และขณะที่จิตเจริญปัญญาอยู่ในกายานุปัสสนาจริงๆ นั้น จะเป็นการรู้ ไม่ใช่การคิด ดังคำของหลวงพ่อพุธที่ผมยกมาให้อ่านกันในความเห็นที่ 6 นั่นเอง
ผมเองไม่ได้เริ่มจากการพิจารณากาย หากแต่เริ่มต้นด้วยการรู้ความเกิดดับของจิตสังขารเลยทีเดียว เมื่อเข้าไปสู่สำนักของพ่อแม่ครูอาจารย์พระป่าหลายองค์ เช่นหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่สิม หลวงพ่อพุธ ส่วนมากท่านก็ไม่สนใจซักถามว่าทำมาทางไหน มีแต่สอนตัดตรงเข้าหาจิต ให้ รู้ โดยไม่ต้องคิดพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำยังตักเตือนว่า เมื่อรู้เป็นแล้ว ก็ไม่มีทางจะทำให้ยิ่งกว่านี้อีกแล้ว นอกจากรอเวลาให้จิตเขาพอของเขาเอง
สิ่งที่ท่านสอนผมมา และสิ่งที่ผมทำมาด้วยตนเองนั้น ตรงกับตำราปริยัติพอดีเลยครับ ดังนั้นผมจึงแน่ใจว่า การเจริญวิปัสสนาต้องรู้ ไม่ใช่คิดๆ เอาครับ
ความเห็นที่ 8 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน จันทร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 14:26:45 ความเห็นที่ 6 ขาดความชัดเจนไปหน่อยครับ ที่ผมกล่าวถึงผู้ปฏิบัติสายคุณแม่สิริ และกล่าวว่าผู้นำบางสำนักไม่รู้ปรมัตถ์นั้น ผมไม่ได้หมายความว่า คุณแม่สิริไม่รู้ปรมัตถ์นะครับ เพราะผมไม่เคยมีโอกาสไปกราบพบท่าน ได้แต่เคารพอยู่ห่างๆ ในคุณประโยชน์ที่ท่านสร้างให้กับสังคม ผมเคยพบแต่ลูกศิษย์ที่เรียนมาจากวิทยากรท่านอื่นๆ ซึ่งก็ไม่มีข้อแตกต่างที่เป็นนัยสำคัญ จากศิษย์สำนักอื่นๆ นั่นเอง
ความเห็นที่ 11 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 09:01:00 หลวงพ่อทูลท่านเป็นพระดีแน่นอนครับ ผมไม่สงสัยในคุณธรรมของท่าน เคยกราบ เคยฟังธรรมของท่านบ่อยๆ ก็เห็นว่าท่านไม่ได้สอนให้คิดไปรู้ไป แต่ท่านเน้นให้คิดเพื่อทำความเข้าใจกับชีวิตให้แจ่มแจ้ง
ที่ท่านสอนเช่นนี้เพราะท่านพบความจริงว่า ผู้ปฏิบัติส่วนมากติดสมถะ เอาแต่ทำความนิ่งกันแทบทั้งนั้น ท่านจึงแก้ด้วยการให้หัดคิดพิจารณา ไม่ให้หยุดอยู่นิ่ง โดยให้หยิบยกเรื่องราวอันใดอันหนึ่งมาเป็นหัวข้อคิดพิจารณา เช่นเมื่ออ่านพระพุทธประวัติตอนทรงลอยถาดของนางสุชาดา ก็พิจารณาว่า นี่หมายถึงการทวนกระแสของโลกเข้าหาธรรม หรือเห็นคนแก่ ก็พิจารณาความแก่ในแง่มุมต่างๆ เป็นต้น
การคิดพิจารณาเป็นอุบายที่ดี ทำให้จิตเข้าถึงความสงบ และเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น จะได้ไม่หลงมากนัก เมื่อประสบกับความแปรปรวนต่างๆ ก็มีทางปรับจิตใจให้คลายทุกข์ได้ง่าย ส่วนคิดแล้วจะเข้าถึงความรู้ตัว เข้ามาเจริญวิปัสสนาละเอียดได้หรือไม่ ก็อาจจะเป็นไปได้สำหรับบางคนครับ และเป็นไปได้มากกว่าคนที่หลงความสงบของพุทโธอย่างเดียว
แต่สำหรับคนที่ดูจิตจนชำนาญแล้วอย่างคุณสุรวัฒน์ ก็สามารถเห็นปรมัตถ์หรือตัวจริงของความตรึกของจิต อันเป็นอาการฟุ้งซ่านของจิตอย่างหนึ่ง พอเห็นแล้ว ความตรึก หรือความปรุงไหวก็ดับไป จิตมาหยุดทรงตัวรู้อยู่เฉยๆ ต่อมาก็ตรึก หรือไหวออกมาอีกเป็นระลอกๆ ถ้ามีสติสัมปชัญญะรู้อยู่อย่างนี้ ก็ใช้ได้ครับ แต่ไม่ใช่ไปห้ามมัน
การรู้ความไหว ความตรึกของจิตอย่างนี้ ไม่ได้สนใจเรื่องราวที่คิด เพราะตรงนั้นยังไม่มีสัญญาแปลสัญญาณความคิดออกมาเป็นคำพูด เป็นคนละเรื่อง คนละอย่าง กับการใช้ความคิดพิจารณาเป็นเรื่องราว (เช่นคิดว่าร่างกายนี้เป็นอสุภะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา) อย่างหลังนี่ เป็นการพิจารณาเอาเรื่องราว พิจารณาเอาความรู้ความเข้าใจ
ส่วนการคิดเป็นเรื่องราว แล้วมีสติ คือคิดไปรู้ไปเรื่อยๆ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งครับ มันทำให้ไม่หลง "อิน" เข้าไปในความคิด แต่ตรงนี้ออกจะเป็นภาระกับจิตมากไปหน่อย เพราะจะรู้ตัวก็ไม่ถนัด จะคิดเอาเรื่องราวก็ไม่ถนัดอีก และจิตก็ยังส่งออกหน่อยๆ ไม่เหมือนการรู้ปรมัตถ์ของวิตก และอุทธัจจะจริงๆ
การที่คุณสุรวัฒน์เห็นว่า จิตหลงเข้าไปในความคิดบ่อยๆ นั้น แสดงว่าการปฏิบัติดีขึ้น สติปัญญาละเอียดขึ้น ที่ผ่านมาไม่ใช่มันไม่หลงเข้าไปนะครับ เพียงแต่เรายังไม่มีกำลังสติที่ละเอียดพอที่จะรู้ทันเสมอๆ เท่านั้น
ตราบใดที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องขาดสติบ้างเป็นธรรมดาครับนิพ ดังนั้น เราจึงไม่ควรพยายามจะทำสติให้ต่อเนื่อง เพราะทำไม่ได้หรอก สิ่งที่ต้องทำคือ รู้ว่าเผลอ ให้เร็วทุกครั้งที่เผลอครับ |