|
|
ฐานของจิตนั้นไม่ใช่จุดที่ตั้งทางวัตถุว่าอยู่ส่วนนั้นส่วนนี้ของกาย การเอาจิตไปกำหนดไว้ในกาย ไม่ว่าจุดใด จึงไม่อาจเห็นจิตได้ และไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานเลย
แต่การดูจิต ก็ต้องรู้จักฐานของจิต ซึ่งเป็นจุดที่จิตรู้ตัว ตั้งมั่น สงบ สะอาด ผ่องใส วิธีการที่เราจะรู้จักฐานของจิตมี 2 ทางครับ(ที่ผมเคยทำ) อันหนึ่งคือการทำสมถะ จนจิตรวม รู้ชัดว่า อันนี้จิต อันนี้ความสงบที่ถูกรู้ อีกอย่างหนึ่งคือการรู้ทันเข้าไปที่กิเลสที่กำลังปรากฏ จะเห็นว่ากิเลสนั้นไม่คงที่ จะเข้มข้นบ้าง จางลงบ้าง แล้วเมื่อมันจางหายไปตรงไหน ก็รู้อยู่ตรงนั้นแหละครับ จุดนั้นแหละคือฐานรู้ของจิต แม้กิเลสอื่นๆ ก็จะโผล่หน้ามาที่เดียวกันนั้นเช่นกัน หากทำใจให้สบายๆ เราจะพบว่า ความรู้สึกที่ตั้งของจุดนั้น อยู่ที่อกครับ ถ้าว่าตามตำรา ก็น่าจะเป็นที่ตั้งของ หทยวัตถุ แต่อย่าไปเพ่งตรงเข้าที่อกหรือหัวใจนะครับ มันคนละส่วนกัน เหมือนคนละมิติแต่มันซ้อนกันอยู่เท่านั้น
[13 ม.ค. 2542]
พุทโธ เป็นกำลังเสริมการดูจิตได้ดีมากครับ หากทำพุทธานุสติเป็น ไม่เพียงจิตใจจะสงบเท่านั้น กระทั่งนิพพานก็ทำให้ถึงได้ (ถ้าทำเป็น) ดังที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมไว้ว่า พุทธานุสติ ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความตรัสรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อพระนิพพาน (เอกธัมมาทิบาลี เอกนิบาต อังคุตรนิกาย สุตตันตปิฎก-เล่ม 20 หัวข้อที่ 179 - 180) (แต่การท่องพุทโธแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่ใช่พุทธานุสตินะครับ)
หลวงปู่หล้า แห่งภูจ้อก้อ ก็เคยสอนว่า พุทโธอันเดียวนี้ ก็ทำให้ถึงที่สุดได้
คือถ้าเราบริกรรมพุทโธระลึกถึงพระพุทธเจ้า จนเป็นอารมณ์อันเดียวของจิต ก็เป็นสมถะ ถ้าเราบริกรรมพุทโธ เพื่อประคองความรู้ตัว ก็เป็นเครื่องมือทำวิปัสสนาได้ กระทั่งจะเอาความตรึกว่าพุทโธ มาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาก็ยังได้ เพราะความตรึกหรือวิตก เป็นสังขารขันธ์ที่แสดงความเกิดดับเป็นไตรลักษณ์ มันมีสภาวะหรือปรมัตถ์เหมือนสังขารตัวอื่นๆ นั่นเอง แต่ที่สำคัญ อย่าให้จิตหลงเข้าไปในบัญญัติของคำว่าพุทโธก็แล้วกันครับ [14 ม.ค. 2542] |