header image
Home arrow กลยุทธในการปฏิบัติ arrow ทั่วไป arrow จิตติดสิ่งที่จิตยังรู้ไม่เท่าทัน
จิตติดสิ่งที่จิตยังรู้ไม่เท่าทัน
ความเห็นที่ 11 โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543 09:12:48
เรื่องกังวลกับ ความจงใจหรือเจตนา ในการปฏิบัติหรือการดูจิตนั้น
เกิดขึ้นจากการที่พวกเราได้ฟัง คุณมะขามป้อม กล่าวถึง เจตนาสูตร บ้าง
ได้ฟังผมกล่าวถึง ความจงใจ ในเรื่องพระอนุรุทธะบ้าง
หรือบางครั้ง ได้ยินผมแนะอุบายแก่พวกเราบางคนให้ลดความจงใจลง
เพื่อแก้อาการเพ่งจ้องอย่างรุนแรงแบบเอาเป็นเอาตายกับกิเลสบ้าง
เมื่อฟังมากเข้า บางคนจึงเกิดความล้ำหน้าทางความคิดขึ้น
คือมีสัญญาว่า ความจงใจไม่ดี แล้วก็เกิด "ความจงใจที่จะละความจงใจ" ขึ้นมา


ผมเองก็เคยปฏิบัติธรรมแบบล้ำหน้าเหมือนกัน
ตอนนั้นผมไปปฏิบัติอยู่กับหลวงพ่อคืนที่วัดหน้าเรือนจำสุรินทร์
ผมดูจิตที่เห็นกิเลสผุดขึ้นบ้าง เห็นฝ้ามัวของโมหะบ้าง
หลวงพ่อคืนก็จะบ่นว่า "ไปนั่งดูสิ่งที่ถูกรู้ทำไม ปล่อยวางมันซะ แล้วมาหยุดอยู่กับ รู้"


ผมก็จัดการเข้ากุฏิ คู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
(ใช้คำนี้เพื่อให้เห็นว่า เอาจริงและเป็นทางการมาก แบบกะฟันกิเลสให้ตายหมดเลย)
แล้วก็เริ่มต้นด้วยการหายใจ เห็นลมหายใจถูกรู้อยู่ 2 - 3 อึก แล้วก็ปล่อยเสีย
หันมารู้เวทนาในกายที่นั่งตัวตรงอยู่นั้น ตอนนั้นยังไม่สุขไม่ทุกข์อะไร ก็รู้ไป
แล้วก็คิดต่อทันทีว่า อุเบกขาเวทนานี้ก็ถูกรู้ ก็เลิกดูเวทนา
หันมาดูความว่างๆ ในจิต ที่ซ้อนอยู่กับอุเบกขาเวทนา
ก็เห็นอีกว่า ความว่างถูกรู้ จิตเป็นผู้รู้ความว่าง
แล้วก็เลิกดูความว่าง หันมาจ้องมองจิตผู้รู้
ถึงตรงนี้ ผู้รู้ก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ แล้วมีผู้รู้ตั้งขึ้นใหม่ โดยเขยิบไปด้านหลังหน่อยหนึ่ง
ผมก็ทิ้งตัวเก่า ดูตัวใหม่ ซ้อนๆๆๆๆ เข้าไปภายในตลอดเวลา
เล่นเอาสมองหมุนตาลาย ปวดระบมไปทั้งศีรษะ
ตอนนั้นก็คิดสุภาษิตมาสนับสนุนความโง่ได้อีกว่า
"บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร"
ไม่ว่าจะปวดหัวขนาดไหน ก็ยังคงไล่จับผู้รู้อยู่อย่างอุตลุดไปหมดด้วยความเพียร


ใกล้เที่ยงคืนก็หมดแรง หลับไปตื่นหนึ่ง
ตีสามตื่นขึ้นมาเร่งความเพียรใหม่จนสว่าง
แล้วก็นึกถึงความสอนของหลวงปู่ดูลย์ได้ว่า
"การใช้จิตแสวงหาจิตนั้น อีกกัปป์หนึ่งก็ไม่เจอ"
พอเช้า ก็เดินเป๋ๆ ออกมาจากกุฎิ กะจะมาต่อว่าหลวงพ่อคืน
มาเจอหลวงพ่อคืนเข้าพอดี ยังไม่ทันต่อว่าท่าน
ท่านก็อุทานลั่นวัดว่า "เมื่อคืนนี้ปฏิบัติอย่างไร ทำไมจิตใจมันชุลมุนอย่างนั้นทั้งคืน"
ผมก็เถียงท่านเต็มๆ เลย ว่า "ก็ผมทำตามที่หลวงพ่อสอนน่ะสิ"
"สอนยังไง อาตมาสอนยังไง"
"ก็สอนว่า ไปนั่งดูสิ่งที่ถูกรู้ทำไม ปล่อยวางมันซะแล้วมาหยุดอยู่กับ รู้"
คราวนี้หลวงพ่อหัวเราะเอิ้กอ้ากเลย บอกว่า
"การปล่อยวางนั้นต้องปล่อยด้วยปัญญา ไม่ใช่คิดปล่อยๆ เอาแบบนี้"


ผมก็นึกบ่นท่านว่า หลวงพ่อไม่น่าจะสอนผมเลย
ถ้าไม่สอน ผมก็จะรู้ความเกิดดับของอารมณ์ จนมีปัญญาปล่อยวางเอง
เพราะจุดสำคัญของการปฏิบัติ อยู่ที่รู้อารมณ์ด้วยจิตที่เป็นกลาง
ไม่จมลงในสิ่งที่ถูกรู้ หรือเผลอไปที่อื่น เท่านั้นเอง
แต่พอฟังท่านสอน ก็นึกตีความว่า ที่ทำอยู่ผิด จึงแก้ไขแนวปฏิบัติใหม่
ทำให้ปฏิบัติผิด ทั้งเหนื่อย ทั้งเสียเวลา


การปล่อยด้วยปัญญา กับปล่อยด้วยสัญญา มันต่างกันอย่างที่เล่ามานี้เอง
และเมื่อพวกเราได้ยินนักปฏิบัติรุ่นพี่กล่าวถึง เจตนา และความจงใจ
ว่าทำให้วิญญาณตั้งขึ้น ภพตั้งขึ้น
แทนที่จะเพียงเฉลียวใจ รู้ว่าตนมีความจงใจหรือไม่
กลับเกิดความจงใจ ที่จะละความจงใจ
จนลืมหลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานที่ว่า "ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ"


บางทีการอ่านและการฟังธรรมะมากเกินไป ก็ทำให้ข้ามขั้นตอนได้เหมือนกัน
อันนี้ฝากไว้ให้นักปฏิบัติทั้งหลายครับ
ผมเองก็ไม่ได้ดีวิเศษไปกว่าพวกเราหรอก
อะไรที่ใครๆ ทำผิดกันนั้น
ผมทำผิดมาก่อนแล้วแทบทั้งนั้นแหละครับ


ความเห็นที่ 32 โดยคุณ สันตินันท์ วัน อังคาร ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 08:44:34
เรื่องของจิตที่พวกเราติดกันอยู่มีความหลากหลายมาก
เช่นเป็นจิตที่เฉยๆ แบบซึมๆ เพราะโมหะแทรก (แบบไมค์)
จิตสบายใจ ไม่เจริญปัญญา หยาดเยิ้มแบบคนติดยา เพราะราคะแทรก
(แบบโย-บางคราว)
จิตทะยานออกนอก ไม่เข้าฐาน ประกอบด้วยโทสะ (แบบเอี้ยง)
จิตรู้ตัววับเดียว แต่ไม่ตั้งมั่น แล้วทะยานออกคิดปรุงแต่งไปตามความฟุ้งซ่าน (แบบไพ)
จิตมีสติ ตั้งมั่นอยู่ได้ แต่กระด้างไม่เป็นธรรมชาติธรรมดา (แบบต่าย)


ที่ยกชื่อมานี้เพื่อเป็นตัวอย่างทางการศึกษาเท่านั้นครับ
ไม่ใช่ว่าคนที่ยกชื่อมานี้ ปฏิบัติสู้คนอื่นไม่ได้
อันที่จริง ทุกคนยังติดสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งนั้น
ผมเองก็ติดเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ติด
เพราะถ้าไม่ติด จิตต้องหลุดพ้นไปแล้วทุกคน


สิ่งที่ติด ก็คือสิ่งที่จิตยังไม่รู้ทัน
ถ้าเมื่อใด จิตรู้ทันในสิ่งที่ติดอยู่ ก็หลุดจากสิ่งนั้นได้
แล้วไปติดสิ่งที่ละเอียดกว่านั้นต่อไป
ดังนั้น จะพ้นการติดได้ เราต้องรู้สภาวะที่กำลังติดอยู่นั้นตามความเป็นจริง
จะตรงกับสภาวะที่พระศาสดาทรงแสดงไว้ว่า
"เพราะเห็นตามความเป็นจริง จึงเบื่อหน่าย
เพราะเบื่อหน่าย จึงคลายความกำหนัด
เพราะคลายความกำหนัด จึงหลุดพ้น
เพราะหลุดพ้น จึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว"


กระทั่งหลุดพ้น ก็ยังหนีการ "รู้" ว่าหลุดพ้นไม่ได้เลยครับ

<Previous   Next>