header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow ปัญญาอบรมสมาธิ
ปัญญาอบรมสมาธิ
ความเห็นที่ 6 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน อังคาร ที่ 11 กรกฎาคม 2543 07:52:51
ขออนุโมทนากับโยด้วยครับ
สิ่งที่โยปฏิบัติมานั้น เป็นการปฏิบัติที่ราบรื่นและมีพัฒนาการมาตามลำดับ
สิ่งที่ผมเห็นจากโยอย่างเสมอต้นเสมอปลายก็คือ
ความอดทนและความพากเพียร
ประเภทขี้เกียจก็ปฏิบัติ ขยันก็ปฏิบัติ
ถูกดุถูกด่าอย่างไร ก็พากเพียรปฏิบัติ คลำผิดคลำถูกมาตามลำดับ
เป็นตัวอย่างที่ดีของนักปฏิบัติคนหนึ่งเชียวครับ
สิ่งที่โยเขียนมาให้อ่าน เป็นเรื่องที่มีประโยชน์
เพราะเอาเรื่องจริงของตนเองมาเขียน
กว่าจะได้ความรู้มาเขียนได้ขนาดนี้
ก็ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความลำบากมามาก
เพื่อนฝูงได้มาอ่านบทเรียนเหล่านี้ ก็นับว่าเป็นกำไร ที่ได้อ่านกันฟรีๆ


แต่เมื่ออ่านแล้ว ก็มีจุดที่ฝากให้ระวังใจตนเองนิดหน่อยครับ
คือบางคนอ่านวิธีปฏิบัติของโยแล้ว อาจจะรู้สึกว่าวิธีนี้ดีที่สุด
คือเจริญสติสัมปชัญญะไปเลย โดยไม่ต้องทำสมาธิ
อันที่จริงการดูจิตกับการทำสมาธิเป็นสิ่งที่หนุนเสริมกัน
พระป่าส่วนมาก ท่านจะเริ่มการปฏิบัติด้วยการทำสมาธิ
เพราะท่านมีเวลามาก มีผัสสะรุนแรงน้อย มีงานคิดน้อยกว่าชาวเมือง
เมื่อจิตมีสมาธิแล้ว จึงน้อมจิตมาเจริญปัญญา
เรียกว่าใช้ สมาธิอบรมปัญญา ที่สุดก็มีทั้งสมาธิและปัญญา


ส่วนพวกเราชาวเมือง จะทำสมาธิก็ไม่มีเวลาความต่อเนื่อง หรือเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย
จึงต้องช่วยตนเองด้วยการใช้ ปัญญาอบรมสมาธิ
คือใช้สติปัญญารู้นิวรณ์เข้าไปเลยจนนิวรณ์สงบ
แล้วจิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ พอที่จะเจริญปัญญาต่อไปได้เช่นกัน
แต่สมาธิชนิดนี้ มักจะเป็นขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ
นานๆ จิตจึงจะรวมลงเอง ถึงอัปปนาสมาธิสักครั้งหนึ่ง
บางคนไปรวมครั้งแรกเมื่อบรรลุอริยมรรคเลยก็มี


พวกเราเมื่อใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ก็เป็นเรื่องที่เหมาะกับตนเอง
วิธีการของท่านอื่น โดยเฉพาะการใช้สมาธิอบรมปัญญา
ก็เป็นเรื่องดีของท่านเหมือนกัน
การปฏิบัติ จึงไม่มีคำว่า แนวทางใด ดีที่สุด
เพราะท่านใดใช้แนวทางใดแล้ว จิตใจผ่อนคลายจากกิเลสตัณหา
ผ่อนคลายจากความทุกข์อันเกิดแต่ความยึดมั่น
ก็นับว่าแนวทางนั้น ดี สำหรับท่านนั้นแล้ว
นักปฏิบัติจึงไม่ขัดแย้งกัน เรื่องแนวทางของใครดีกว่าของใคร


ความเห็นที่ 14 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 12 กรกฎาคม 2543 09:39:02
สาธุครับขิม
ดีใจด้วยที่ขิมพบว่าตนเองเผลอวันละเป็นร้อยๆ ครั้ง
ผมเองก็เผลอแทบทุกนาทีเหมือนกัน
ได้เจอเพื่อนที่เผลอเก่งๆ แล้วดีใจครับ
ดีใจกว่าเจอคนที่เผลอวันละครั้ง(ตั้งแต่ตื่น จนหลับ)เสียอีก


ผมเองก็เหมือนขิม คือปฏิบัติมานานนักหนาแล้ว ทุกข์ไม่ได้น้อยลงเลย
คือเห็นทุกข์อยู่ตลอดเวลาที่มีสติสัมปชัญญะ
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นและดับไปเลย
แต่ความต่างจากเมื่อก่อนก็คือ ความทุกข์มันละเอียดขึ้นทุกที
กระทั่งปีติสุขเพราะความสงบ ก็ยังเห็นเป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นภาระ เป็นทุกข์ของจิต


ผมเองก็เห็นความสู่รู้ของจิตเหมือนขิม
คือเมื่อจิตทรงตัวรู้อยู่สักช่วงหนึ่ง
มันจะไหวตัวขึ้นมา เป็นความอยากรู้ อยากทบทวน อยากหาข้อสรุป
เกี่ยวกับการที่จิตทรงตัวรู้อยู่นั้น
เกิดเป็นอุทธัจจะ อยู่เสมอ เพราะจิตมันกลัวจะไม่พ้นทุกข์


จิตของผมก็เหมือนขิม ที่มันยังมีความวูบไหวเป็นครั้งคราว
และความวูบไหวต่างๆ นั้น ก็คือทุกข์ทั้งก้อน
แต่เดี๋ยวนี้ เพียงเห็นสิ่งที่มันไม่วูบไม่ไหว เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง


สรุปแล้ว ปฏิบัติมาตั้งนาน ก็ยังมีสภาวะอย่างเดียวกับที่ขิมกล่าวไว้
เพราะสภาวะทั้งหมดที่ขิมกล่าวไว้นั้น
คือสภาวะปกติธรรมดา ของคนที่ยังไม่หมดกิเลสนั่นเอง

<Previous   Next>