header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow ความสมดุลระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการใช้ชีวิตในสังคม
ความสมดุลระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการใช้ชีวิตในสังคม
ปัญหาที่คุณ Lee แกล้งตั้งขึ้นนั้น
ตั้งบนสมมุติฐานที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนักปฏิบัติ 2 ประการ
ประการแรก คิดว่าการปฏิบัติธรรมกับการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน
และประการที่ 2 คิดว่าความสันโดษของนักปฏิบัติคือการงอมืองอเท้า
แท้ที่จริงการปฏิบัติธรรมไม่ได้เบียดบังเวลาประกอบอาชีพการงานเลย
เช่นเดียวกับที่เราหายใจอยู่ในเวลาทำงาน
และการหายใจไม่ได้เบียดบังเวลาทำงาน
ขอเพียงมีสติสัมปชัญญะ การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม


พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ชาวพุทธขยันขันแข็งในการทำอาชีพที่สุจริต
ทรงสอนกระทั่งการบริหารทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงการวางแผนในการลงทุนขยายงาน
ทรงสอนให้เรารู้หน้าที่ต่อครอบครัว เช่นต้องให้การศึกษาแก่บุตรธิดา
จนกระทั่งการมอบมรดกให้ในเวลาอันสมควร
ความไม่รับผืดชอบ และความเกียจคร้าน
ไม่ใช่สิ่งที่ชาวพุทธจะยอมให้ครอบงำครับ


สิ่งหนึ่งที่ผมฝากให้ผู้สนใจปฏิบัติธรรมที่มีครอบครัวแล้วเอาไว้พิจารณา
ก็คือ ท่านจะปฏิบัติธรรมได้อย่างสบายใจ
หากน้อมนำคนในครอบครัวให้เข้าใจ และร่วมปฏิบัติธรรมไปด้วยกัน
[19 พ.ค. 2542]


นานมาแล้วสมัยที่ผมเริ่มปฏิบัติใหม่ๆ จิตมันเกิดศรัทธารุนแรงล้ำหน้าปัญญา
เกิดความอยากจะบวชเป็นกำลัง แต่ดูแล้วไม่มีความพร้อมสักอย่าง
ก็เลยหักห้ามใจ คิดว่าต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์เสียก่อน
เคยไปปรารภเรื่องนี้กับหลวงพ่อพุธ ท่านก็ว่า
"คิดถูกแล้ว คนที่ทิ้งครอบครัวมาบวชนั้น หลวงพ่อไม่บวชให้หรอก
เพราะหลวงพ่อไม่ชอบให้ใครบ้านแตก หรือทำให้เด็กๆ มีปัญหา
ถ้าเป็นฆราวาส ทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ดี
คิดหรือว่าเป็นพระแล้วจะทำหน้าที่ของตนให้ดีได้"



ต่อมาเมื่อปฏิบัติธรรม เจริญสติสัมปชัญญะ เจริญสติปัฏฐานอย่างต่อเนื่อง
จึงเข้าใจความจริงว่า ธรรมะ ไม่ได้อยู่ที่วัด ไม่ได้อยู่กับเพศบรรพชิต
แต่อยู่กับกายและใจของเรานี่เอง
หากมีสติ รู้ทันกาย รู้ทันใจ ของตน นี่ก็คือการปฏิบัติธรรมแล้ว
ส่วนการทำความสงบเพื่อเพิ่มกำลังจิตเป็นระยะๆ ก็ไม่ได้กินเวลามากนัก
ทำตอนนั่งรถเมล์ก็ได้ ตอนก่อนนอนก็ได้
จนในที่สุด เมื่อตาเห็นรูปก็สักว่ารู้ แค่นี้ก็ปฏิบัติธรรมแล้ว
เวลาทำงานใช้ความคิด จิตจดจ่อกับงาน ก็คือการทำสมถะระดับต้นๆ
ถ้าทำงานแล้วเกิดเบื่อ เกิดเครียด ก็รู้ทันจิตใจตนเอง นี่ก็เดินวิปัสสนาแล้ว


ไหนๆ ก็พูดกันเรื่องการใช้ชีวิตในสังคมแล้ว
ถ้าละเว้นการกล่าวถึงนักปฏิบัติกับสังคมครอบครัว กระทู้นี้ก็ไม่สมบูรณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่คาใจพวกเราหลายคน แต่ลำบากที่จะถามและตอบกัน
นั่นคือเรื่องการปฏิบัติธรรมกับการมีเพศสัมพันธ์


เรามักได้ยินกันว่า ผู้หญิงบางคนเข้าวัดแล้ว ไม่ยอมให้สามียุ่งเกี่ยวด้วย
หรือสามีเข้าวัดแล้ว ปล่อยให้ภรรยาว้าเหว่
เรื่องนี้ขอเรียนว่า เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน
เพราะอาจเกิดปัญหาบ้านแตกถ้าจัดการไม่ดี
ผมเห็นว่ามีหลายปัจจัยที่เราต้องใช้ประกอบการพิจารณาจุดที่เหมาะสมกับเรา


ประการแรก การมีเพศสัมพันธ์ ทำให้จิตเศร้าหมองได้จริง
ซึ่งเรื่องนี้แหละที่นักปฏิบัติกลัวกันนัก


ประการที่ 2 แม้ไม่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อเกิดความต้องการทางเพศ
อันเป็นไปตามภูมิจิตภูมิธรรมของปุถุชน
จิตก็เศร้าหมองเช่นกัน คือเศร้าหมองเพราะราคะ
เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็เศร้าหมองเพราะโทสะที่เกิดได้ง่าย
แต่เรื่องนี้นักปฏิบัติมักจะมองข้ามไป


ประการที่ 3 การมีความไม่เข้าใจในครอบครัว
ก็เป็นปัญหาทำจิตให้เศร้าหมองได้เช่นกัน
และเป็นปัญหาใหญ่มากที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม
เรื่องนี้นักปฏิบัติบางคนมองข้ามไป


รวมความแล้วในเรื่องเพศนั้น ผู้ปฏิบัติเหมือนอยู่ระหว่างเขาควาย
ขยับซ้ายก็มีปัญหา ขยับขวาก็มีปัญหา


ประการที่ 4 เราเป็นฆราวาส การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ผิดศีลธรรม เป็นสิ่งที่กระทำได้
และเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลคู่ครองของตน


ประการที่ 5 การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การยอมตามกิเลสให้มันจูงจมูกไป
และไม่ใช่การกดข่มกิเลสไว้
แต่หมายถึงการที่เรารู้เท่าทันจิตใจตนเองให้มากที่สุด
เมื่อจิตเศร้าหมองก็รู้ว่าเศร้าหมอง
เมื่อจิตผ่องใสก็รู้ว่าจิตผ่องใส


สรุปแล้ว สิ่งที่ไม่ผิดศีลธรรม มีหน้าที่อย่างใดก็ทำไปเถอะครับ
แต่เคล็ดลับสำคัญอยู่ตรงย่อหน้าสุดท้ายที่ผมตอบคุณ Lee ไว้
คือถ้าเราสามารถพัฒนาคู่ของเรา ให้ปฏิบัติธรรมตามกันไปได้
ยิ่งจิตละเอียด ประณีตเท่าไร ปัญหาเรื่องนี้ก็จะลดความสำคัญลงไปตามลำดับ
ถึงจุดหนึ่ง ทั้งคู่จะรู้สึกแต่เพียงว่า การได้อยู่ดูแลกันเฉยๆ นั้น
สบายใจดีเหลือเกิน
การก้าวพ้นความสัมพันธ์ทางเพศ เป็นความสมัครใจ
และเป็นความผาสุกที่ประจักษ์ชัดร่วมกัน
สังคมครอบครัวมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขครับ
เพราะพ้นจากการตามใจกิเลส และพ้นจากการกดข่มกิเลส
[20 พ.ค. 2542]


การสำรวมวาจา ไม่ใช่แค่การไม่พูดนะครับ
อย่างเราเคยพูดเพ้อเจ้อ นินทาส่อเสียด
อยู่ๆ จะเลิกพูดนั่งเงียบแปลกแยกจากเพื่อน มันก็ดูแปลกในสายตาของเขา
ดีไม่ดีจะว่า การปฏิบัติธรรม ทำให้เราเพี้ยน


ทางที่ดีก็คุยกับเขาไป ชักนำให้เขาสนใจสิ่งที่กว้างกว่าการนินทาส่อเสียด
เช่นจะพูดเรื่องละครโทรทัศน์ หรือเรื่องอื่นๆ ที่เขาชอบ(นอกเหนือจากเรื่องนินทา)
แล้วค่อยๆ แทรกธรรมะกับบางคนที่รับได้
ในที่สุดวงสนทนาจะค่อยๆ เปลี่ยนคุณภาพได้
คนที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็จะเบื่อแล้วแยกตัวไปเอง


ชาวพุทธอย่ายอมจำนนเป็นคนกลุ่มน้อยนะครับ
คนที่เปลี่ยนได้ และพร้อมจะเปลี่ยนหากได้รับการดูแลที่ดีพอ ยังมีอีกมากครับ
เอาความปรารถนาดี ไปแลกกับมิตรภาพ
แล้วเราจะได้ทั้งเพื่อน และความมั่นคงของพระศาสนา
[20 พ.ค. 2542]

<Previous   Next>