ความเห็นที่ 4 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 31 สิงหาคม 2543 13:44:44 เรื่องศิลปะการปฏิบัติที่คุณมะขามป้อม และคุณพัลวันเล่ามานั้น ค่อนข้างเป็นเรื่องความถนัดเฉพาะตัวของพวกมือเก่าครับ ส่วนคนหัดใหม่ ควรจะรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏ ด้วยจิตที่เป็นกลางไปก็พอแล้ว ถ้าไปพยายามเลียนแบบความรู้ตัวทั่วพร้อม อย่างที่คุณมะขามป้อมบอกว่า "รู้ครอบคลุมเบาๆ โดยไม่เพ่งที่จุดใดจุดหนึ่ง" ก็อาจจะไปสร้างความรู้ตัวทั่วพร้อมขึ้นมาได้
มีนักปฏิบัติที่พลาดตรงนี้กันมามากเหมือนกัน แต่ถ้าปฏิบัติแล้ว จิตมันเป็นไปเอง และเรารู้ตามที่จิตเป็น อย่างนั้นก็ไม่เป็นปัญหาครับ สบายดีเสียอีกแบบที่คุณมะขามป้อมว่า เพราะมันแก้ความฟุ้งซ่านได้เด็ดนักทีเดียว
ความเห็นที่ 11 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 1 กันยายน 2543 08:50:03 คุณหมอ Lee เล่าว่า "ผมสังเกตได้ว่า รู้กับคิดนี่ ติดกันมาก ผมไม่สามารถที่จะรู้ไป คิดไปได้เลย พอกระแสคิดฟุ้งขึ้นมา รู้ก็ล้มระเนระนาดอย่างน้อยก็อึดใจหนึ่ง กว่าจะระลึกได้ว่าเผลอไปในความคิด พอรู้ว่าคิด ก็ไม่คิด"
ที่คุณหมอสังเกตเห็นว่า รู้กับคิดติดกันมาก อันนี้ก็ถูกแล้วครับ เหมือนที่หลวงพ่อเทียนท่านกล่าวว่า "คิดเหมือนหนู รู้เหมือนแมว พอหนูมาปุ๊บ แมวก็จับหนูปั๊บ" แต่ปัญหาของคุณหมอก็คือ หนูมาแล้ว แต่แมวนอนหลับ พอแมวตื่น หนูก็หนีไป คือพอรู้ ก็ไม่คิด นี่ก็คือแมวตะครุบหนู คือพอรู้ ก็ไม่คิด ที่ปฏิบัติอยู่นี่ก็ถูกแล้วนี่ครับ หน้าที่ของคุณหมอคือ การทำให้เจ้าแมวอ้วนขี้เซา ตื่นได้เร็วเท่านั้นเอง
ธรรมะนั้นศึกษากันด้วยตัวหนังสืออย่างนี้มันยุ่งยากมากครับ เพราะมีแง่มุมแยกย่อยมากมายเหลือเกิน อย่างเรื่องของความคิด เป็นต้น ถ้าเราเจริญสติอยู่เป็นปกติธรรมดา เราจะพบว่า ก่อนที่เราจะคิดออกมาเป็นคำพูดได้นั้น จิตได้ผ่านกระบวนการทำงานมาแล้วไม่น้อยเลย
ในชั้นแรกนั้น กระแสความคิดที่ผุดขึ้นมา จะเป็นคลื่นอะไรบางอย่าง ถ้าสติรู้ทันตั้งแต่จุดนี้ ด้วยจิตที่รู้ตัวไม่เผลอไปตื่นเต้นเพ่งจ้องกับกระแสนั้น ก็จะเห็นกระแสนั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยเราเองก็ไม่ทราบว่า จิตคิดเรื่องอะไร แต่ถ้ากระแสนั้นกระทบเข้ากับความรับรู้ของจิตแล้ว สัญญาเข้าไปหมายรู้ แล้วแปลออกมาเป็นภาษาที่แต่ละคนคุ้นเคย ตรงนี้คือการคิดออกมาเป็นคำพูด เป็นสมมุติบัญญัติ พอสติเข้าไปรู้ทัน ด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ความคิดอันเป็นคำพูดสมมุติบัญญัติก็ขาดไป ส่วนความคิดแท้ๆ ที่เป็นกระแส เป็นปรมัตถ์ อาจจะขาดหรือไม่ขาดก็ไม่แน่ ให้มีสติรู้ตามสภาพที่มันเป็นต่อไป ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร อันนี้ก็เข้าลักษณะที่ว่า คิดไป รู้ไป อย่างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่งคือ การคิดเป็นคำพูด ถ้าจะคิดงานให้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นงานความคิด จะมัวไปกังวลสนใจที่จะคิดไปรู้ไปไม่ได้หรอกครับ เพราะถ้าไปรู้เข้าเมื่อไร ความคิดตามสมมุติบัญญัติก็ขาดเมื่อนั้น พอดีไม่สามารถพูดกับใครได้ ไม่สามารถคิดงานได้ เพราะการพูด การคิดงาน จำเป็นต้องอาศัยสมมุติบัญญัติ รู้ เป็นศัตรูของสมมุติบัญญัตอย่างร้ายกาจที่สุด จนหลวงพ่อเทียนท่านว่า พอรู้ ความคิดก็ดับ เหมือนแมวตะครุบหนู
ในเวลาที่เราต้องคิดตามหน้าที่นั้น ก็คิดไปเถอะครับ แต่ถ้าคิดแล้วกิเลสตัณหาเกิดตามหลังความคิดมา ก็ให้มีสติรู้ทันกิเลสตัณหา อย่าให้มันเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่คิดของเราได้ เช่นคิดงานอยู่แล้วเกิดขี้เกียจ ตัวขี้เกียจเป็นสิ่งแปลกปลอม ให้รู้ทันมัน พอมันดับไปแล้วก็คิดตามหน้าที่ต่อไป
ยังมีการคิดอีกชนิดหนึ่ง เป็นการคิดฟุ้งเลื่อนๆ ลอยๆ ของจิต เหมือนจะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง คิดชนิดนี้แหละครับ ที่เรามีสติรู้อยู่กับจิตได้ ไม่ไหลไปกับกระแสฟุ้งซ่านนั้น ตรงนี้บางคนก็พูดว่าเป็นการ "คิดไป รู้ไป" เพราะไม่ต้องใช้ศักยภาพทางความคิดให้เป็นเรื่องราว
อีกแบบหนึ่ง เป็นจิตของท่านที่ฝึกจนหมดธุระแล้ว เวลาจะคิด ท่านคิดไปอย่างเต็มที่เลย ไม่ต้องระวังรักษาจิต เพราะจิตไม่มีความกระเพื่อมหวั่นไหวใดๆ เลยแม้แต่น้อย แบบนี้ยังเกินวิสัยที่พวกเราจะทำได้ในตอนนี้
รวมความแล้ว แค่เรื่องความคิดนี่ ก็มีแง่มุมมากมายหลายแบบ อาจจะมีแบบอื่นๆ อีก แต่ตอนนี้นึกได้เท่านี้ครับ ส่วนคุณหมอก็อย่าไปกังวลว่า ทำอย่างไรจะ คิดไปรู้ไป ได้ เราทำได้แค่ไหน ก็เป็นความจริงของเราแค่นั้น ส่วนผู้อื่นเขาจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของท่านผู้นั้น
หัดให้เจ้าแมวขี้เซามันตื่นไวๆ เท่านั้นก็พอแล้วครับคุณหมอ |