|
ความคิดเห็นที่ 2 : (สันตินันท์)
ปฏิบัติได้ดีมากเชียวครับ น้อยคนนักที่จะเข้าใจได้ว่า ตัวจิตเองนั่นแหละ เป็นตัวทุกข์อันใหญ่ทีเดียว ไม่ใช่ต้องอยากหรือยึดสิ่งอื่นหรือขันธ์อื่นเท่านั้น ที่จะเป็นทุกข์ เพียงเมื่อใดยึดว่า จิตเป็นเรา ทันทีนั้นแหละทุกข์เกิดแล้ว
และเมื่อเอา จิตที่เป็นเรา ไปกระโดดโลดเต้นตามแรงกิเลสตัณหา เช่นไปยึดว่านี่กายเรา นี่ความสุขความทุกข์ของเรา นี่ครอบครัว นี่สมบัติของเรา แล้วคราวใดเกิดความไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ อันนี้เป็นทุกข์ซ้ำซ้อนที่ตามมาทีหลัง ส่วนมากเราจะรู้จักทุกข์ชนิดนี้ แต่ไม่ค่อยรู้จักจิตที่เป็นก้อนทุกข์ ทั้งที่ไม่ได้ยึดถือสิ่งภายนอก
เมื่อเราดูจิตอยู่นั้น และเห็นว่ามันเป็นทุกข์ จิตลึกๆ มันอดที่จะอยากให้จิตพ้นทุกข์ไม่ได้ (ดังที่บอกว่า "เฝ้าดูแล้วมันไม่ดีขึ้น" นั่นแหละครับ เราอยากให้ดีขึ้นนะครับ) ความอยากนั้น ยิ่งทำให้เพ่งจ้อง ให้พยายามทำลายทุกข์ แล้วผลก็คือทุกข์จะหนักและแรงยิ่งขึ้น ไม่มีใครทำหรอกครับ เราทำของเราเองทั้งนั้น
ทีนี้ต่อมาเฝ้าสังเกตอยู่เฉยๆ แล้วจิตมันพิจารณาว่านี้คืออะไร จิตก็ตอบว่า อุปาทาน แล้วความทุกข์ก็คลายออก ลักษณะนี้ผู้ปฏิบัติเป็นกันทั้งนั้นครับ เวลาจิตติดขัดสิ่งใดอยู่นั้น เมื่อใดที่ปัญญาตามทัน ปัญญาจะตัดอารมณ์ที่จิตกำลังยึดถืออยู่ ขาดออกไปทันที เพราะคุณสมบัติของปัญญาคือการตัด แต่อันนี้ต้องเป็นปัญญาที่มันผุดขึ้นในใจจริงๆ จึงจะตัดได้ ถ้าคิดๆ เอา ยังตัดไม่ได้ครับ
ที่ปฏิบัติมา ทำได้ดีเชียวครับ ทีนี้เมื่อจิตวางความทุกข์แล้ว จิตเบา สบาย มีปีติแล้ว อย่าลืมหันมาสังเกตความยินดีพอใจที่เกิดขึ้นอีกนะครับ ส่วนมากพอหายทุกข์แล้ว ผู้ปฏิบัติจะพอใจ แล้วหยุดอยู่แค่นั้นเอง เข้าลักษณะเกลียดทุกข์ รักสุข ผมเองเมื่อก่อนที่ปฏิบัติทีแรกก็เป็นอย่างเดียวกันนี้เหมือนกันครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 10 ส.ค. 2542 / 11:32:24 น. ]
ความคิดเห็นที่ 7 : (สันตินันท์)
คุณเล็กเล่าการปฏิบัติไว้ 2 วิธีดังนี้ "1. ดูมันเฉยๆ และคิดว่าเดี๋ยวมันก็คงจะดับไปเอง เหมือนอารมณ์อื่นๆ พอจิตเผลอ มันก็หายไปเองจริงๆ (แต่ดูไม่ทันว่ามันหายไปตอนไหนค่ะ)"
ขอเรียนว่า วิธีนี้ไม่เหมาะครับ คือถ้าจะดูเฉยๆ ก็ไม่ต้องไปคิดนำมัน ที่สำคัญที่สุด ต้องไม่เผลอครับ เพราะถ้าเผลอแล้วมันหายไปนั้น เราไม่เห็นไตรลักษณ์
"2. อีกวิธีนึง คือคิดว่าการยึดมั่นคือการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าจะไม่ยึดมั่นกับความรู้สึกนี้ ก็ต้องไม่จดจ่อกับมันหรือปล่อยมันซะ"
ขอเรียนว่า วิธีนี้ก็ไม่เหมาะอีกครับ เพราะมันเป็นการหนีอารมณ์ ไม่ใช่รู้อารมณ์ตามความเป็นจริง
การรู้อารมณ์ตามความเป็นจริงนั้น เราต้องไม่ให้สุดโต่งใน 2 ด้าน คือไม่เพ่งจ้องอย่างแรงๆ กับไม่เผลอ หรือหนี ไปที่อื่น เป็นการรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏไปอย่างสบายๆ ครับ
คราวนี้เรียนคุณ peng "สถานการณ์แรก กำหนดความรู้สึกจุดที่ถูกกัดเฝ้าดูอาการของจิตที่ปรากฏ เริ่มจากรู้สึกว่ายุงมาเกาะ แล้วกัด แล้วเราเจ็บ ใช้ความอดทนเพื่อให้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้น เพิ่มขึ้นและทนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งชาไม่รู้สึก แล้วความรู้สึก ในเวทนาไม่มี ก็ไม่มีอะไรให้จิตทำต่อ แต่ก็เห็นแล้วว่า เวทนา เกิดขึ้น เมื่อเราวางเฉย มันจะตั้งอยู่และดับไปเองในที่สุด"
ขอเรียนว่า วิธีนี้ก็ดีเหมือนกันครับ คือรู้ตั้งแต่เวทนาเกิดจนเวทนาดับ แต่อยากจะให้เพิ่มการสังเกตจิตเข้าไปอีกหน่อยหนึ่งครับ ตรงที่เวทนากำลังปรากฏนั้น จิตของเราเป็นอย่างไร มันเดือดร้อนรำคาญหรือมันเป็นกลางๆ วางเฉย เราต้องกดต้องข่มจิตหรือเปล่า ถ้าจิตเป็นกลางก็รู้เวทนาต่อไปด้วยจิตที่เป็นกลางนั้น ถ้าไม่เป็นกลางก็ให้รู้เข้าไปที่จิตตนเองดีกว่าครับ เพราะลำพังเวทนานั้น มันทำให้เราเป็นทุกข์ไม่ได้หรอก ถ้าจิตของเราไม่ทุกข์
"สถานการณ์ที่ 2 เมื่อรู้สึกว่ายุงมาเกาะ ต่อมามันกัด เรารู้สึกเจ็บ ผมใช้การทำความรู้สึกหาตำแหน่งที่เจ็บ แล้วเพ่งความรู้สึกเข้าที่กลางของเวทนาที่เกิด สักพักเดียวจะไม่รู้สึกถึงอาการคัน เพราะชาไป แล้วก็ไม่มีเวทนามาศึกษาอีก แต่ก็ได้ความเข้าใจว่า เวทนามันเกิดได้ ดับได้ ไม่อยู่คงทน"
วิธีนี้ไม่เหมาะครับ มันเป็นการเพ่งเอาด้วยกำลังจิต เป็นวิธีการแก้เวทนาด้วยสมถะ เวทนาดับไปก็จริง แต่จิตก็เกิดความสำคัญผิดขึ้นมาหน่อยหนึ่งว่า เวทนานี้ถูกควบคุมได้ กับได้ตามใจปรารถนา
ความจริงเวทนาที่เป็นทุกข์ดับไปแล้ว ก็ไม่ใช่ไม่มีเวทนาอีก แต่มันกลายเป็นอทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนา คือความรู้สึกเฉยๆ แทนรู้สึกทุกข์ ถ้าจะเจริญเวทนานุปัสสนา ก็รู้ความรู้สึกเฉยๆ นั้น ต่อไปอีกครับ
"อย่างนี้มันก็เกิดดับเช่นนี้เรื่อยๆ แล้ว ในฐานะผู้ฝึกตน จะมีจุดสิ้นสุดที่ใด หรือต้องทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น หรือ ต้องไปหาการฝึกแบบไหน"
ความเกิดดับของเวทนานั้น จะมีอยู่ตลอดไป แม้แต่ในพระอรหันต์ครับ และเราปฏิบัติก็ไม่ใช่ทำเพื่อให้พ้นจากเวทนา แต่ทำเพื่อว่า เมื่อมีความสุข จิตก็ไม่หลงดีใจ เมื่อมีความทุกข์ จิตก็ไม่หลงเสียใจ ให้จิตเข้าถึงความเป็นกลาง และเบิกบานอยู่ตลอดเวลา ด้วยความเป็นอิสระจากอารมณ์ต่างๆ
ดังนั้น เมื่อรู้ความสุข ก็ควรสังเกตความยินดีของจิต เมื่อรู้ทุกข์ ก็ให้สังเกตความยินร้ายของจิต จนจิตเข้าถึงความเป็นกลาง และรู้เวทนาด้วยความเป็นกลางต่อไป เมื่อปฏิบัติมากเข้าๆ ในที่สุดจิตจะรู้ความจริงว่า เวทนานั้น เขามีเหตุเขาก็เกิดขึ้นมา ไปห้ามเขาไม่ได้ และแม้จะมีทุกขเวทนา แต่ถ้าจิตเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย จิตก็ไม่เป็นทุกข์เพราะทุกขเวทนานั้น ถ้าจิตยดเวทนา แม้กระทั่งสุขเวทนา จิตจะไม่เป็นอิสระ จิตจะติดข้องอารมณ์ หนัก อึดอัด เป็นทุกข์ขึ้นมาทันที พอจิตรู้เช่นนี้ จิตก็จะฉลาด หมดความยึดถือยินดียินร้ายในอารมณ์ไปตามลำดับ
งานกรรมฐานจึงไปจบลงตรงที่จิตไม่ยึดถืออะไร มีความสุข ความเบิกบานเพราะความไม่ยึดถืออะไร ไม่ใช่ว่าจบลงตรงที่ไม่มีเวทนานะครับ เพราะมีกายอยู่ ก็ต้องมีเวทนาตลอดไป ห้ามไม่ได้ครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 13 ส.ค. 2542 / 09:30:10 น. ] |