header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow ควรจะรู้ทุกข์ ไปถึงไหน
ควรจะรู้ทุกข์ ไปถึงไหน
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อาทิตย์ ที่ 7 มกราคม 2544 16:40:39

พวกเราผู้ปฏิบัติ ล้วนเคยได้ยินเรื่องกิจของอริยสัจจ์จนชินหูว่า
ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้ง มรรคให้เจริญ
และทราบว่าอริยสัจจ์นี้ จะต้องทำไปจนถึงที่สุดแห่งทุกข์
ดังนั้น การรู้ทุกข์ จึงต้องรู้ไปจนกระทั่งพ้นทุกข์
และเมื่อขันธ์ 5 คือก้อนทุกข์
ดังนั้นจึงต้องรู้ขันธ์ไปจนกว่าจิตจะปล่อยวางขันธ์

การสรุปใจความอย่างนี้ถูกต้องแล้ว
แต่การลงมือรู้ทุกข์จริงๆ กลับมีศิลปะในการรู้
เพื่อความไม่เนิ่นช้าในการทำนิโรธให้แจ่งแจ้ง


ผมขอยกตัวอย่างเช่น ท่านผู้หนึ่งปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญอานาปานสติ
หรือด้วยการรู้อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน
ท่านก็พากเพียรรู้ลมหายใจ หรือรู้อิริยาบถด้วยจิตที่เป็นกลางเรื่อยไป
ในทางทฤษฎี ท่านอาจจะบรรลุพระอรหัตตผลได้
แต่ในทางปฏิบัติจริงแล้ว เมื่อจิตทิ้งรูปขันธ์เข้าไปรู้อยู่ที่จิตแล้ว
หากผู้ปฏิบัติจะเอาสติกำหนดกลับเข้าไปที่รูปขันธ์เช่นลมหายใจใหม่
นั่นคือการทำความเนิ่นช้าในการปฏิบัติ


แม้การรู้เวทนา หรือจิตสังขาร ก็เช่นเดียวกัน
เมื่อจิตรู้ไปจนมีกำลังทวนกระแสเข้าถึงจิตแล้ว
หากผู้ปฏิบัติจงใจกำหนดสติกลับเข้าไปรู้เวทนา หรือจิตสังขารอีก
นั่นคือการทำความเนิ่นช้าในการปฏิบัติเช่นกัน


หรือแม้แต่การมีสติรู้ธรรม
เช่นการรู้ทันความเกิดดับของตัณหาอุปาทานและความทุกข์ก็เช่นกัน
ถ้าจิตรู้จนวางธรรม แล้วทวนกระแสเข้ามาหยุด รู้ อยู่ที่จิตแล้ว
ก็ควรปล่อยให้หยุด รู้ อยู่ที่จิตนั่นเอง
ไม่ควรจงใจย้อนกลับไปมีสติรู้ธรรมนั้นอีก


ทั้งนี้ก็เพราะการกำหนดรู้กาย เวทนา จิตสังขาร และธรรม
ล้วนกระทำไปเพื่อส่งทอดสติสัมปชัญญะเข้ามาประชุมลงที่จิตผู้รู้
เพื่อจะได้เรียนรู้อริยสัจจ์แห่งจิตในขั้นละเอียดต่อไป


ในขณะที่จิตมาหยุด รู้ มีสติสัมปชัญญะรู้อยู่ที่จิตด้วยความเป็นกลางนั้น
ตัวจิตผู้รู้นั่นแหละ คือ ทุกขสัจจ์ ชั้นในสุด
การหยุด รู้ อยู่ที่จิตผู้รู้ จึงเป็นการเจริญกิจของอริยสัจจ์เช่นกัน
คือการปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่ใช่ไม่ได้ปฏิบัติอะไร
หากผู้ปฏิบัติถูกกิเลสคืออวิชชาหลอกล่อ
ให้เกิดความกังวลใจกลัวว่าการรู้อยู่ที่จิต
จะทำให้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น
แล้วย้อนสติกลับไปเจริญสติปัฏฐานในขั้นหยาบๆ อีก
นั่นก็คือการทิ้งรังโจร ทั้งที่อุตส่าห์ฝ่าฟันเข้ามาถึงแล้ว
เพราะหลงวิ่งตามสมุนโจรออกไปอีก


ผู้ปฏิบัติจึงควรรู้ อยู่ที่จิต ด้วยความเป็นกลางและนิ่งสนิทจริงๆ
อย่าหลงกลอวิชชา โดยส่งจิตออกนอก
หรือทะยานออกไปปฏิบัติธรรมภายนอกอีก
เพราะนั่นคือการยอมตามตัณหา หรือการไม่ละสมุทัยเสียแล้ว
ผมเคยได้ยินครูอาจารย์ท่านปรารภด้วยความเสียดายถึงนักปฏิบัติบางคน
ที่ทวนกระแสเข้าถึงจิตแล้ว แต่กลับย้อนไปกำหนดลมหายใจใหม่
เป็นการยืดสังสารวัฏให้กลับยาวออกไปอีก


แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่จิตกระเพื่อมถอยออกจากจิตผู้รู้ไปเอง
ซึ่งถึงจุดนั้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องรู้ด้วยความเป็นกลางว่า
จิตถอยออกมาภายนอกแล้ว
อย่าอยากที่จะทรงสติผู้กับจิตผู้รู้
เพราะกิเลสจะสร้างผู้รู้เทียมๆ ขึ้นมาหลอกทันที


การรู้ทุกข์ คือรู้จิตผู้รู้ และไม่ส่งจิตออกนอกอันเป็นการละสมุทัย
จะทำให้จิตใกล้ต่อนิโรธ มากที่สุด เพราะทวนกระแสกิเลสเข้ามาถึงที่แล้ว
การปฏิบัติในช่วงนี้ไม่มีอะไรมาก
มีแต่ทรงอยู่อย่างนี้ให้มาก คือการทำมรรคให้เจริญ
จนถึงจุดที่จิตปล่อยวางจิต


ผมเองกำลังปฏิบัติอยู่อย่างนี้
จึงเล่าฝากไว้ให้เพื่อนๆ ได้ทราบไว้ครับ
เผื่อมีใครจะเดินตามกันไปบ้าง

<Previous   Next>